อารัมภบท 2
ถึงแม้ว่าการกลั่นแกล้งอันแสนโหดร้ายนั่นได้จบลงแต่ความสัมพันธ์ของเดเร็คในสังคมของเขาไม่ได้ดีขึ้นเลย เขาจะไปมีเพื่อนได้ยังไงทั้งๆที่เขายังมีชีวิตส่วนตัวที่ห่วยแตกและน่าอายแบบนี้
เดเรคต้องซ่อนรอยช้ำบนร่างกายของเขาด้วยการใส่เสื้อแขนยาวไปโรงเรียนตลอด และเขาก็เริ่มหมดข้ออ้างต่างๆนาๆที่เขาใช้อ้างกับทุกคนเื่รอยช้ำคล่ำๆบนตาเขาแล้ว จนทุกคนเลิกยุ่งวุ่นวายแล้วแกล้งทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ไปแทน
มันเป็เื่ที่น่าเ็ปแต่ก็พอทนได้ เพราะว่าเขายังมีน้องชายคอยอยู่ข้างๆ คาร์ลเป็ทุกสิ่งที่เขามี เป็ทั้งเพื่อน ที่ปรึกษา เป็คนที่เขาจะบอกความลับทุกๆอย่างในชีวิต เป็เสมือนโลกทั้งใบของเขา
แต่มันก็ถึงวัยแล้วที่เขาจะมีผู้หญิงที่ชอบ แล้วความรู้สึกพวกนี้มันก็ไม่หายไปง่ายๆไม่ว่าเขาจะพยายามยังไง ซึ่งนั้นทำให้เขารู้สึกอับจนหนทางมากๆ
เดเร็คจะให้ใครรู้ถึงปัญหาของเขาไม่ได้ อย่าว่าแต่คนที่ชอบ เขาไม่สามารถจะมีแม้กระทั่งเพื่อนไม่อย่างนั้นเขาจะต้องหาข้ออ้างมากมายอีกว่าทำไมเขาถึงไม่สามารถพาเพื่อนมาที่บ้านได้
‘ทำไมหนอ สิ่งที่เป็เื่ปกติของคนอื่น ถึงได้เป็เพียงแค่ความฝันลมๆแล้งๆแบบนี้’ เดเรคได้แต่คิดอย่างทรมานใจ
เปรียบเสมือนพายุที่กระพือไฟป่าให้แรงขึ้น ฮอโมนต์ของเขาก็ได้พัดให้ความแค้นเคืองใจต่อพ่อของเดเร็คนั่นเพิ่มขึ้นเช่นกัน เขาเริ่มนอนไม่หลับ ได้แต่อิจฉาความรักของคนอื่น ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ว่าตัวเขานั้นต่างจากคนอื่น ปมด้อยของเขาไม่ใช่ความขี้อายหรือการเป็สิวที่หน้า ปมของเขานั้นไม่สามารถรักษาได้ด้วยหมอ แต่เป็บุคคลที่ชื่อว่า เอสซิโอ แมคคอย พ่อที่น่าสังเวชของเขาเอง
เดเร็คเริ่มที่จะคิดแผนต่างๆนาๆเพื่อที่จะกำจัดเอสซิโอ่ ถึงแม้ว่าแผนนั้นจะเป็การฆ่าพ่อของเขาเองก็ตาม ในทุกๆคืนเขาจะคิดแผนอย่างละเอียดและแยบยลโดยรวมถึงการทรมานอย่างยาวนานด้วย เพราะในความคิดของเดเร็คความตายมันง่ายเกินไป มันสบายเกินไป เขาอยากให้เอสซิโอต้องทนทุกข์ทรมารเหมือนที่เขากับคาร์ลได้รับมาตลอดหลายปี
