เสี่ยวหลินตื่นขึ้นมาใน่สายเพราะเสียงตัดไม้ที่ดังไม่หยุด เด็กน้อยเดินหน้ายุ่งออกมาจากห้องนอนทั้งยังผมกระเซิง จนฮุ่ยหนิงต้องมาอุ้มบุตรสาวพาไปล้างหน้าล้างตา จับหวีผมแล้วผูกไว้ให้เรียบร้อย
อาหารเช้าวันนี้มีต้มยำปลาหมึกกับปลาหมึกชุบแป้งทอด ฮุ่ยสงที่ได้ลิ้มลองแล้วก็ติดใจจนเติมข้าวไปสองชาม ก่อนจะออกไปดูช่างที่กำลังทำโครงบ้านอยู่ด้านหลัง
เสี่ยวหลินเองก็เดินตรวจตราดูแปลงมันเทศที่เริ่มเติบโตเลื้อยไปตามร่องทางเดิน หลังจากนี้อีกสองเดือนก็สามารถขุดออกมาได้แล้ว ถึงตอนนั้นก็เข้าหน้าหนาวพอดี ่นี้ยังต้องวุ่นวายทั้งเื่สร้างบ้านและตระเตรียมเสบียงสำหรับหน้าหนาว กิจการขายปลาหมึกย่างเล็กๆ ของนางคงต้องถูกพับเก็บไปก่อน
"นอกจากหมึกตากแห้งแล้วมีอะไรให้ทำอีกนะ" มือป้อมยกขึ้นมาลูบคางตนเองอย่างใช้ความคิด
"จริงสิ! หน่อไม้ไงล่ะ ว่าแต่่นี้จะยังมีอยู่ไหมนะ" คิดได้ดังนั้นร่างป้อมก็วิ่งดุ๊กๆ กลับไปหามารดาที่บ้านหลังน้อย
ฮุ่ยหนิงที่กำลังเย็บผ้าอยู่ต้องเงยหน้าขึ้นมามองเมื่อได้ยินเสียงตุ้บตั้บดังเข้ามา ก่อนจะมีร่างกลมๆ วิ่งมาซุกอยู่ข้างเอว
"ท่านแม่ เราไปเก็บหน่อไม้กันนะเ้าคะ"
"หน่อไม้หรือ จะยังมีอยู่หรือลูก" นางวางตะกร้าเข็มและด้ายให้ห่างจากบุตรสาวแล้วหันมาเอ่ยถาม
"เสี่ยวหลินไม่รู้เ้าค่ะ" นางส่ายหัวจนผมปลิว
"ลูกอยากกินหน่อไม้หรือ ถึงได้มาชวนแม่ไปเก็บหน่อไม้"
"หน่อไม้สามารถเอามาตากแห้งเก็บไว้กินได้เ้าค่ะท่านแม่"
"หน่อไม้มักจะออก่ฝนตก ตอนนี้คงไม่มีให้เก็บแล้วล่ะลูก" มือหยาบลูบหัวบุตรสาวเบาๆ เสี่ยวหลินได้ฟังอย่างนั้นก็รู้สึกเห็นด้วย เพราะฝนทิ้ง่มาสักระยะแล้ว นางจึงตัดใจจากหน่อไม้แล้วชวนมารดาไปยังชายทะเล
เดิมทีฮุ่ยหนิงตั้งใจจะอยู่ช่วยมารดาบดผงแป้งมันเทศ แต่จางรั่วยืนยันที่จะทำเองคนเดียว เพราะ่สายยายหลิวก็จะออกมาช่วยอยู่แล้ว ฮุ่ยหนิงจึงจับจูงมือบุตรสาวพากันเดินไปยังชายทะเลที่ซึ่งสามีของตนไปอาศัยอยู่ชั่วคราว
เมื่อมาถึงเสี่ยวหลินก็ยืนมองดูกุ้งตัวเล็กขนาดเท่านิ้วมือของนางอย่างครุ่นคิด บิดาได้กุ้งตัวเล็กพวกนี้มาถึงครึ่งถัง ใจนางอยากลองทำกุ้งแห้งแต่เกลือก็มีราคาแพง แม้จะไม่ถึงขั้นขาดแคลนแต่ก็เป็เครื่องปรุงรสที่คนใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะฉะนั้นการจะซื้อเป็จำนวนมากก็ต้องใช้เงินไม่น้อยเลย
