





ทวีปฝั่งตะวันตกศูนย์กลางแห่งเหล่าผู้กล้าวีรบุรุษซึ่งเป็ที่ตั้งของจักวรรดิออลโตแม และในคฤหาสน์หลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ในเขตชนเมืองของจักรวรรดิออลโตแมแห่งนี้ได้มีชายสองคนกำลังยืนเผชิญหน้ากันอยู่
ความมืดในยามดึกเข้าแผ่ขยายตัวเข้าครอบคลุมโลกหากเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าก็จะเห็นว่าไร้สิ้นแสงจันทร์เนื่องด้วยถูกกลุ่มเมฆหนาบังจนมิดไม่มีแม้แต่แสงกะพริบจากดาวดวงใด
จากโคมระย้าที่ห้อยติดอยู่ที่เพดานแสงไฟที่ถูกเสกสร้างขึ้นจากเวทมนตร์ส่องออกไปด้านนอกหน้าต่างอย่างไรก็ตามมันก็ไม่ได้ทำให้ตรงนั้นสว่างมากขึ้นสักเท่าไร สิ่งที่ได้แผ่ขยายตัวออกไปมีเพียงพื้นที่ดำมืดที่ขับไล่ผู้คนต่างหาก
ในโลกแห่งนี้หากจะพูดถึงการทำให้เกิดแสงสว่าง ส่วนมากแล้วก็จะมาจากไฟตะเกียงที่ใช้น้ำมันปลาหรือน้ำมันพืชหรือโดยผู้ที่สามารถใช้เวทมนตร์คาถาได้ซึ่งก็มีจำนวนน้อยมาก นอกจากนี้หากดูจากรายได้โดยเฉลี่ยของโลกแห่งนี้แล้วน้ำมันจัดได้ว่าราคาค่อนข้างสูง แม้ว่าจะไม่ได้แพงมากแต่ก็ใช่ว่าจะใช้แบบทิ้งขว้างได้
ตราบใดที่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงหรือผิดปกติเกิดขึ้นเมื่อตะวันลับฟ้าประชาชนรวมไปถึงกลุ่มชนชั้นกลางทั้งหลายก็จะกลับบ้านเพื่อเข้านอนพักผ่อนอย่างรวดเร็ว หากจะพูดถึงสิ่งที่อยู่นอกเหนือวิถีเหล่านี้ ก็คงจะเป็ที่อยู่อาศัยสิ่งปลูกสร้างที่ตั้งอยู่ในพื้นที่จำพวกย่านเริงรมย์หรือไม่ก็เขตที่ตั้งพวกคฤหาสน์ของเหล่าชนขั้นสูงทั้งหลายแม้ว่าจากสายตาของประเทศอื่นแล้วจักรวรรดิออลโตแมนั้นถือได้ว่าเป็ประเทศที่ยิ่งใหญ่พอตัว แต่ถ้าเทียบพื้นฐานวิถีชีวิตของคนทั่วไปที่นี่กับที่ญี่ปุ่นแล้วก็ถือว่ายังแย่
“มืดจนน่ากลัวเลยนะครับยังกับจะถูกดูดิญญาเข้าไปเลย ...ขนาดผมถูกเรียกมาที่นี่ก็เกือบจะแปดปีแล้วแต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่ชินเลยครับบอกตรงๆ ว่าคิดถึงญี่ปุ่นอย่างช่วยไม่ได้เลยล่ะ” เด็กหนุ่มจ้องมองช่องว่างเล็กๆ ระหว่างผ้าม่านแล้วพูดพึมพำออกมาพลางยักไหล่เป็ความมืดที่แท้จริง ไม่มีแสงไฟจากในตัวเมืองหรือแสงจากเครื่องขายของอัตโนมัติ ไม่มีแม้แต่แสงไฟที่จะเล็ดลอดออกมาจากบ้านเรือนสิ่งที่เรียกว่าค่ำคืนนั้นเป็สิ่งที่สร้างความหวาดกลัวในจิตใจของมนุษย์ได้ขนาดนี้เชียวหรือไม่สิ ไม่ใช่แค่ค่ำคืน แต่ั้แ่ศาสนา วัฒนธรรม วิถีชีวิตรอบตัวตลอดจนเสื้อผ้านุ่งห่มทรงผมก็ล้วนน่าหวาดกลัวเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับญี่ปุ่น และนั่นเองทำให้รู้สึกโหยหาประเทศญี่ปุ่นขึ้นมาก่อนหน้านี้ก็ดีอยู่แล้ว เมื่อเอาปัจจุบันไปเปรียบเทียบกับอดีต ความโหดร้ายก็ยิ่งทวีรุนแรงขึ้นไปอีก
“เอาน่าก็ช่วยไม่ได้นี่ ไอ้เื่แบบนี้น่ะ ยังไงที่นี่ก็ไม่ใช้บ้านเกิดอันน่าคิดถึงของพวกเราซักหน่อยนี่นาแต่ว่า การที่ไซโต้คุงถึงกับพูดแสดงอารมณ์อ่อนไหวขนาดนั้นออกมาเนี่ย แหม...หายากนะเนี่ย ขนาดว่าเห็นหน้ากันมาตั้งหลายเดือนแล้วก็เพิ่งจะได้ยิน อ้ะ ไม่สิไม่สิ ต้องบอกว่าเดี๋ยวจะขอเอาไปเล่าในการประชุมครั้งหน้าซะแล้วล่ะพวกเหล่าลูกน้องตัวแทนทุกคนจะต้องหัวเราะเป็บ้าเป็หลังแน่ๆ” คำพูดหยอกล้อออกจากปากของชายวัยกลางคนที่กำลังดูเพลิดเพลินกับการจิบไวน์ที่เก็บไว้นานปีพลางหย่อนตัวลงไปนั่งบนโซฟาด้วยท่าทีสบายๆ
“เื่นั้นอย่าเลยครับขอล่ะคุณซึโด ถ้าเกิดรู้กันเข้าผมคงไม่มีที่ยืนแน่ๆ”
ไซโต้หันหลังกลับมาด้วยท่าทางขัดเขินซึโดส่งยิ้มที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ไม่เคยเปลี่ยนกลับไป
“ไม่หรอกน่าในกลุ่มของคนที่ลงสมัครเป็หัวหน้าองค์กรคนต่อไป นายเป็คนที่โดดเด่นที่สุด แถมอายุก็ยังน้อยการที่หัวหน้า เพื่อนร่วมงานจะเอาไปหยอกล้อเป็เื่ขำๆ บ้างก็ช่วยไม่ได้นี่นาเพราะจากมุมมองของเพื่อนร่วมงานนายก็ประมาณรุ่นลูกไม่ก็หลานนั่นแหละ ก็นะ คิดซะว่าเป็งานอดิเรกไม่กี่อย่างของคนแก่ที่ไร้ครอบครัวตัวคนเดียวก็ควรยอมๆ เล่นไปด้วยกันหน่อยดีกว่า ไซโต้คุงเองก็เป็คนที่มีประสบการณ์สูญเสียครอบครัวไปนี่ก็คงจะเข้าใจความรู้สึกของพวกเขาใช่ไหมล่ะ” คำพูดที่เหมือนจะล้อเล่นของซึโดสะกิดแผลเก่าไซโต้อย่างแรง วินาทีนั้นสีหน้าของไซโต้ก็ฉาบไปด้วยความรู้สึกชิงชัง
