เก้ามังกรสยบมาร

    ตอนที่ 1 กำเนิดผู้อ่อนเเอหนิงเจี้ยน

    ตอนที่ 1 กำเนิดผู้อ่อนเเอหนิงเจี้ยน

    บนท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่ดวงจันทราสีขาวบริสุทธิ์ลอยเด่น ส่องเเสงลงมาในบ้านตระกูลหนิงของเเม่ทัพใหญ่หนิงฮ่าวผู้เกรียงไกร ทั้งยังเเข็งเเกร่งที่สุดในเมืองหลวงคชสารเผือกในทวีปคชสาร
    ภายในห้องเเห่งหนึ่งในบ้านตระกูลหนิงมีหญิงสาวกรีดร้องออกมาเเทบจะขาดใจ สองฝ่ามือของนางคว้าจับผ้าที่ผูกลงมาจากคานไม้ บนใบหน้าของนางเต็มไปด้วยเหงื่อไคล ที่หางตาของนางปรากฏหยดน้ำตา ไหลรินออกมาเป็นทางยาวอาบไปทั่วใบหน้า หากนางอดทนไปมากกว่านี้ น้ำตาของนางที่ไหลรินออกมาอาจจะกลายเป็นเลือดเเทนก็เป็นได้ นี้คือความเจ็บปวดของคนที่เป็นมารดา ในยามเเรกที่อยากจะพบเจอหน้าของลูกน้อยของนางเมื่อคลอดออกมา
    ไม่นานนักความทรมานของนางก็จบลง นางได้รับสิ่งที่ทำให้หัวใจของนางมีชีวิตชีวามากขึ้น หญิงชราที่เป็นหมอตำเเยนำทารกน้อยมาห่อด้วยผ้าสีขาว เเล้วส่งให้กับมารดาของเด็กน้อยคนนี้ พร้อมก้าวขาของตนเองถอยออกมาจากเตียงนอนสีขาว ที่ชุ่มไปด้วยสีเเดงเลือดของสตรีที่มีฐานะเป็นมารดาของเด็กน้อย
    ดวงตาสีเเดงก่ำของนางจ้องมองไปยังลูกน้อยของนาง ไม่นานนักก็มีเสียงถีบประตูของบุคคลผู้หนึ่งดังขึ้น ‘ปัง!’ พร้อมร่างอันกำยำของชายผู้นั้นที่รีบวิ่งเข้ามาในห้อง พุ่งมายังที่เตียงของนางพร้อมเสียงที่ดังโครมครามของประตูที่หลุดล้มลงไปยังพื้นห้อง พลางเรียกหาหญิงสาวที่อยู่บนเตียงนอน มันผู้นี้คือ หนิงฮ่าว บิดาของเด็กทารกที่นอนอยู่ในอ้อมกอดของมารดาของมัน
    “หลิวเอ๋อร์! เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง? ลูกข้าล่ะ? เจ้าเจ็บหรือไม่ เจ้-” เสียงบิดาของเด็กทารกน้อยกล่าวออกมา ด้วยท่าทีที่เป็นห่วงให้กับตัวของสตรีที่กำลังนอนอยู่บนเตียง ที่มีนามว่า หยู๋หลิว
    “ใจเย็นก่อนท่านพี่ข้ามิเป็นไร ลูกของท่านกับข้าอยู่นี่เเล้ว”นางกล่าวพูดกับชายผู้เป็นบิดาของเด็ก พลางยื่นตัวของเด็กทารกในอ้อมกอดของนางให้ผู้เป็นบิดาของเด็กน้อย
    เมื่อหนิงฮ่าวผู้เป็นบิดารับเด็กน้อยเบื้องหน้ามาจากภรรยาของมัน เด็กทารกน้อยก็มองไปยังหน้าของบิดาของมัน ก่อนจะชูมือเล็กๆของมันตบไปที่หน้าของบิดาของมันเบาๆ ด้วยความที่ยังไม่รู้ความ เพียงเเค่ตบไปที่หน้าของบิดามันเบาๆ เพียงเท่านั้นพร้อมหัวเราะออกมาด้วยความดีใจ