แต่เมื่อรุ่งสางมาถึง เขาก็ตะหนักได้ทุกรอบว่ามันเป็เพียงแค่ความคิดโง่ๆ ที่มาจากความปรารถนาลึกๆในใจเขาเท่านั้น เขาไม่มีวิธีและความบ้าพอที่จะทำเื่แบบนั้น ไม่ว่าเขาจะเกลียดเอสซิโอแค่ไหนแต่นั้นก็คือพ่อของเขาเอง
ฆ่าเหรอ? ก็ดีน่ะสิ แต่แล้วไงต่อ ต้องใช้ชีวิตต่อไปด้วยความรู้สึกผิดไปตลอด? หรือต้องหนีออกจากบ้านไปเรื่อยๆเพราะกลัวโดนจับ? แล้วเื่เงินและความเป็อยู่ละ
เพราะแบบนี้เขาถึงได้แต่กล้ำกลืนแผนที่คิดมาทั้งคืนลงท้องไปพร้อมกับข้าวต้มตอนเช้าแล้วอดทนใช้ชีวิตต่อไป ทางออกเดียวตอนนี้ก็คือเขาต้องตั้งใจเรียนเป็บ้าเป็หลังเพื่อให้ได้ทุนเรียนต่อ แล้วหนีออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อปลายเทอมของปีแรกในชีวิตมัธยมปลายของเขามาถึง เดเรคได้กลายเป็คนเยือกเย็น แข็งกร้าวไปแล้ว ในตอนนี้เขาเริ่มโตเต็มวัยผนวกกับการฝึกร่างกายและศิลปะการต่อสู้ทุกวัน ทำให้เขาดูน่ากลัวและน่าเกรงเขม
ซึ่งพ่อของเขาก็น่าจะคิดแบบนั้นเช่นกัน เขาถึงได้ทำตัวขี้ขลาดแล้วหันไปซ้อมแค่คาร์ลแทน เดเรคเองก็พยายามจะช่วยน้องของเขาหลายครั้งแต่ผลที่ได้ก็คือกระบองเหล็กที่เอสซิโอไปซื้อมาจากร้านขายอาวุธแถวบ้าน
เขาก็กลับกลายมาเป็เหยื่อของพ่อเขาอีกครั้ง แต่เขาเองก็ได้ช่วยน้องชายของเขาไม่ให้ต้องรับชะตากรรมแบบเดียวกับเขาอีก ถึงแม้ว่าบางครั้งเขาอาจจะต้องร้องไห้ อ้อนวอนพ่อเขาก็ตาม ซึ่งนั้นเองก็ได้ผลแค่ในตอนที่เพื่อนบ้านได้ยินเสียงทะเลาะกันดังๆเท่านั้น
อยู่มาวันหนึ่ง เอสซิโอได้ข่าวใหญ่เกี่ยวกับเื่งาน เขารีบแต่งสูทตัวเก่งถึงแม้ว่ามันจะเป็วันที่ร้อนเอามากๆและให้เดเรคเตรียมกระเป๋ากับแลปท้อปให้เขา ซึ่งวันนั้นเขารีบมากๆเพราะเขาไม่อยากพลาดเสียงานใหญ่ที่น่าจะเป็งานเปลี่ยนชีวิตนี่ให้กับคู่แข่งของเขา
เดเรครีบวิ่งไปเปิดประตูที่เอสซิโอรออยู่แล้วช่วยจัดกระเป๋าให้ ก่อนที่เอสซิโอจะรีบวิ่งไปที่ลิฟแล้วเร่งกดปุ่มอย่างบ้าคลั่ง แต่ลิฟท์ก็ยังไม่มาสักที เขายังก่นด่าทุกคนที่เขานึกขึ้นได้ ั้แ่ผู้จัดการตึก ดวงซวยๆของเขา ก่อนที่จะรีบวิ่งไปที่บันได
แล้วในขณะที่เดเรคหันหน้าตามพ่อของเขาไปนั่นเอง เขาได้สังเกตแสงอาทิตย์ที่สะท้อนเข้าตาเขาบนพื้นทางเดินอย่างแรง ในขณะที่เอสซิโอกำลังเดินผ่านเขาไป เดเรคนึกขึ้นได้ว่า ต้องเป็เพราะภารโรงที่กำลังล้างพื้นแล้วลืมวางป้ายระวังลื่นแน่ๆ