"เ้าพวกนี้มีมากหรือไม่เ้าคะท่านอา" นางเอ่ยถามเทียนเฉินที่กำลังนั่งล้างหมึกที่ชำแหละแล้วอยู่ใกล้ๆ
"มากทีเดียว แต่อาเห็นว่ามันตัวเล็กจึงเอามาแค่นี้ก่อน รอดูว่าเสี่ยวหลินจะทำอะไรได้บ้าง"
"เราสามารถนำมันมาทำกุ้งแห้งได้เ้าค่ะ แต่ว่าต้องใช้เกลือจำนวนมาก" มือน้อยๆ ยกขึ้นมาลูบคางอย่างใช้ความคิด
"ถ้าเราทำเกลือเองจะถือว่ามีความผิดไหมเ้าคะ"
"เอ่อ นั่นมัน.. อาก็ไม่รู้เหมือนกัน" เทียนเฉินนั่งกระพริบตาปริบๆ อย่าบอกนะว่าหลานสาวของเขารู้วิธีการทำเกลือ
เสี่ยวหลินวิ่งไปหาบิดาที่กำลังนั่งชำแหละหมึกอยู่กับมารดาของนาง อีกทั้งยังนั่งคุยกันกระหนุงกระหนิงอยู่สองคน
"ท่านพ่อเ้าคะ เสี่ยวหลินมีเื่จะถามเ้าค่ะ" ร่างอวบวิ่งตุ้บตั้บไปหาบิดา
"ว่าอย่างไร มีอะไรหรือ" เทียนหรงเงยหน้าขึ้นมามองบุตรสาวสายตาก็ปะทะเข้ากับพุงกลมๆ
"ถ้าหากว่าเราทำเกลือใช้เองจะมีความผิดไหมเ้าคะท่านพ่อ" เด็กน้อยยืนรอคอยอย่างมีความหวัง
เทียนหรงได้ยินอย่างนั้นก็หันหน้าไปมองภรรยา ฮุ่ยหนิงส่ายหน้าให้สามีเพราะนางเองก็ไม่รู้เช่นกัน
"พ่อไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าถ้าทำเกลือเองจะมีความผิดไหม แต่พ่อคิดว่าถ้าไม่ได้ทำเก็บไว้เป็จำนวนมาก หรือทำออกขายก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไรนะ ว่าแต่ลูกรู้วิธีทำอย่างนั้นหรือ"
"รู้เ้าค่ะ!"
เพราะอย่างนั้นในวันต่อมาสองพ่อลูกจึงพากันเข็นรถเข็นไม้เข้าไปยังในเมือง เพื่อสอบถามร้านตีเหล็กถึงของที่สั่งทำไว้ นายช่างเจิ้งหลวนออกมาต้อนรับพร้อมกับนำของออกมาให้ดู เสี่ยวหลินตรวจดูด้วยความพึงพอใจแล้วถามถึงราคา
"เพราะว่าใช้เหล็กอย่างดีเป็ส่วนประกอบจำนวนมาก และมีความหนา ทั้งหมดนี่ข้าคิดราคา 1 ตำลึงทองขอรับ"
เสี่ยวหลินหันไปมองบิดา ซึ่งเทียนหรงก็หยิบเงินออกมาจ่ายแต่โดยดี เขามองตามก้อนเงินที่หายวับไปอย่างอาลัย ถึงเขาจะมีเงินเก็บอยู่ที่บ้านมากกว่าเก้าร้อยตำลึงทอง แต่เงินจำนวนนี้ก็ไม่น้อยเลยสำหรับคนที่ใช้ชีวิตลำบากมาั้แ่เกิด
"ขอบพระคุณขอรับ เอ่อ ข้าอยากจะขอปรึกษานายท่านสักหน่อยน่ะขอรับ" เจิ้งหลวนเอ่ยขึ้นก่อนที่สองพ่อลูกจะเดินออกจากร้าน