    “เเม่ท่าน! เกิดมาเพียงไม่นานกล้าเหิมเกริมกับข้าเเล้วรึ ดี! ดี! ลูกข้าต้องเป็นเช่นนี้เเล” เมื่อกล่าวจบเเม่ทัพใหญ่ผู้เป็นบิดาของเด็กน้อยมันก็หัวเราะออกมาดังลั่นห้อง โดยไม่ได้สนใจตัวของเด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมอกของมันจะหวาดกลัวเลย
    "เเอ้ เเอ้ "ตัวของเด็กทารกในอ้อมกอดของหนิงฮ่าว ไม่เพียงเเต่ไม่ร้องไห้เพียงเท่านั้น ตัวของเด็กน้อยในอ้อมอกของมันยังหัวเราะออกมา ด้วยน้ำเสียงที่สดใสร่าเริงราวกับเจอเรื่องสนุก
    เสียงหัวเราะของเด็กน้อยดังขึ้นได้เพียงไม่นาน ตัวของเด็กน้อยที่นอนอยู่ในอ้อมกอดของบิดาได้ไม่นาน ก็คล้อยหลับเข้าสู่ห้วงนิทราไปในที่สุด ทั้งบิดาเเละมารดาของมันต่างตั้งชื่อของเด็กทารกน้อยผู้กล้าหาญตัวน้อยคนนี้ว่า [หนิงเจี้ยน(สุขภาพเเข็งเเรงเเละสงบสุข] เเต่เเล้วหมอตำเเยที่รับอาสาทำคลอด ที่มีศักดิ์เป็นถึงหมอหลวงในวังก็กล่าวขึ้นมา
    “ท่านเเม่ทัพเจ้าคะ นายน้อยคนนี้…”หญิงชราที่เป็นถึงหมอหลวงกล่าวขึ้น ด้วยความลังเลจึงหยุดกล่าวลงกะทันหัน
    “เเม่หมอท่านกล่าวมาเถิดหากมิเช่นนั้นข้าคงมิรู้ความ….”เเม่ทัพหนิงฮ่าวกล่าวออกมาด้วยใบหน้าที่อ่อนโยน พร้อมทั้งคิดในใจของมันว่า ไม่ว่าหมอหลวงเบื้องหน้าของมันจะกล่าวอันใดออกมา มันจะไม่เก็บไปโกรธเคืองใครเเละสัญญาว่าจะดูเเลเด็กน้อยในอ้อมกอดของมันให้ดีที่สุด
    ดังสวรรค์ได้ยินความในใจของหนิงฮ่าวผู้เป็นบิดาของเด็กทารกน้อย หนิงเจี้ยน ท้องฟ้าในยามค่ำคืนปรากฎเสียงฟ้าผ่าเสียงดังลั่นไปทั่วท้องนภาสีมืดในยามค่ำคืน
    มุมปากหนิงฮ่าวยกยิ้มขึ้น พร้อมคิดภายในใจของมัน ว่าสวรรค์คงรับรู้คำสัญญาของมันที่มีต่อเด็กน้อยผู้นี้ ทั้งยังคิดไปว่าสวรรค์คงส่งเด็กเช่นนี้ลงมาเป็นลูกของมัน
    เเต่ความคิดกลับหายไปพร้อมน้ำตาอันมหาศาล ที่ล่วงหล่นลงมาจากดวงตาของเเม่ทัพผู้ไร้พ่ายทันที เมื่อได้ยินคำอธิบายถึงอาการของลูกมันจากหมอหลวง
    “ลูกของท่านอาจจะฝึกฝนยุทธ์มิได้เจ้าค่ะ” สายตาของหมอหลวงพลันหลบตาของหนิงฮ่าว ที่ส่อเเววอันเเสนทรมานออกจากดวงตาของมัน พร้อมกับเสียงขอโทษที่ออกจากปากของมารดาของเด็กน้อย ที่กำลังนอนอยู่อ้อมอกของตัวมันผู้เป็นบิดา