ทุกอย่างเกิดขึ้นในพริบตาเดียว เอสซิโกก้าวเท้าด้วยความเร่งรีบ ทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดลงไปที่เท้าหน้าก่อนที่จะลื่นล้มลง
เดเรคเตือนเขาได้ หรือไม่ก็พยายามยื่นแขนออกไปเพื่อประคองก่อนที่เอสซิโอจะล้มแต่เด็กหนุ่มเลือกที่จะยืนอยู่เฉยๆ
เอสซิโอล่วงลงบันไดอย่างแรง ก่อนจะชนกับกำแพงตรงชานพักแล้วกลิ้งลงบันไดไปอีก่ ก่อนที่จะกระแทกกับพื้นชั้นล่างอย่างแรง นอนหมดสภาพ แขนขาบิดผิดธรรมชาติ
เหมือนว้ยรุ่นทุกๆคน เดเรคมีมือถือติดตัวอยู่ตลอด ดังนั้นเขาจึงเริ่มถ่ายรูปทุกอย่างรอบๆตัวเขาเพื่อที่จะเป็หลักฐานของโถ่งทางเดินและพื้นเปียกๆน้ำนองแต่ไม่มีป้ายเตือนตั้งอยู่
ตอนนี้เขาก็เริ่มวางแผนแล้วที่จะจ้างทนายเก่งๆหน้าเงินสักคน ที่จะช่วยเขาฟ้องบริษัทดูแลคอนโดของเขา
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จแล้ว เขาค่อยเดินลงไปหาพ่อของเขา ไม่ใช่เพื่อไปดูแลแต่เพื่อไปเช็คว่าเขาตายรึยัง ชายวัยกลางคนนอนแน่นิ่งทำได้เพียงร้องเรียกขอความช่วยเหลือด้วยน้ำเสียงที่รวยริน ในขณะที่ตาของเขาอ้อนวอนให้เดเรคเข้ามาช่วย
เดเรคแสยะยิ้มแล้วพูดว่า “นี่คิดว่าผมโง่ขนาดนี่จะที่จะจำอะไรที่พ่อสอนไม่ได้เลยเหรอครับ ที่พ่อสอนผมว่า ‘อย่าขอให้คนอื่นช่วย’ ถ้าอยากให้ได้อะไรถูกใจ ก็ทำเองสิ ถ้างั้นพ่อก็โทรหาตำรวจเองเลยครับ โทรศัพท์ก็อยู่ในกระเป๋ากางเกงนิ ยังไงผมก็เป็แค่ลูกชายที่ไม่ได้เื่อยู่แล้ว ผมไม่อยากจะทำให้ทุกอย่างของพ่อพังไง”
ดวงตาของเอสซิโอ่นั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชังและใ ก่อนที่หัวเขาจะตกลงอย่างไร้เรียวแรงและประกายในแววตาหายไป
เดเรคอยากหัวเราะออกมากให้สุดเสียง แต่เขาก็ต้องะโขอความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เสแสร้งว่าเป็ลูกชายที่กำลังใกลัวจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
และเหมือนในทุกๆครั้ง แม่ของเขาก็สนใจแต่ปัญหาและเื่ของตัวเอง เพราะเสียเอสซิโอ่ไป เธอถึงจมอยู่ในความโศกเศร้า จนไม่อยากหาทนาย ทิ้งทุกอย่างให้เดเรคทำ
