สโลนเนื้อตัวสั่นระริกด้วยความสับสนวุ่นวายใจเธอแทบไม่ได้นึกถึงริพเลยจนกระทั่งได้ยินเสียงที่เขากระแทกตัวลงในเก้าอี้โยกเธอจับตามองพ่ออย่างระแวงไม่แน่ใจว่าเขาจะพูดอะไรในเมื่อไม่มีครุซรวมอยู่ในที่นี่ด้วยแล้วแต่ดูเหมือนเธอแทบไม่ต้องใช้เวลาในการรอคอยเลย
“บอกมาสิสโลนว่ามันมาเรียกร้องเื่อะไร ครั้งนี้แกพาตัวเข้าไปข้องเกี่ยวอะไรกับพวกมันอีก?”
“ฉันไม่้าให้พ่อมาตัดสินฉันหรอกนะ”เธอกระแทกเสียงตอบ“ฉันเพียงแต่ทำในสิ่งที่คิดว่าสมควรจะต้องทำเพื่อให้ครุซรับเด็กเอาไว้เท่านั้น”
“ที่จริงแกควรจะเก็บลูกไว้เลี้ยงเองมากกว่า”
“แต่ว่านั่นมันลูกของโตนิโย่นะ...”เธอร้อง
“แต่มันก็ลูกแกด้วยแถมยังเป็หลานชายของฉัน”
“มันเป็ลูกที่เกิดขึ้นจากความทรยศฉันเกลียดเด็กคนนั้นทั้งที่รู้ว่ามันไม่ใช่ความผิดอะไรของแกเลยก็ตามพ่อเข้าใจไหม... ฉันเลี้ยงมันไม่ได้หรอก... ฉันเกลียด... ฉันแค้นมากเกินไป...”
“ใจเย็นๆ...” ริพร้อง “พ่อบอกให้แกใจเย็นๆไว้ก่อนยังไงเล่า”
สโลนพยายามสงบปากสงบคำไว้ทรุดตัวลงนั่งในเก้าอี้โยกตัวใกล้กัน เอนศีรษะพิงพนักไว้ก่อนจะเริ่มโยกตัวเบาๆความตึงเครียดที่เกิดอยู่ระหว่างกันค่อยคลายลงพร้อมๆ กับดวงอาทิตย์ที่เลือนลับขอบฟ้า
“แล้วนี่แกคิดจะไปอยู่ที่โดโลรอสซ่าหรือเปล่าล่ะ?” ริพเอ่ยถามทำลายความเงียบขึ้น
“ฉันเป็เมียเขาไม่ได้หรอก”
“ถ้างั้นมันก็คงต้องกลับมา”
“ฉันรู้...แต่อย่าห่วงไปเลย ฉันจัดการกับครุซได้”
เมื่อความมืดปกคลุมลงสตีเฟ่น ทาสที่ทำหน้าที่ดูแลทุกสิ่งภายในบ้านมาั้แ่อะมีเลียตาย...ั้แ่คริกเก็ตยังเด็กก็จุดตะเกียงทุกดวงภายในบ้านขึ้นแสงสีเหลืองสาดสว่างออกมาทางช่องหน้าต่างด้านหน้าของตัวบ้านพอที่จะทำให้สโลนกับริพมองเห็นหน้ากันและกันได้
“มันแย่มากที่เื่ราวกลายเป็แบบนั้นพ่อรู้ว่าแกเองก็คงคิดถึงลูก…”
“ได้โปรดเถอะพ่อ...อย่าพูดเื่นี้อีกเลย ฉันไม่อยากฟัง”
“อย่าเพิ่งขัด...แล้วก็อย่ามาทักท้วงอะไรฉันด้วย...!”