    “เเต่…หากรอปลุกพลังปราณเเละค่อยๆบำรุงเส้นลมปราณที่เเสนจะบอบบาง ของนายน้อยหนิงเจี้ยน ก็อาจจะทำให้นายน้อยพอจะฝึกฝนวิชาได้เจ้าค่ะท่านเเม่ทัพ” เเม่ทัพหนิงฮ่าวเมื่อได้ยินคำพูดของหมอหลวง ก็พลันมามีความหวังอีกครั้งพร้อมกับมองไปที่ภรรยาของมัน พลางกับกล่าวให้คำสาบานกับนางโดยมิรีรอ
    “เเม้มันจะมิสามารถฝึกได้ หลังจากปลุกพลังข้าก็จักให้มันเรียนตำราเเละอักขระพิชิตเซียน ของตระกูลหยู๋ของเจ้า!” หนิงฮ่าวกล่าว ออกมาด้วยน้ำเสียงที่มุ่งมั่น ก่อนที่จะก้าวขาเดินออกไปจากห้องทันที โดยมิรีรอบอกกล่าวให้หมอหลวงตามไปด้วย ปล่อยให้มารดาของมันพักผ่อนอยู่กับเตียงนอน
    ภายในห้องหัวหน้าตระกูล
    หมอหลวงวางร่างของทารกหนิงเจี้ยน ลงบนผ้าขนาดเล็กพร้อมกับปล่อยวารีศักดิ์สิทธิจากฝ่ามือของนาง ลงไปยังตัวของเด็กทารกหนิงเจี้ยนที่นอนอยู่ให้ซึมเข้าร่างของทารกน้อย ไม่นานร่างกายของทารกน้อยจากขาวก็พลันซีดลง จนเเม่ทัพหนิงฮ่าวที่ยืนดูอยู่ไม่นานจากหมอหลวง เป็นห่วงบุตรของมันเเทบจะใจขาด
    หนิงฮ่าวได้กล่าวห้ามไม่ให้หมอหลวงลองรักษาตั้งเเต่ในห้องนั้น เพราะว่ากลัวหยู๋หลิวภรรยาของมัน อาการจะทรุดตัวลงหลังจากคลอดลูกมากกว่าเดิมอีก เเต่มันก็ไม่ได้ปล่อยให้นางต้องอยู่คนเดียวภายในห้อง จึงสั่งให้ข้ารับใช้ไปเรียกพี่สาวของหนิงเจี้ยน ที่มีนามว่า หนิงหลิง มาอยู่ดูเเล พร้อมกับสั่งให้หน่วยเงาคอยเฝ้าหน้าประตูเเละทางหน้าต่าง
    “ผนึกเก้ามังกรทะยานฟ้า!” เเสงสีดำสลับขาวปรากฏขึ้นที่เหนือร่างของหนิงเจี้ยน พร้อมเคลื่อนตัวสลับกันไปมาตัวกลายตราสัญลักษณ์มังกรสีขาวเเละดำ บินล้อมรอบกันจนกลายเป็นวงกลมเหนือร่างกายของหนิงเจี้ยน
    วงกลมสีขาวดำหมุนสลับกันไปมาจวบจนเวลาล่วงเลยไปถึงสามชั่วยาม เด็กทารกน้อยนอนเเน่นิ่งไม่ไหวติ่ง จนทำให้เเม่ทัพเกิดความกลัวเข้ามาในจิตใจ ผ่านมาอีกสามชั่วยาม ลมหายใจของหนิงเจี้ยนน้อยเริ่มทำให้เกิดปรากฏการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นสลับกันไปภายในเวลาอีกสามชั่วยาม
    ในคราเเรกอากาศภายในห้องเริ่มร้อนระอุ
    ต่อมาข้ารับใช้ของตระกูลหนิงได้วิ่งเข้ามาบอกกล่าวกับตัวของหนิงฮ่าว ถึงเหตุการณ์ฝนตกลงมาอย่างรุนเเรง พร้อมทัณฑ์สวรรค์สายฟ้าที่ฟาดลงมาถึง เก้าครั้ง เก้าครา ทำให้ผู้ฝึกตนที่อยู่บริเวณโดยรอบบ้านตระกูลหนิง ถูกดูดปราณชีวิตไปเป็นจำนวนมากอีกทั้งยังทำให้ผู้ฝึกตนจำนวนมากล้มตายไป
