เหอซือหานกับพรรคพวกรวมสี่คน เข้าร่วมกลุ่มกับชายชราอีกสามคนและอดีตขันทีวัยกลางคนอีกสามคน แต่ละคนมีจอบ เสียม พลั่วและถังน้ำอยู่ในมือ
“พวกเรามีกันราวเก้าสิบกว่าคน” ซุนไห่คำนวณจำนวนคนคร่าวๆ จากการมองด้วยสายตา
“แต่ละกลุ่มไปเลือกเมล็ดพันธุ์มากลุ่มละชนิดแล้วแบ่งเขตที่ดินเพาะปลูกกันใหม่ หากย้ายเรือนพักได้ก็ให้ย้ายไปอยู่ใกล้ๆ พื้นที่ที่พวกเ้าต้องรับผิดชอบด้วยเล่า วันนี้เราจะเริ่มจากเก็บกวาดวัชพืชในเขตของตนเอง งานเสร็จแล้วข้าจะออกคำสั่งต่อไป”
พวกเหอซือหานแม้จะคล่องแคล่วและสนิทสนมกับซุนไห่มากกว่าคนอื่นในกลุ่ม แต่พวกเขาก็ไม่ได้เสนอตัวเป็ผู้นำ แล้วปล่อยให้ชายสูงอายุที่สุดในกลุ่มเป็ฝ่ายเดินไปเลือกเมล็ดพันธุ์บนเกวียน
“ได้อะไรกลับมาหรือท่านลุง” เสี่ยวผิงลุ้นระทึกยามที่ชายชราผู้นั้นค่อยๆ เปิดถุงเมล็ดพันธุ์ออกมา
“เมล็ดพันธุ์ถั่ว..” ชายชราตอบกลับอย่างกระตือรือร้น
เหอซือหานเลิกคิ้วขึ้นสูง ครอบครัวเขาทำการเพาะปลูกข้าวสาลีเป็หลักไม่เคยเพาะปลูกต้นถั่วเขียวเลยสักครั้ง แต่เมื่อมองไปบนผืนดินสีดำสนิทที่แตกต่างจากดินสีแดงแตกระแหงที่หมู่บ้านเชิงสุ่ยแล้วก็คิดว่า การปลูกถั่วของกลุ่มเขาอาจจะไม่ได้ยากเกินไปนัก
“พวกเราอยู่เรือนหลังเดียวกัน เช่นนั้นข้าก็จะเข้าร่วมกับกลุ่มของพวกเ้า เราจะเลือกพื้นที่เชิงเขาตรงนั้นล่ะ ไปกันเถิด” ซุนไห่เดินเข้ามาสมทบกับกลุ่มของเหอซือหาน ทำให้เวลานี้มีสมาชิกในกลุ่มทั้งหมดสิบเอ็ดคน
วันแรกของการทำงานในฐานะชาวไร่ของอดีตขันที คนที่วิ่งวุ่นวายเหน็ดเหนื่อยจนสายตัวแทบขาดย่อมเป็ซุนไห่จอมโวยวาย ปากร้ายแต่ใจดีผู้นั้น..
เขาต้องคอยประสานงานกับกลุ่มชาวบ้านที่เข้ามาช่วยเหลือให้คำแนะนำกับคนที่ทำไร่นาไม่เป็ ต้องเดินตรวจดูความคืบหน้าของแต่ละกลุ่ม รวมถึงต้องวางแผนว่าจะทำอะไรต่อไปเพื่อให้ผลงานออกมาออกมาดีและรวดเร็วที่สุดด้วย
พอเขาเริ่มรู้ตัวว่าตนเองเหน็ดเหนื่อยเกินไป และแทบจะไม่ได้ช่วยสมาชิกในกลุ่มทำงานเลยด้วยซ้ำจึงได้ตัดสินใจมาขอความช่วยเหลือจากกุ้ยฟาง
“ท่านกุ้ยฟาง..อย่าหาว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะขอรับ ข้าน้อยเห็นว่าท่านไม่ต้องไปรวมกลุ่มทำการเพาะปลูกกับใครเลยจะดีกว่า ไม่สู้ท่านคอยวางแผนงานและสั่งการออกมาเป็ระยะไม่ดีกว่าหรือ อย่างไรที่นี่ก็เป็ที่ดินของท่านนะขอรับ ไม่มีใครตำหนิว่าท่านเอาเปรียบพวกเราหรอก”
“ได้สิ..เื่แบบนั้นข้าถนัดนัก!” กุ้ยฟางตอบแบบไม่ต้องคิดนาน
ครึ่งชั่วยามให้หลัง…
กุ้ยฟางนั่งร่างแผนการทำงาน รวมทั้งจดรายชื่อและอายุของทุกคนแยกตามกลุ่มที่พวกเขาเข้าร่วม รวมทั้งจัดการโยกย้ายเรือนพักกับเขียนตารางงานให้ทุกกลุ่มตามความเหมาะสมตามคำขอร้องของซุนไห่จริงๆ และนั่นก็ทำให้ซุนไห่ถึงกับอ้าปากค้างกับการวางแผนที่ละเอียดรวดเร็วกว่าที่เขาทำถึงสิบเท่า!!