"มีอะไรอย่างนั้นหรือขอรับ" เทียนหรงเอ่ยถาม
"ข้าเห็นว่ากระทะที่ท่านสั่งทำนั้นน่าจะขายได้ เลยอยากจะขอเจรจาซื้อขายแบบเพื่อทำออกมาทดลองขายดูน่ะขอรับ"
เสี่ยวหลินที่ได้ยินก็หูผึ่ง นางหันมามองนายช่างเจิ้งหลวนตาเป็ประกาย จนนายช่างต้องก้มมองอย่างเหม่อลอย เขารู้สึกอยากอุ้มบุตรคนอื่นแล้วพาวิ่งหนีกลับบ้านเสียจริง
"เสี่ยวหลินตกลงเ้าค่ะ! แต่ว่าเปลี่ยนจากขายขาดเป็ส่วนแบ่งจากการขายกระทะในแต่ละชิ้นได้หรือไม่เ้าคะ เสี่ยวหลินไม่ขอเยอะเ้าค่ะ ขอแค่หนึ่งส่วนจากราคาขายเท่านั้นเอง" นางเอ่ยพร้อมกับยกยิ้มกว้างจนตาหยี นิ้วเล็กชูขึ้นมาหนึ่งนิ้วเป็เครื่องช่วยยืนยันความ้าของนาง เจิ้งหลวนมองภาพน่ารักน่าเอ็นดูนั้นจนตาพร่า
"ได้สิคุณหนูน้อย ข้าตั้งใจจะขายกระทะใบละสิบตำลึงเงิน เ้าเห็นว่าอย่างไรเล่า" เพราะใช้เหล็กเนื้อดีมาตี เป็เหล็กเนื้อเดียวกับที่นำไปตีเป็มีดพกขนาดเล็กคุณภาพดี ไม่ขึ้นสนิม ราคาจึงสูงกว่ากระทะเหล็กทั่วไป
"ดีเ้าค่ะ!"
เสี่ยวหลินนั่งดูกระดาษสัญญาที่ได้มาอย่างอารมณ์ดีขณะที่กำลังเดินทางกลับบ้านกันถึงแม้ว่าจะอ่านไม่ออกก็ตาม คงต้องให้ท่านอาห้าวตรวจดูให้อีกครั้ง แต่นางมั่นใจว่านายช่างเจิ้งจะไม่โกงนางแน่นอน ก็นางออดอ้อนเอาไว้เยอะนี่นา คิกคิก
เมื่อดูจนพอใจนางก็พับเก็บกระดาษอย่างเรียบร้อยก่อนจะส่งให้บิดาเก็บเอาไว้ นายช่างจะจ่ายส่วนแบ่งให้ทุกเดือน โดยนางจะได้หนึ่งตำลึงเงินจากการขายกระทะหนึ่งชิ้น ในเดือนหน้านางค่อยเข้าไปดูที่ร้านตีเหล็กอีกครั้งหนึ่ง
ก่อนออกมายังไม่ลืมแวะซื้อผ้าขาวเนื้อหนาสำหรับกรองน้ำทะเลอีกผืนใหญ่ เพื่อกรองเอาเศษสกปรกออกก่อนจะนำน้ำทะเลไปต้ม กระทะที่แต่เดิมตั้งใจจะนำไปทอดขนมขายคงต้องนำมาต้มเกลือก่อนแล้วล่ะ และที่ลืมไม่ได้เลยก็คือถังหูลู่สีแดงสวย ที่ถือกินมาระหว่างทางจนฟันแทบหัก
กลับมาถึงชายหาดนางก็ขอแรงท่านอาช่วยไปตักน้ำทะเลตรงบริเวณที่น้ำสะอาดๆ มาให้หนึ่งถัง โดยมีค่าจ้างเป็ถังหูลู่หนึ่งไม้ เทียนเฉินได้ของกินก็รีบร้อนลุกไปตักน้ำมาให้อย่างรวดเร็ว
ด้านเทียนหรงก็ช่วยก่อไฟให้บุตรสาวโดยการไปยกก้อนหินสามก้อนมาทำเตา ส่วนฮุ่ยหนิงนั้นช่วยใช้ผ้าขาวกรองน้ำสักสามรอบเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีเศษอะไรอยู่ในน้ำที่จะใช้ต้มเกลือ