“คุณซึโด...”เป็คำพูดที่ออกมาด้วยเสียงพึมพำเบาๆ ไม่รู้ว่าความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ในคำพูดพึมพำนั้นมันจะอัดแน่นรุนแรงอยู่ขนาดไหนกัน จิตสังหารจากตัวเขาพุ่งเข้าไปอยู่ในบรรยากาศภายในห้อง ซึ่งโดยปรกตินั้นเป็อารมณ์ที่จะไม่แสดงออกมาให้เห็นแบบตรงไปตรงมามากนักั์ตาของไซโต้ที่จ้องมองไปยังใบหน้าของซึโดนั้นปรากฏกลิ่นอายที่อันตรายขึ้นมา
ขณะที่มองสีหน้าอีกฝ่ายไปซึโดก็เอนตัวกลับไปหาแก้วไวน์ที่วางอยู่บนโต๊ะอีกครั้ง ราวกับว่าสถานการณ์ตรงนั้นปกติดีไม่มีอะไรแปลกประหลาดแต่อย่างใด
“หึหึหึเป็สีหน้าที่ดีนี่ ตอนที่มองเข้าไปในตานายเหมือนว่าความแค้นยังไม่ได้หายไปไหนสินะ ก็เมื่อกี้ไม่คิดว่านายจะพูดคำที่ดูไม่สมกับเป็ตัวเองออกมาเลยนี่นาเลยแอบกังวลอยู่นิดๆ ว่าจะหมดไฟไปแล้วรึเปล่า ยังไม่สินะ ค่อยโล่งใจหน่อย เพราะจะปล่อยให้หมดไฟไปแบบนั้นไม่ได้ด้วยสิ” ได้ยินแบบนั้นแล้วไซโต้ก็ไม่ได้พูดอะไรก่อนจะเบนสายตาหนี รู้แล้วว่า ซึโดมีเจตนาแกล้งให้เขาโมโห บรรยากาศตึงเครียดในห้องก็ค่อยๆผ่อนคลายลง
“นายน่ะนิสัยดีเชียวนะ จริงๆ”ไซโต้พูดเสียงเบาลืมทั้งการใช้คำ อีกทั้งมารยาทที่พึงมีต่อผู้ที่อายุมากกว่าทิ้งไป
เห็นท่าทางแบบนั้นของไซโต้แล้วซึโดก็หัวเราะเสียงดังขึ้นมา
“ขออภัยขออภัย ไม่เห็นต้องโกรธขนาดนั้นเลย บางครั้งการขุดคุ้ยความรู้สึกที่แท้จริงของลูกน้องก็เป็งานของหัวหน้านะโดยเฉพาะพวกองค์กรอย่างเราๆ ด้วยแล้ว” ว่าเสร็จซึโดก็วางแก้วไวน์ในมือลงบนโต๊ะสายตามองไปยังใบหน้าไร้รอยยิ้มของไซโต้ ถึงตรงนี้ ความเป็สุภาพชนขี้เก๊กแบบเมื่อครู่ก็ไม่หลงเหลืออยู่แม้แต่เสี้ยวเดียว
“เอาเป็ว่า ฉันมีเื่ที่จะพูดแค่นี้นะฉันน่ะเชื่อในฝีมือดาบและมันสมองของไซโต้คุงอย่างมาก…ตัวนายสำหรับองค์กรแล้วเป็อัจฉริยะที่หาได้ยากมากจริงๆ รวมถึงความปรารถนาดำมืดที่ซ่อนอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจนั่นด้วย” ยังกับเป็หลุมดำที่ไร้ความรู้สึกใดๆ ดวงตาที่ราวกับจะสามารถมองผ่านเข้าไปในจิตใจของมนุษย์ได้มองเสียบทะลุตัวไซโต้ไป
“เพราะอย่างนั้นจึงจะต้องขอให้คนที่ไม่ได้เป็หนึ่งในกลุ่มผู้สมัครแข่งขันช่วยเลือกนายให้ได้ นายที่ไม่มีประสบการณ์ด้านกองทัพไม่ใช่ทั้งสายลับ เป็เด็กที่เพิ่งบรรลุนิติภาวะไร้ประสบการณ์ในสังคม เป็แค่เด็กหนุ่มมนุษย์เงินเดือนมือใหม่ซึ่งให้เขาเลือกนาย....ก็นะ...