ซึ่งนั่นเป็เหมือนการยิงปืนนัดเดียวในนกสามตัวของเดเรค หลังจากที่เขาได้หาข้อมูลเื่ทนายความเก่งๆในราคาที่เขาจ่ายไหว เขาจึงติดต่อทนายเอง แทนที่จะเป็แม่ของเขา
เขาบอกทนายทุกอย่างถึงเื่ที่เกิดขึ้นในวันนั้น การทารุณกรรมที่พ่อเขาทำไว้กับลูกชายทั้งสองคน รวมไปถึงความจำเป็ที่พวกเขาจะต้องแบ่งเงินอย่างเท่าๆกันระหว่างแม่ลูกสามคน
ทั้งเดเรคและคาร์ลต่างก็ยืนยันเสียงแข็งในเื่ การหลุดจากการปกครองของแม่ และด้วยเงินชดเชยจากการฟ้องร้องและมรดกที่เขาควรจะได้ พวกเขาน่าจะมีมากพอที่จะอยู่ได้ด้วยตัวเองจนกว่าเดเรคจะสามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้
่เวลาหลังจากนั้นเป็่เวลาที่มีความสุขที่สุดของชีวิตพวกเขา เพราะเขาได้มรดกและค่าเสียหาย และหลังจากที่เขาเป็อิสระจากเงื้อมมือของแม่เขา เดเรคและคาร์ลก็ย้ายออกจากบ้านทันที
หลังจากนั้นไม่ถึงเดือนพวกเขาก็ได้ที่พักดีๆจากตึกเดิมของเขา โดยที่สองพี่น้องได้ใช้มันเพื่อเตรียมตัวและวางแผนอนาคต
ใน่เวลาหลายปีหลังจากนั้น ไม่มีการกลั่นแกล้งอีกต่อไป เพราะทั้งสองคนต่างก็เรียนศิลปะการป้องกันตัวและค่อยช่วยเหลือ ระวังหลังให้กันและกันอยู่เสมอ จนในที่สุดพวกเขกา็สามารถมีเพื่อน มีแฟน และใช้ชีวิตได้อย่างวัยรุ่นปกติ
แม้ว่าพวกเขาจะเจอกับเื่ผิดหวังมากมาย เพราะว่าคนที่เขาเรียกว่าเพื่อน ต่างก็อยากใช้บ้านที่ไม่มีผู้ใหญ่ของเขาเพื่อปาตี้อย่างเดียว
สองพี่น้องประสบปัญหากับการต้องทำตัวให้เหมือนวัยรุ่นทั่วไป เพราะในขณะที่เพื่อนของเขากำลังสนใจแต่การโดดเรียนไปเฮฮา สนุกสนานตามภาษาวัยรุ่น แต่พวกเขากลับสนใจแต่เื่การเรียนกับการเก็บเงินให้ได้มากที่สุด
พวกเขามักจะใช้วันหยุดเพื่อทำงานพิเศษ เพื่อให้เงินในบัญชีที่ได้มานั้นลดลงอย่างช้าที่สุด เพราะพวกเขาเองก็ไม่ได้ยากจนแต่ก็ไม่ได้รวยเหมือนกัน พวกเขารู้ว่าต้องเก็บเงินให้ได้มากที่สุด เผื่อจะมีเื่ร้ายๆเกิดขึ้นอีก แต่โดยรวมพวกเขาก็มีชีวิตที่ดีแล้ว
เดเรคได้ทุนเรียนจนจบปริญญาตรีในสาขาวิทยาศาสตร์เคมี หลังจากนั้นไม่นานเขาก็เรียนต่อปริญญาโทในสาขาชีวเคมีวิทยา คาร์ลเองก็มีชีวิตที่ดีเหมือนกัน เขาเองก็เรียนจบคณะวิศวะแล้ว ในขณะที่ตอนนี้กำลังเตรียมตัวเรียนต่อปริญญาโทอยู่และเขาเองก็มีคู่หมั่นแล้วด้วย