หลังตั้งกระทะใส่น้ำทะเลไว้เกือบเต็มนางก็หิ้วถังใบน้อยเดินไปยังโขดหินที่มีหอยแมลงภู่เกาะกลุ่มกันอยู่เต็มไปหมด ซึ่งมีแต่ตัวใหญ่ๆ ขึ้นเบียดเสียดกันอยู่แน่นขนัดนัก ชาวบ้านคงไม่กล้าเก็บไปกิน ด้วยมองผิวเผินก็รู้สึกขนลุกหน่อยๆ เพราะมันมีเยอะมาก
ฮุ่ยหนิงเห็นว่ากลุ่มหินนั้นอยู่ไม่ไกลนักนางจึงไม่ได้ว่าอะไร ยังเอ่ยบอกบุตรสาวว่าจะช่วยดูหม้อต้มเกลือให้ เพราะต้องต้มจนกว่าน้ำจะแห้งจึงไม่ต้องคอยเฝ้าอยู่ตลอด
"หูย ใหญ่มาก เอาไปตากแห้งเก็บไว้ด้วยดีกว่า แต่ค่อยทำไปทีละอย่าง คิกคิก"
หัวน้อยๆ มีเื่ให้ทำเต็มไปหมดแต่แรงงานไม่พอ แค่ตอนนี้ทำหมึกตากแห้งยังไม่สำเร็จเลย เพิ่งจะตากได้แค่วันเดียวเท่านั้น
มือขาวกำเสียมไม้อันเก่าของมารดาค่อยๆ เคาะสลับกับงัดให้ตัวหอยหลุดออกจากโขดหิน นางเลือกเก็บแต่ตัวใหญ่ๆ ปล่อยตัวเล็กทิ้งไว้ให้มันเติบโตต่อไป
่นี้นางกินแต่อาหารทะเลจนไม่ต้องกลัวว่าจะเป็โรคคอพอกแล้ว บางวันก็กินปลา กุ้ง หมึก นานครั้งจะไปจับปลานิลมาย่างหรือนึ่ง หลังจากตากสัตว์ทะเลเสร็จต้องบอกให้บิดาเข้าไปล่าหมูป่าบ้างแล้ว จะได้ทำขาหมูเค็มรมควันเก็บไว้กินด้วย
"อ้าว หลิงไห่ มาเก็บปลาหรือ"
เสียงของเทียนเฉินดังขึ้นมาจากทางกระท่อมทำให้เสี่ยวหลินเหลียวกลับไปมอง เป็หลิงไห่ที่เดินเข้ามาพร้อมกับถังไม้ใบเก่า ยังมีเด็กชายตัวผอมท่าทางขี้กลัวเกาะชายเสื้ออยู่ด้านหลังของเขาด้วย
"คารวะพี่ชายกับท่านอาทั้งสองขอรับ วันนี้ข้าขอมาเก็บปลาอีกได้หรือไม่ขอรับ" เด็กชายเอ่ยถามอย่างเกรงใจ ถึงแม้ว่าสัตว์ทะเลจะสามารถเดินเก็บได้ทุกที่แต่บริเวณนี้ก็ถือว่าอยู่นอกเหนือเขตหมู่บ้านของตน ไม่สามารถละเลยมารยาทถ้าหากพบเจอเ้าของพื้นที่
"เก็บได้สิ ตามสบายเลย แล้วนั่นน้องชายของเ้าหรือ"
เทียนหรงมองดูเด็กชายตัวผอมหน้าตามอมแมม พอเด็กน้อยเห็นสายตาของคนแปลกหน้ามองมาก็ผลุบหายไปมุดอยู่ด้านหลังพี่ชาย หลิงไห่หันมองน้องชายตัวน้อยแล้วดึงเขาออกมายืนด้านข้าง
"ขอรับ นี่หลิงหานน้องชายของข้าเองขอรับ เขาอายุ 5 ขวบ"
"อายุเท่าเสี่ยวหลินเลย แต่ออกจะผอมไปหน่อย"
เด็กน้อยขี้กลัวที่เห็นสายตาสามคู่จากคนแปลกหน้าก็ตัวสั่นมุดหน้าเข้าหาพี่ชายอีกครั้ง เทียนหรงเห็นอย่างนั้นก็สงสารเลยบอกให้หลิงไห่ไปหาเก็บปลาได้ตามสะดวก