สโลนกอดอกไว้แน่นพยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้
“พ่อรู้ว่าเบย์ น้องสาวของแก พยายามให้แกกับซิสโค่ได้พบกันที่ไร่ของผัวมันพ่อรู้เื่ที่มันเจ็บปางตายแล้วแกไปดูแลมัน แล้วก็รู้ด้วยว่าทันทีที่มันหายดีแกก็เลิก ไม่ยอมไปเยี่ยมมันอีกเลยพ่อรู้นะว่าแกจะต้องมีเหตุผลเกี่ยวกับเื่ต่างๆ เหล่านี้”
สโลนตวัดสายตามองไปเสียทางอื่นที่ไม่ใช่ใบหน้าริพยังจดจำความรู้สึกยามที่ได้โอบอุ้มลูกชายวัย 3 ขวบไว้เป็ครั้งแรก นับแต่วันที่ส่งตัวแกให้กับครุซเนื้อหนังของซิสโค่เนียนนุ่ม เธอรักความรู้สึกยามที่ขาป้อมๆของแกคล้องอยู่รอบเอวเธอ ขณะที่แขนอวบๆ ก็คล้องอยู่กับคอแกกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างซึ่งเป็คำพูดแบบเด็กๆ เป็ภาษาอังกฤษผสมสเปนกับเธออยู่
มันเป็การง่ายมากที่จะรักลูกชายตัวน้อยตอนที่แกถูกโจมตีด้วยพวกโคมันเช่และอาการอยู่ในขั้นปางตายนั้นเธอแทบจะสิ้นสติเมื่อได้ตระหนักว่าถ้าเธอสูญเสียแกไปชีวิตของเธอก็คงแหลกสลายตามไปด้วย
มันเป็สิ่งน่ากลัวมากเมื่อคิดถึงว่าแม้แต่ความรักที่อ่อนโยนระหว่างแม่กับลูก ก็ยังมีอันตรายได้ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจว่าทางที่ดีแล้วไม่ควรจะรักใครเลย ดูเหมือนหนทางเดียวที่จะหลีกเลี่ยงความเ็ปได้คือจะต้องยอมสูญเสียความรักของตัวเอง
“ถึงยังไงแกก็ปฏิเสธความจริงไปไม่ได้หรอกว่าแกมีลูกอยู่ทั้งคน” ริพกล่าวต่อ“เมื่อไหร่ก็ตามที่แกแก่ตัวเท่าพ่อแกจะสำนึกได้ว่ามันไม่มีโอกาสครั้งที่สองอีกแล้วในชีวิตนี้นี่ถ้าพ่อรู้ว่าตัวเองมีลูกชายไว้ที่ไหนสักแห่ง...แกเชื่อได้เลยว่าพ่อจะต้องรักมันอย่างมาก”
แต่พ่อไม่มีลูกชายเลยสักคน...สโลนคิดอยู่ในใจ เพราะเหตุนั้นที่ทำให้เธอกับน้องทั้งสองต้องเข้าไปทำหน้าที่แทนลูกชายในความฝันของพ่อ... สถานการณ์มันจะเปลี่ยนไปขนาดไหนถ้าริพจะมีลูกชายสักคนแทนที่จะมีลูกสาวถึง 3 คนเช่นนี้
สโลนแทบไม่คิดเลยว่าชีวิตของตัวเองจะเป็เช่นไรถ้าเธอไม่ได้เป็ทายาทของพ่อเธอจะปฏิเสธความรักหรือไม่ถ้าเธอจะไม่มีภารกิจของไร่ทรีโอ๊คส์ที่ต้องแบกอยู่บนไหล่ตลอดเวลาเช่นนี้...?