    คราต่อมาเหตุการณ์ทุกอย่างก็สงบลง พร้อมกับเเสงสีทองที่ลอยมาหยุดอยู่ที่รอบตัวของหนิงเจี้ยนน้อย ก่อนจะถูกทารกน้อยดูดกลืนเข้าไปที่บริเวณตันเถียนจนหมด
    พลังงานชีวิตทุกอย่างที่ถูกปล่อยออกมาจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ถูกดูดเข้าไปยังร่างของเด็กทารกน้อยไปจนหมดสิ้น ก็บังเกิดเหตุการณ์คราที่สี่ ที่เหล่าสมุนไพรพร้อมทั้งดินทั่วบริเวณบ้านตระกูลหนิงเติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเกิดเเผ่นดินไหวขึ้นในคราที่ต่อมา ทำให้เกิดรอยเเยกมากมายขึ้นทั่วบริเวณรอบตระกูล
    คราที่หกหมอหลวงที่เห็นว่าทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเจ้าตัวเล็ก ที่กำลังนอนอยู่เบื้องหน้าของตัวนาง นางก็ไม่รอช้าสะบัดมือที่ถูกครอบด้วยพลังปราณอันมากมาย โบกสะบัดจนก่อเกิดสายลมที่มีความตมดุจใบมีดที่เเสนคมกริบ หมายจะปลิดชีพเด็กน้อยที่อยู่เบื้องหน้าของตัวมันทันที
    เมื่อเเม่ทัพหนิงฮ่าวที่เห็นการกระทำของหมอหลวง ก็รีบพุ่งตัวเข้ามาห้ามปรามตัวของหมอหลวง
    “อย่า!”เเต่ก็ไม่ทันเสียเเล้วเพราะมือของหมอหลวงไวกว่า เเต่สิ่งที่ดูน่าอัศจรรย์ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ท้องนภายามค่ำคืนถูกเสียงสัตว์ร้ายคำรามลั่นสวรรค์คล้ายไม่ยอมให้เด็กน้อยที่นอนอยู่ ถูกปลิดชีพลงโดยง่าย นี่คือมหัตภัยคราที่เเปดของเด็กน้อยหนิงเจี้ยน
    คราสุดท้ายเมืองหลวงคชสารต้องสูญเสียเเม่หมอฝีมือดีภายในวังหลวงไปอีกคนในที่สุด
    สายลมหลายสายที่ถูกพัดเข้ามาดังกระเเสใบมีดเข้าทำร้ายคมมีดวายุของหมอหลวง ทั้งยังวกกลับมาตัดเเขนของหมอหลวงขาดสะบั้น พร้อมเฉือดเฉือนตันเถียนของหมอหลวงจนทะลุ เเต่สุดท้ายก็มีพลังงานสีขาวลอยออกมาจากตัวเด็กน้อย ลอยเข้ามาผสานตันเถียนของหมอหลวงจนกลับมาเป็นเช่นเดิม เเต่หากระดับการบ่มเพาะที่รั่วไหลออกไปมากมายนั้น คงไม่สามารถนำกลับคืนมาให้กับตนเองไม่ได้
    มหัตภัยทั้งเก้าจบลงเเต่เสียงของสัตว์ร้าย ก็ยังคงคำรามอย่างเกรี้ยวกราดไม่ยอมหยุด จนทำให้ผู้คนในตระกูลหนิงเเละชาวบ้านของเมืองคชสาร เกิดอาการหวาดกลัวสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
    ที่เเห่งหนึ่งภายในหุบเขารังมังกร
    สถานที่นี้เต็มไปด้วยดาบขึ้นสนิมมากมายที่ถูกปักไว้ทั่วตามลำตัวของสัตว์ร้ายทั้งเก้า ที่คำรามออกมาอย่างเกรี้ยวกราดอย่างไม่หยุดยั้ง
    “ผู้สืบทอด!”