แม้ว่าเขาเองจะมีความสุขกับคาร์ลมากๆ แต่เขาเองก็ต้องเ็ปมากเหมือนกัน ว่าเขาเองเป็คนที่เข้าสังคมได้ยากกว่า และไม่สามารถที่จะมีความสัมพันธ์ที่มั่นคงได้เลย แม้จะเป็ในมหาวิทยาลัย
เดเรคไม่ได้มีปัญหาในการพูดคุยกับผู้หญิงแต่เขามักจะมีปัญหาที่เขาเป็คนที่เื่มาก เลือกเยอะและด้วยเหตุการณ์ในอดีตเขาไม่สามารถเชื่อใจใครได้อีก แม้จะมีคนที่ชอบมากมายแต่ว่าเขาก็ไม่เคยตกหลุมรักใครเลย
แรกๆเขามักจะโทษกับดวงที่เฮงซวยของเขา คิดแต่ว่าเค้าเจอแต่ผู้หญิงที่งี่เง่า สนแต่เื่ของตัวเอง แต่ว่าหลังจากที่เขาได้เจอผู้หญิงดีๆหลายๆคน เขาก็โทษเื่ราวในอดีตของตนเองแทน
แต่หลังจากที่ได้เห็นความสัมพันธ์ที่ดีของคาร์ลและแฟนสาวของเขา เดเรคจึงได้แต่โทษตัวเอง ในขณะที่คาร์ลได้เจอเื่ร้ายมาเหมือนกับเขาแต่ว่าน้องชายของเขากลับโตขึ้นมาได้อย่างเข้มแข็งและบริสุทธิ์มากกว่าตัวเขาเอง
เดเรคแค่กลัวเกินไปที่จะถูกทำร้ายอีกครั้ง กลัวที่จะให้ความสัมพันธ์ต่างๆนั้นเติบโตจนถึงขั้นที่เขาไม่สามารถกำจัดความรู้สึกเ่าั้ได้
หลังจากนั้นเขาก็ได้งานทำดีๆพอตัว เขาทำงานกะดึกอยู่ในบริษัทเคมีภัณฑ์แห่งหนึ่ง
หลังจากนั้นคาร์ล ก็ได้บอกข่าวดีกับเดเร็คถึงของขวัญในการเรียนจบของตัวเองว่า เขานั้นอยากที่จะขอคู่หมั้นแต่งงาน ในทันทีที่เขาจบปริญญาโท ดังนั้นเดเรคเองจึงจำเป็ต้องหาเงินจำนวนมากเพราะว่าเขามีเวลาเพียงแค่สองปีเท่านั้นที่จะเก็บเงินพอที่จะจัดงานแต่งงานดีๆให้กับน้องชายได้
เดเร็คไม่ได้ชอบงานที่ตัวเองทำอยู่แต่ว่ามันก็เป็การเริ่มต้นชีวิตการทำงานที่ดีที่เขาได้ทั้งเงินและประสบการณ์ในการทำงานที่ดี รวมไปถึงตัวบริษัทเองก็มีประกันสุขภาพที่ดีพอจะให้เขาไปปรึกษาจิตแพทย์ถึงปัญหาของเขาได้
เพราะว่าเขานั้นรู้ตัวว่าตัวเขาเองมีปัญหาทางจิตแล้วเขา้าที่จะแก้ไขมัน จนถึงตอนนี้เดเรคได้ปรึกษาจิตแพทย์ไปเป็จำนวนมากจนตอนนี้เขาได้เจอกับแพทย์ที่เขาคิดว่าสามารถช่วยเขาได้แน่ๆ หลังจากที่ใช้เวลาผ่านไปหลายเดือน เขารู้สึกว่าปัญหาต่างๆเ่าั้เริ่มดีขึ้น ชีวิตของเขากำลังไปในทางที่ดี
แต่แล้วความสุขและชีวิตดีๆเหล่านี้ก็อยู่ได้ไม่นาน