แต่งานของซุนไห่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ลดน้อยลงไปเลยสักนิด เพราะยามนี้เขามีหน้าที่เพิ่มมาอีกหนึ่งอย่าง นั่นก็คือคอยต้มน้ำชามาส่งให้กุ้ยฟางจิบอยู่ใต้ต้นสนสูงตระหง่านกลางทุ่งนานั่นเอง
……….
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับเหล่าอดีตขันทีก็เริ่มคุ้นชินกับชีวิตนอกวังหลวงกันมากขึ้น เสียงกระดิ่งจากตำหนักกลางที่คอยปลุกพวกเขาในตอนเช้าแปรเปลี่ยนเป็เสียงไก่ขัน ซุนไห่ไม่ได้ะโสั่งให้พวกเขารีบลุกเหมือนเคย แต่ทุกคนจะรู้หน้าที่และออกมาทำงานกันเองโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากผู้ใดอีก
่สายของวัน กลิ่นดินหลังฝนลอยคละคลุ้งปนกับกลิ่นหญ้าสดและกลิ่นเหงื่อจากแผ่นหลังอันเปียกชุ่มของเหล่าขันทีที่ถูกปลดจากวังหลวง
ลั่วจิ้งบุรุษวัยกลางคนก้มมองฝ่ามือที่เคยจับพู่กันของตนเองพลางส่ายหน้าเบาๆ เขาเคยชินกับชีวิตที่ทุกอย่างตรงตามระเบียบ นับก้าวเดินยังต้องมีจังหวะ วันนี้กลับต้องมาเดินหลบหลุมแปลงต้นกล้า และหัดหุงข้าวจากไม้ฟืนที่มีขนาดไม่เท่ากันเลยสักท่อน
ไม่นานเสี่ยวผิงก็เดินเข้ามาพร้อมกับตะกร้าไม้ไผ่ในมือ ด้านในเต็มไปด้วยต้นกล้าผักที่เพิ่งถอนออกมาจากแปลงเพาะกล้า
“วันนี้ต้องเลอะกันหน่อยแล้วพี่ชายลั่ว”
ลั่วจิ้งพยักหน้า “ข้าเคยล้างเท้าฮ่องเต้ในน้ำที่ขุ่นกว่านี้อีก” เขาตอบสีหน้าไม่เปลี่ยน
เสี่ยวผิงหัวเราะในลำคอ “หากน้ำล้างเท้าของฮ่องเต้ขุ่นกว่าน้ำในร่องผักนี้ ข้าคิดว่าในวังก็คงไม่จำเป็ต้องมีขันทีจริงๆ นั่นล่ะ”
ลั่วจิ้งยิ้มตามพลางคิดถึงขั้นตอนที่ยุ่งยากในการรองน้ำเข้าไปใช้ในเขตพระราชฐาน ขันทีจำนวนไม่น้อยถูกโบยจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดหลังจากถูกพระสนมตรวจพบว่า น้ำที่ส่งเข้าไปในตำหนักในไม่ใสพอให้เห็นเส้นลายนิ้วมือของนางใต้น้ำ
หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการเพาะปลูกมาทั้งวัน เมื่อแสงตะวันเริ่มอ่อนลง เหล่าขันทีทั้งกลุ่มก็หันมารวมตัวกันที่ลานกว้างหน้าเรือนพัก คนหนึ่งแบกฟืน คนหนึ่งไปหาบน้ำจากในลำธารมาเตรียมหุงหาอาหาร
เหอซือหานนั่งเป่าฟืนใต้เตาเล็กเสียงฟืนแตกดังเป๊าะๆ กลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นฟ้า บางส่วนก็ลอดผ่านชายแขนเสื้อที่เลิกขึ้นมาถึงข้อศอก
“ซือหาน เ้ารู้หรือไม่ว่าไม้ขนิดใดให้ไฟดีที่สุด?” ลั่วจิ้งถามขึ้นมา
“ไม้แห้ง?”