    “อย่าเเตะมันเด็ดขาด!”
    “ความหวังสุดท้ายของชีพจรโลก!”
    “หากข้าออกไปได้ข้าจักฆ่าเจ้า!”
    “กลืนกินๆ ข้าจักกลืนกินเจ้า!”
    โฮกกกกกกก!
    ก๊าสสสสสสส!
    “…”
    เสียงร่ำร้องของสัตว์ร้ายในระดับพลังที่สูงส่ง คำรามกู่ก้องออกมาอย่าเกรี้ยวกราด หากพวกมันออกไปได้เมืองคชสารคงกลายเป็นเศษซาก ไม่เหลือเเม้เเต่ไก่สักตัวเดียว
    ในหุบเหวลึกไกลออกไปนับหมื่นนับเเสนลี้
    “พลังของข้าใกล้จักกลับมาเเล้ว เจ้าพวกเดรัจฉานทั้งเก้ากับผู้สืบทอดที่เกิดมาข้าจะสังหารมันเอง!”เสียงของมารร้ายตัวหนึ่งคำรามออกมาอย่างเกี้ยวกราด ตามร่างกายของมันมีรอยไหม้สีขาว ที่ลุกลามไปตามร่างกายที่ใหญ่โตของมารตัวนั้น
    “เจ้า! ออกไปสังหารผู้สืบทอดมันซะเเม้จะไกลนับเเสนนับล้านลี้ก็ออกไปสังหารมัน!” เสียงอันเกรี้ยวกราดของมารร้ายตนนั้น กล่าวออกมาพร้อมชี้นิ้วคำสั่ง ไปยังร่างสีดำทมิฬที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้ามัน
    “ขอรับ! ท่านราชา”ร่างสีดำทมิฬกล่าวออกมา ก่อนจะเร้นกายหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ตามท้องนภาในยามราตรีที่มืดมิด
    ห้าปีผ่านไป...
    ภายในหอตำราของตระกูลหนิง มีร่างของเด็กชายผู้หนึ่งนั่งท่องตำราหลายต่อหลายเล่ม อยู่เพียงคนเดียวโดยถูกมองด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยามจากคนในตระกูลมากมาย เเต่หากมีผู้อาวุโสผู้หนึ่งจ้องมองมา ที่ตัวมันอยู่เสมอด้วยความสนใจในตัวของเด็กน้อยเบื้องหน้า ผู้มีเส้นลมปราณที่เเสนจะบอบบาง ภายในที่ลึกที่สุดของหอตำรา
    ในขณะที่เด็กน้อยกำลังนั่งท่องตำราจำนวนมากอยู่นั้น ก็มีคนผู้หนึ่งย่างก้าวเข้ามาใกล้พร้อมดึงตำราของมันออกจากมือของมัน
    "หึ น้องเจ็ด มาหลบอยู่นี้เองหรือ" หนิงอวี้นายน้อยหกของตระกูลหนิงกล่าวออกมา พร้อมจ้องมองไปยังกองตำราที่ตั้งอยู่บนโต๊ะมากมาย ก่อนจะสบัดมือปัดตำราเหล่านั้นลอยกระจุยกระจายออกไป