นอกจากนี้ ยังมีเื่ต้องฝากฝังให้ทำภารกิจเพื่อเติมเต็มความปรารถนาสูงสุดขององค์กรเราที่อย่างไรก็ตามห้ามล้มเหลวเด็ดขาดอีกถ้าทำตามความคาดหวังไม่ได้อีกละก็แย่แน่”
ได้ยินแบบนั้นใบหน้าของไซโต้ก็ปรากฏรอยยิ้มดูแคลนขึ้นมาสิ่งที่ผุดขึ้นมาในใจของเขาคือตัวเองซึ่งเป็เพียงแค่เด็กวัยรุ่นไร้พลังใน่เวลานั้น เต็มไปด้วยความหยิ่งยโสและยังไม่รู้จักโลกใบนี้ดีเป็เด็กวัยรุ่นที่หลงคิดไปว่าตัวเองนั้นมีความสามารถมากพอ และเพราะแบบนั้นเขาจึงสูญเสียทุกอย่างไป
“มาขนาดนี้แล้วเื่พรรค์นั้นถึงไม่ต้องพูดก็รู้อยู่แล้วล่ะครับ และเพราะอย่างนั้นตอนนี้ถึงได้กำลังอดทนพยายามที่จะไม่แหกปากะโออกมาอยู่ไงครับ” กำปั้นแข็งกร้าวสั่นไหวเพราะการโดนดูถูก
ทั้งต้องยกยอปอปั้นศัตรูที่เกลียดชัง ตัดสินใจเริ่มทำงานสกปรกทั้งที่ไม่ได้อยากทำและอีกหลายเื่ซึ่งทั้งหมดแล้วล้วนสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายที่เก็บงำไว้เป็ความลับและเพราะรู้อยู่แก่ใจไซโต้จึงซ่อนความมืดในจิตใจตัวเองต่อไปจนกว่าจะถึงวันที่จะเปิดเผยออกมา
อย่างไรก็ตามเสียงทำนองของอะไรบางอย่างทำให้รู้สึกหวนคิดถึงอดีตที่สูญเสียไป
(นั่นน่ะเป็เพราะความอ่อนแอของฉันเองรึเปล่านะ)
ชั่วพริบตาในตอนนั้นในใจของไซโต้มีคำถามอันคลุมเครือผุดขึ้นมา แต่เมื่อคำพูดของซึโดถูกเอ่ยออกมาหลังจากนั้นคำถามในใจก็มลายหายไป
“ฉันน่ะจะไม่พูดหรอกนะว่าในบางครั้งการที่หวนคิดถึงอดีตที่สูญเสียไปจะส่งผลเสียต่อร่างกาย เพราะพวกเราเป็มิตรสหายที่อยู่ในสถานะเดียวกันและฉันเข้าใจความรู้สึกได้จนแทบเ็ปเลยล่ะ แต่ว่าเราจะลืมเป้าหมายไม่ได้และอดีตมันก็ไม่สามารถย้อนกลับไปได้อีกตลอดกาลใช่ไหมล่ะ สิ่งที่สำคัญคืออนาคตและเพื่อไขว่คว้าอนาคตที่ดีกว่ามาได้ก็ต้องทุ่มเทให้มาก” คำพูดที่ราวกับมองทะลุผ่านไปถึงก้นบึ้งในจิตใจของซึโดไซโต้เงียบและพยักหน้า
อดีตไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้สิ่งที่ร่วงหล่นจากมือเขาไปแล้ว ไม่สามารถกลับมาอยู่ในมือเขาเป็ครั้งที่สองได้อีก ไม่ว่าเขาจะกระเสือกกระสนต่อไปเรื่อยๆเอื้อมมือไปเหมือนจะได้มันกลับมา แต่ก็ไม่ ตลอดกาล
หากเป็เช่นนั้นแล้วสิ่งที่ควรจับจ้องคืออนาคตเท่านั้น
“ดีแล้วดีแล้ว หากเข้าใจเื่นั้นแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่ฉันจำเป็ต้องพูดอีก”มองเห็นเปลวไฟทึมๆ ปรากฏขึ้นในดวงตาของไซโต้แล้วซึโดก็พยักหน้าด้วยความพอใจ
“เอาล่ะถ้างั้น น่าจะเข้าเื่งานกันได้แล้ว เพื่อเติมเต็มความปรารถนาสูงสุดของพวกเรา ที่จะได้ย้อมทวีปนี้ให้เป็สีแดงให้หมดด้วยเืและไฟแห่งความแค้นน่ะนะ”คำพูดเปล่งออกมาจากปากซึโดคล้ายเสียงกระซิบ มันราวกับเป็คำชวนแสนหอมหวานจากปีศาจร้ายและเข้าคุกคามเข้าไปในใจจิตใจของไซโต้