สโลนบอกกับตัวเองว่าเธอควรจะไปหาครุซและพูดจากับเขาเสียให้รู้เื่ เพื่อให้จบสิ้นกันไปเลยเงื่อนไขของเขามันใช้ไม่ได้เพราะเธอไม่มีวันยอมอนุญาตให้ตัวเองรักใครอีกทั้งเธอก็ไม่อาจเป็ภรรยาผู้เต็มใจจะปฏิบัติตามคำสั่งหรือคล้อยตามทุกความเห็นของสามีไปเสียหมดอย่างที่เขาหวังจะเห็นเธอเป็ด้วย
เขาควรจะแต่งงานกับผู้หญิงคนที่เขาพามาจากสเปนด้วยเสียดีกว่าเธอได้ยินมาว่า ซินยอริต้าผู้นี้เป็ผู้หญิงที่สวยอย่างไม่น่าเชื่อทั้งยังบริสุทธิ์ผุดผ่องอีกต่างหาก
เธอหันไปทางริพเพื่อจะบอกให้เขารู้ถึงการตัดสินใจของตนเอง... แต่ก็พบว่าเขาหลับไปแล้ว...ดูเหมือนสภาพร่างกายของเขาไม่อาจทนต่อการเรียกร้องจากจิตใจอย่างที่เขาหวังอาการอัมพฤกษ์ดูดดึงเรี่ยวแรงไปจนหมดสิ้น จะเหลือไว้ก็แต่เพียงกำลังใจเท่านั้น
ในความหลับริพดูเป็สุภาพบุรุษเต็มตัว แต่เธอก็รู้ว่าจริงๆ แล้วเขาไม่ได้เป็เช่นนั้นเขาเป็คนที่กล้าแกร่งไม่ยอมอ่อนข้อให้ใครเช่นเดียวกับแผ่นดินผืนนี้ที่เขาเฝ้าปลุกปล้ำพลิกฟื้นจนมันกลายเป็แผ่นดินทองของเขาได้และเขาก็ได้อบรมเลี้ยงดูเธอมา เพื่อให้เป็ตัวแทนของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
อนาคตของเธอผูกพันอยู่กับทรีโอ๊คส์ เธอรักแผ่นดินนี้มีความสุขทุกครั้งเมื่อฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตมาถึงเพราะนั่นคือสิ่งที่แผ่นดินมอบมาให้
ครุซไม่เคยคิดมาก่อนว่าตอนที่เขาให้สัตย์สาบานกับตัวเองที่จะชดใช้ให้แก่รัฐเท็กซัสสำหรับการกระทำอันทรยศต่อแผ่นดินเกิดของอันโตนิโย่นั้นจะทำให้เ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐแต่งตั้งให้เขาเป็สายลับ แต่มันก็เป็ไปแล้ว...
เนื่องจากก่อนหน้านี้น้องชายของเขามีความเกี่ยวโยงอยู่กับรัฐบาลเม็กซิกัน ดังนั้นมันจึงเป็เื่ง่ายที่จะทำให้รัฐบาลอังกฤษเชื่อว่าเขาเต็มใจจะเป็สายลับเพื่อช่วยให้เม็กซิโกติดต่อกับเท็กซัสได้สะดวกขึ้น
เมื่อไม่นานมานี้เขาได้รับมอบหมายให้เข้าไปสืบว่ารัฐบาลอังกฤษวางแผนร่วมกับรัฐบาลเม็กซิกันอย่างไรในอันที่จะขัดขวางแผนการของประธานาธิบดีฮูสตันในอันที่จะรวมรัฐเท็กซัสเข้ากับสหรัฐอเมริกา ถ้าจำเป็เขาจะต้องให้ข้อมูลที่ผิดพลาดแก่รัฐบาลอังกฤษด้วย
ขณะที่เขาวุ่นวายอยู่กับการที่จะให้ได้ตัวสโลนมานั้นเขารู้ว่ามันจะทำให้การทำงานของเขาสับสนยิ่งขึ้นกว่าเดิมเขาคิดว่าถ้ามีโอกาสอธิบายให้เธอฟัง เธอจะต้องเข้าใจและเห็นด้วยกับการกระทำของเขาน่าเสียดายที่เขาจะต้องเก็บงำความลับนี้ไว้เพียงลำพัง
ภายหลังจากที่เธอผ่านประสบการณ์จากอันโตนิโย่แล้วครุซแน่ใจว่าสโลนจะต้องเข้าใจผิดในภารกิจของเขา จะต้องสรุปข้อมูลผิดๆตามความเข้าใจของตนเอง ดังนั้นเขาจึงวางแผนที่จะพูดคุยกับสายลับชาวอังกฤษที่ติดต่ออยู่เสียวันนี้เพื่อให้แน่ใจว่าบุรุษผู้นั้นจะไม่ไปพบเขาที่แรนโช โดโลรอสซ่าอีก...
ครุซระมัดระวังตัวที่จะไม่ให้ใครเห็นเมื่อขึ้นบันไดไปยังชั้น 2 ของโรงแรมเฟอร์กูสัน’สเขาพบห้องที่สายลับผู้นั้นพักอยู่ เคาะประตูห้อง 2 ครั้งรอเวลาเล็กน้อยแล้วจึงเคาะตามอีก 1 ครั้ง
“ใคร?”