“ผิด ไม้ที่ผ่านการเผาครั้งหนึ่งแล้วต่างหาก ไม้เก่า ยิ่งเก่ายิ่งคุมไฟได้ดี”
เหอซือหานนิ่งงัน เขารู้สึกถึงบางสิ่งในถ้อยคำที่มีมากกว่าความรู้เื่ฟืน แต่เวลานั้นหลี่เอินกลับแทรกขึ้น
“เอาล่ะ ถ้าทุกคนเสร็จงานกันหมดแล้ว ข้าจะบอกให้ว่าคืนนี้ข้าเตรียมของดีเอาไว้” เขายิ้มเ้าเล่ห์แต่ก็ทำให้ทุกคนในกลุ่มตื่นเต้นกันไม่น้อย เพราะในหัวของหลี่เอินผู้หล่อเหลามีเื่ดีอยู่เื่เดียวคือเื่ของกิน!!
เขายกหม้อดินเผาใบใหญ่จากมุมครัวชั่วคราวมาตั้งบนเตาไฟ เพียงไม่นานกลิ่นหอมของเห็ดป่ากับเนื้อปลาที่จับมาจากลำธารเมื่อกลางวันก็ส่งกลิ่นหอมจนหลายคนหันขวับ
“ไหนล่ะของดีของเ้าน่ะ ปลาต้มเห็ดนี่น่ะหรือ?” อาเฟยเบ้หน้า สองวันมานี้เขากินปลาย่าง เห็ดย่างมาจนเบื่อแล้ว
“ความพิเศษของมันมาจากหม้อดินนี่ต่างหากเล่าเ้าโง่! เพื่อให้ได้หม้อใบนี้มา ข้าถึงกับต้องปีนต้นไม้หลายสิบต้นเพื่อไปเอาไข่นก 50 ฟองไปแลกมาเชียวนา..ข้าเรียกหม้อใบนี้ว่า หม้อแห่งความทรงจำ เพราะอาหารที่ปรุงจากหม้อใบนี้จะทำให้เ้าลืมว่าตนเคยเป็ขันทีในวัง!”
“ข้าไม่จำเป็ต้องกินอาหารจากหม้อใบนี้ข้าก็ลืมมันได้” เสี่ยวผิงพ่นยอดหญ้าที่คาบอยู่ในปากทิ้ง มองหลี่เอินด้วยสายตาหยามเหยียด
“ข้าว่ามันก็ลืมยากอยู่นะเสี่ยวผิง ทุกวันนี้พวกเราก็เอาแต่คุยกันถึงเื่เก่าๆ ในวังหลวงแล้วจะลืมได้อย่างไร?” ชายวัยกลางคนอีกคนกล่าว
“เห็นไหมล่ะ!!” หลี่เอินตบเข่าเสียงดัง “ข้าถึงได้เสี่ยงชีวิตไปแลกหม้อใบนี้มาอย่างไร หลังจากกินอาหารที่ปรุงจากหม้อใบนี้แล้วพวกเรามาลืมอดีตแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่กันให้ดีเถิด!”
ป้าบ!! ซุนไห่ตบไปศีรษะของหลี่เอินจนเขาเซไปข้างหน้า
“จะเริ่มชีวิตใหม่อะไรก็เริ่มไปเถิด แต่เ้าไม่จำเป็ต้องลืมอดีต! ที่ผ่านมาข้าสั่งสอนเ้าไม่ดีเช่นนั้นหรือไร!! สิ่งไหนดีก็เอาไปใช้ สิ่งไหนไม่ดีก็จำเอาไว้เป็บทเรียน!!”
“ข้าผิดไปแล้วซุนไห่..หม้อใบนี้ก็เป็ท่านยายในหมู่บ้านให้ข้ามาเปล่าๆ ข้าก็แค่เอามาล้อเล่นกันก็เท่านั้นขอรับ!!”
เสียงหัวเราะของทุกคนดังขึ้นพร้อมกับไออุ่นจากหม้อใหญ่
กลางคืนใต้ฟ้าดาว พวกเขาล้อมวงฟืน สลับกันเล่าเื่ในอดีตล้อเลียนกันเองหรือแค่เงียบฟังเสียงแมลงในหญ้า สายลมหอบใหญ่พัดผ่านมาวูบหนึ่ง กองฟืนลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
เหอซือหานมองใบหน้าสดใสที่สะท้อนแสงไฟของแต่ละคนด้วยแววตาเปี่ยมสุข หากพวกเขาไม่มีแิรวมตัวสามัคคีกันั้แ่สมัยอยู่ในวังหลวง ยามนี้ต่างคนต่างอาจกำลังกลายเป็ศัตรูกัน แล้วไปประจบประแจงกุ้ยฟางเพื่อแย่งพื้นที่ทำกิน หรือคนหนุ่มอาจรังแกคนแก่โดยไม่ยอมแบ่งปันอาหารให้กิน
เขามองกลับไปที่ซุนไห่อีกครั้ง หน้าที่เล็กๆ ของซุนไห่ในการดูแลจัดระเบียบให้กับขันทีรุ่นใหม่อย่างพวกตนในคราวนั้น กลับสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ทางด้านจิตใจได้อย่างคาดไม่ถึง