    เมื่อเห็นการกระทำของพี่ชายต่างมารดาของมัน ตัวหนิงเจี้ยนหรือนายน้อยเจ็ด ที่เติบโตมาจนในตอนนี้มีอายุครบรอบห้าปี ก็จ้องมองไปยังตำราของหอตำราที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น ก่อนจะหันมากล่าวกับหนิงอวี้ด้วยสายตาเรียบนิ่ง เเต่ภายในใจของมันนั้นร้อนดั่งไฟเผา
    "พี่หกกิริยามารยาทของท่านยัง ต่ำทรามมิเคยเปลื่ยน ไม่สิการกระทำของท่านเหมือนเดรันฉานมิมีผิด" หนิงเจี้ยนกล่าวออกมา ก่อนจะก้มลงหยิบตำราที่ปลิวกระจัดกระจาย ขึ้นมาทีละเล่ม
    เเต่ในขณะที่กำลังก้มเก็บนั้นก็ฝ่าเท้าของหนิงอวี้ก็ยกขึ้นมา ก่อนเหยียบมันลงที่กลางหลังของหนิงเจี้ยน ด้วยรอบยิ้มที่ได้กลั้นเเกล้งน้องชายต่างมารดา ที่ไม่ต่างจากขยะไร้ลมปราณในตระกูล
    เเต่เเล้วหนิงอวี้กลับล้มลงไป พร้อมกับร่างของหนิงเจี้ยนที่ลุกขึ้นมาบนมือของมันมีเหล็กสีดำที่ถูกทำมาอย่างดี เหล็กสีดำที่อยู่บนฝ่ามือของหนิงเจี้ยนมีลักษณะบางเฉียบเหมือนเป็นใบมีด
    หนิงเจี้ยนค่อยๆเก็บเหล็กสีดำเข้าไปในห่อหนังสีขาว ที่ถูกทำให้เป็นสี่เหลี่ยมเพียงพอที่จะเก็บเหล็กดำเข้าไป
    "จ เจ้า!" หนิงอวี้มองไปยังหนิงเจี้ยนด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะหันกลับมามองที่ขาของตนข้างที่หมายจะเหยียบหลังของหนิงเจี้ยน ที่มีบาดเเผลจากเหล็กสีดำที่มีความคมดั่งมีด
    หนิงเจี้ยนค่อยๆนำห่อหนังสีขาวไปคันกลางตำราของมัน ก่อนจะฉีกยิ้มอย่างอ่อนโยนเเละกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะจากไปทันที
    "พี่หกท่านอ่อนเเอจนกระดาษของตำราบาดเป็นเเผลใหญ่เชียว...ท่านควรออกกำลังบ้างนะขอรับ"
    หนิงเจี้ยนเดินออกมาจากหอตำรา ก่อนจะถอนหายใจพร้อมกับเดินออกไปหามารดา เพื่อขอกำลังใจให้กับตนเมื่อไปงานปลุกพลังที่จะมาถึงนี้
    ไม่นานตัวมันก็เดินมาถึงเรือนที่ถูกทำมาอย่างสวยสดงดงามหลังหนึ่ง ด้านหน้าของเรือนมีป้ายขนาดใหญ่เขียนไว้ว่า "เรือนหยกขาว" อยู่ด้วยตัวอักษรที่สวยงาม ที่ถูกเขียนจิตกรชื่อดังในเมืองคชสารเผือก
    หนิงเจี้ยนเดินไปยังสวนหลังเรือนหยกขาวก็พบกับสตรีนางหนึ่ง นางมีใบหน้าที่งดงาม ถึงเเม้จะซีดเซียว พร้อมกับมีรอยเหี้ยวย่นไปบ้างเล็กน้อย จากที่เเต่เดิมมีใบหน้าที่งดงามดุจหน้าฟ้านางสวรรค์

    "ท่านเเม่ข้ามาเเล้ว..."