“ฮอว์ค”เขาบอกชื่อรหัสที่รัฐบาลอังกฤษให้ไว้
ประตูเปิดออกเผยให้เห็นบุรุษชาวอังกฤษรูปร่างอ้วนเตี้ย แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใสเขาคือเซอร์ ไจลส์ แชพแมน ผู้ซ่อนสติปัญญาเปรื่องปราดไว้ในศีรษะที่ล้านเลี่ยนเซอร์ ไจลส์ทำมือเป็สัญญาณให้ครุซเข้าไปในห้องกวาดสายตาไปทั่วห้องโถงทางเดินด้วยความรอบคอบอีกครั้งก่อนจะปิดประตูลง
“วันนี้มีรายงานติดมาด้วยหรือเปล่า?” เซอร์ ไจลส์เอ่ยถาม
“ผมเขียนทุกอย่างลงไว้หมดแล้ว”
เซอร์ไจลส์ผงกศีรษะอย่างรับรู้และรับเอกสารข้อมูลผิดๆ นั้นไปเปิดอ่านแล้วก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ
“ถ้าอย่างนั้น...มันก็มีแนวโน้มอยู่ ว่าขณะนี้ประธานาธิบดีฮูสตันก็ยังอยากให้เท็กซัสเป็รัฐอิสระมากกว่าจะเอามารวมเข้าไว้กับสหรัฐฯสินะ?”
“เท่าที่ผมทราบมันก็เป็ไปทำนองนั้นครับ”
คำตอบของเขาทำให้เซอร์ไจลส์หัวเราะออกมาเบาๆ
“ต้องขอบคุณพระเ้าอย่างมากที่ฮูสตันไม่เปลี่ยนความคิดตลอดฤดูร้อนที่ผ่านมา... มันมีข่าวลืออยู่ว่า...ช่างเถอะอย่างน้อยมันก็เป็การดีแล้วละที่ได้รู้ว่าเราไม่จำเป็ต้องห่วงตัวเองกับความพยายามที่จะถ่วงเวลาการรวมเท็กซัสเข้าไว้ของสหรัฐฯ”
“แต่ถึงยังไงในรายงานนี่ผมก็คงไม่ได้บอกรายละเอียดทุกอย่างที่สายลับอังกฤษของคุณยังไม่ได้บอกคุณไม่ใช่หรือครับ?” ครุซว่า
“มันก็จริงอยู่หรอกแต่ในความแตกต่างนี่ไงล่ะที่ทำให้รายงานของคุณเป็สิ่งมีค่าผมหวังว่าเดือนหน้าจะได้รับรายงานจากคุณอีกนะ หรือถ้าเร็วกว่านั้นได้ก็ยิ่งดีเพราะบรรยากาศทางการเมืองมันเป็สิ่งที่เปลี่ยนแปลงง่าย คุณคงเข้าใจใช่ไหม?”
“แน่นอน”
“หมดเื่แล้วใช่ไหม?”
“มันยังมีอีกเื่หนึ่งครับ”ครุชบอก ซึ่งทำให้เซอร์ ไจลส์เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ
“ผมกำลังจะรับภรรยามาอยู่ด้วยและเนื่องจากความคิดเห็นทางการเมืองของเธอไม่ค่อยตรงกับผมผมจึงจำเป็ต้องขอร้องคุณว่าอย่าไปพบผมที่บ้านไร่ของผมอีก”
“เอ๊ะ...นี่แปลว่าคุณไม่สามารถควบคุมภรรยาคุณได้เลยงั้นหรือ?”
ครุซไม่ใส่ใจทั้งน้ำเสียงและคำพูดเป็เชิงดูิ่ความเป็ชายของเขา
“ผมได้บอกถึงความ้าของผมให้คุณรับทราบแล้วนะครับหวังว่าคุณจะให้ความร่วมมือด้วย”
“ผมเห็นจะให้สัญญาอะไรไม่ได้หรอกนะ”บุรุษชาวอังกฤษกล่าว “ในภารกิจแบบนี้คุณจะต้องเข้าใจไว้อย่างหนึ่งว่ามันสามารถจะมีข้อยกเว้นในเวลาที่จำเป็ได้”
“ถ้าเช่นนั้นก็จงทำให้เป็ความจำเป็ที่จะไม่ไปพบผมที่บ้านอีกต่อไปด้วยก็แล้วกัน”ครุซบอกพร้อมกับผงกศีรษะให้เล็กน้อย ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้อง...