หลิงไห่จูงมือน้องชายเดินไปยังแอ่งน้ำที่มาจับปลาเมื่อวันก่อน แต่ก็พบเข้ากับร่างกลมๆ ที่กำลังทำบางอย่างอยู่ด้านข้างโขดหินจึงแวะเข้ามาทักทาย
"เสี่ยวหลิน ทำอะไรอยู่หรือ"
"อ้าว พี่ชายไห่ ข้ากำลังเก็บหอยเ้าค่ะ" นางหันมองเขาตาแป๋ว ไม่ลืมมองไปยังเด็กตัวผอมขี้กลัวที่กำชายเสื้อพี่ชายไม่ยอมปล่อย
"นี่คือหอยหรือ" เขาถามพลางเดินเข้าไปดูใกล้ๆ
เ้าสิ่งนี้ที่ชายหาดเขตหมู่บ้านของเขาเองก็มีอยู่เต็มไปหมด แต่ผู้คนล้วนคิดว่ามันเป็แค่สิ่งที่งอกออกมาจากโขดหินจึงไม่ได้ให้ความใส่ใจกับมันมากนัก เขาก้มดูในถังใบน้อยของเด็กหญิงก็เห็นหอยที่นางเก็บได้แล้วอยู่สามถึงสี่ตัว
"ใช่เ้าค่ะ มันอร่อยนะเ้าคะ เอาไปต้มใส่ใบโหระ.. เอ่อ ต้มแล้วแกะเนื้อออกมาผัดกับพริกและสมุนไพรก็อร่อยแล้วล่ะเ้าค่ะ" นางเกาหัวเบาๆ ก็ในชาติที่แล้วนางเคยกินแต่แบบที่ต้มใส่ใบโหระพานี่นา เอ๊ะ แต่คราวก่อนนางเคยให้ท่านแม่ต้มใส่ตะไคร้นี่ ลืมไปเลย
"อ่า อย่างนั้นหรือ" หลิงไห่มองเด็กตัวกลมตาปริบๆ
"ท่านเองก็มาเก็บบ้างสิเ้าคะ นอกจากจะเอาไปทำอาหารตอนที่ยังสดๆ ได้แล้ว ยังสามารถเอาไปต้มแกะเนื้อไปตากแห้งเก็บไว้กินใน่หน้าหนาวได้ด้วยนะเ้าคะ"
"จริงหรือ" เขาเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น เ้าเด็กตัวผอมด้านหลังเองก็เริ่มเดินออกมาชะโงกหน้าดูเช่นกัน เสี่ยวหลินเหลือบมองเขาแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเกรงว่าถ้ามองมากไปหรือเอ่ยทักขึ้นมาเขาจะกลับไปเกาะหลังพี่ชายเป็ตุ๊กแกน้อยอีก
"ข้าไม่โกหกท่านหรอกนะเ้าคะ หลังจากที่บิดามารดาของข้าตากปลากับกุ้งเสร็จแล้ว ข้าก็จะบอกให้บิดาเอาเ้าหอยนี่ไปตากด้วย" นางทำทีหันมองไปรอบๆ ก่อนจะป้องปากแล้วเอ่ยกระซิบเบาๆ
"แต่อย่าเอาไปบอกใครนะเ้าคะ เพราะข้าตั้งใจว่าจะทำขายเ้าค่ะ"
สองพี่น้องได้ฟังอย่างนั้นก็พยักหน้าหงึกหงักอย่างตื่นเต้นตาม เสี่ยวหลินเห็นอย่างนั้นก็อมยิ้มกับความน่ารักของสองพี่น้อง
"ข้าเห็นว่าเรารู้จักกันหรอกนะ ข้าเลยบอกไป เพราะว่าข้าใจดีมาก" ใบหน้ากลมๆ เชิดขึ้นพร้อมกับยกแขนขึ้นมากอดอก เหล่ตามองสองพี่น้องที่ดวงตาเป็ประกาย
"มาเก็บเร็วเข้าเ้าค่ะ อย่าชักช้า อ้อ ไปหาเก็บกิ่งไม้มาแงะแบบนี้นะเ้าคะ เรายังเป็เด็กถ้าฝืนใช้มือแกะจะาเ็เอาได้" นางเอ่ยสอนยาวเหยียดพร้อมกับทำให้สองพี่น้องดูด้วย
หลังจากเรียนรู้จากเด็กตัวกลมแล้ว สองพี่น้องหลิงไห่กับหลิงหานก็วิ่งวุ่นหาเก็บกิ่งไม้ก่อนจะกลับมานั่งแกะหอยอย่างสนุกสนาน
"ทำอะไรกันอยู่จ๊ะเด็กๆ" ฮุ่ยหนิงหันมองดูบุตรสาวอยู่เป็ระยะ ก็พบว่าเด็กทั้งสามกำลังนั่งอยู่ข้างโขดหินเพื่อทำบางอย่าง หัวกลมๆ ทั้งสามแทบจะมุดเข้าไปในโขดหินอยู่แล้ว
"กำลังเก็บหอยเ้าค่ะท่านแม่ หลังจากตากหมึกกับกุ้งแล้ว เรามาเก็บหอยไปตากด้วยนะเ้าคะท่านแม่ จะได้มีอาหารไว้กินหลากหลายเ้าค่ะ" เสี่ยวหลินเอ่ยเสียงเจื้อยแจ้วทั้งๆ ที่มือป้อมก็กำลังแงะหอยแมลงภู่อยู่อย่างขมักเขม้น
ฮุ่ยหนิงมองดูบุตรสาวตัวน้อย นางยกยิ้มอย่างเอ็นดู เด็กตัวแค่นี้ก็รู้จักนึกคิดถึงเื่ปากท้องของคนในครอบครัวเสียแล้ว บุตรสาวของนางช่างน่ารักจริงๆ
"ได้จ้ะ แต่ทำไปทีละอย่างนะลูก มือเ้าก็เล็กแค่นี้ ไม่ต้องทำทุกอย่างเองคนเดียวหรอกนะ"
มือเรียวลูบลงบนหัวทุยจนเสี่ยวหลินต้องหันไปมองมารดา เด็กน้อยเบะปากน้ำตาคลอ นางลุกขึ้นไปกอดหมับเข้าที่เอวของมารดาแล้วซุกหน้าอยู่อย่างนั้น
"เป็อะไร หืม"
"เสี่ยวหลินรักท่านแม่" ฮุ่ยหนิงได้ยินเสียงบอกรักอู้อี้อยู่ตรงเอวก็หัวเราะเสียงใส
"เ้าเด็กขี้แย ทำไมอยู่ดีๆ ถึงร้องไห้ล่ะลูก ไม่อายเสี่ยวไห่กับเสี่ยวหานหรืออย่างไร หือ"
หัวทุยส่ายไปมา นางสูดน้ำมูกก่อนจะผละออกมาจากหน้าท้องของมารดาแล้วยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดน้ำตาลวกๆ คำพูดก่อนหน้านี้คล้ายกับที่มารดาในชาติที่แล้วของนางเคยพูดเอาไว้ พอได้ยินนางก็เลยอดจะน้ำตาไหลไม่ได้ ไม่รู้ป่านนี้คนทางนั้นจะเป็ยังไงบ้าง
"ไปเก็บหอยต่อเถอะ แต่ไม่ต้องเก็บมากนะลูก เอาแค่พอกิน หลังตากปลาหมึกจนเพียงพอแล้วค่อยมาเก็บเ้านี่ไปตาก ดีไหมจ๊ะ"
"เ้าค่ะท่านแม่" นางพยักหน้าหงึกหงัก ฮุ่ยหนิงลูบหัวบุตรสาวส่งท้ายก่อนจะเดินกลับไปยังกระท่อม
ร่างกลมป้อมหันกลับไปนั่งยองๆ อยู่ข้างโขดหินเพื่อแกะหอยต่อ ตอนนี้สองพี่น้องบ้านหลิงแกะได้เยอะกว่านางไปแล้ว!
ยอมไม่ได้!
#########################################
มันเรียบง่ายจนน่าเบื่อเกินไปไหมคะ ????