บทที่ 4 เพศสภาพคือบาปกำเนิดเหรอ?
"หยิบผักกาดขาวออกมาหัวหนึ่ง" หลี่ฝู่พูด
เธอหยิบผักกาดขาวตามที่พ่อบอก ตลอดเวลาที่ลูกสาวจะทำอะไรพ่อของเธอจะจ้องเธออยู่ตลอดเวลา
ความจริงแล้ว… ไม่จำเป็ต้องทำขนาดนั้นก็ได้ เพราะในห้องเก็บผักมีแค่ผักกาดขาวเหี่ยว ๆ ส่วนผักอื่น ๆ ไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้ว… แต่ด้วยนิสัยช่างระแวงที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ทำให้เขาต้องคอยจับตาดูทุกเื่ที่เกี่ยวกับอาหารของบ้าน
หลี่ฝู่มองท่าทางเชื่อฟังของลูกสาวพลางรู้สึกภูมิใจในวิธีการเลี้ยงลูกของตัวเอง ต้องตีให้หนัก ๆ นั่นแหละ เธอจะได้รู้จักเกรงกลัวั้แ่เนิ่น ๆ เพื่อจะได้ไม่กล้าขโมยของกินอีก
หลี่ฝู่เดินกลับเข้าไปนอนในห้องอย่างเกียจคร้าน ทิ้งให้ลูกสาวทำอาหารอยู่ในครัว ทั้งก่อเตาไฟเอง หั่นผักกาดขาวเหี่ยว ๆ แล้วนำมาผัดกับน้ำมันหมูส่งกลิ่นหอมโหยไปทั่วบ้าน
เธอเช็ดโต๊ะให้สะอาดเรียบร้อย แล้วพยายามยกจานอาหารเข้าไปในห้องด้วยสองมือ
"พ่อคะ พี่รอง กินข้าวได้แล้วค่ะ"
หลี่เฉิงเฉวียนกำลังจ้องมองโทรทัศน์ขาวดำฝั่งตรงข้าม ไม่ได้ส่งเสียงตอบอะไรออกมา เพียงแค่ขยับตัวไปด้านข้างเล็กน้อย เพื่อเป็การบอกเธอให้นำอาหารวางลงบนโต๊ะ
เธอหมุนตัวกลับไปหยิบผักกาดขาวผัดน้ำมันหมูมาวางให้เรียบร้อย จากนั้นก็ตักโจ๊กข้าวโพดใส่ชามใบใหญ่สองชาม พร้อมกับนำขนมปังข้าวโพดสองชิ้นมาให้ผู้ชายทั้งสอง
หลี่เฉิงเฉวียนดูทีวีพลางดื่มโจ๊กไปด้วย "ไม่รู้ว่าใครขโมยของอร่อยในบ้านไปกินหมด! ทำอาหารแต่ละที ก็ทำแต่ของที่หมายังไม่กินให้ฉันกินทุกวัน เนื้อก็ไม่มีสักชิ้น! อย่างน้อยก็ต้องมีข้าวขาวให้กินบ้างสิ ทั้งหมู่บ้านมีแต่บ้านหลี่หรือไงที่กินแต่โจ๊กข้าวโพดทุกวัน?"
เมื่อได้ยินเสียงะโของพี่รอง เธอจัดการทุกอย่างในครัวอย่างเงียบ ๆ ต่อไป
หลี่ฝู่กำลังถือชามดื่มโจ๊กอยู่ เมื่อได้ยินลูกชายพูดว่าหมายังไม่กิน เขาชะงักทันที แล้วพูดออกมา "จะด่าก็ด่าไป แต่นี่พูดเหมือนว่าพ่อเป็หมาด้วย ลูกกินนี่สิ ผักกาดขาวผัดน้ำมันหมู กลิ่นหอมดีนะ ข้าวขาวบ้านเราก็มี รอพี่ใหญ่กลับมาค่อยกินด้วยกัน" เมื่อพูดจบก็เอาตะเกียบเคาะที่ขอบจานผักกาดขาวผัดน้ำมันหมู
หลี่เฉิงเฉวียนได้ยินดังนั้น ก็เบ้ปากแล้วไม่พูดอะไรอีก คีบผักกาดขาวผัดน้ำมันหมูเข้าปากคำโต ๆ
ไม่นานนัก… พ่อลูกสองคนก็กินจนหมดเกลี้ยง จานผักกาดขาวผัดน้ำมันหมูแทบไม่เหลือแม้แต่น้ำมันสักหยด
หลี่ซิงเหอเก็บชามตะเกียบที่กินเสร็จเข้าไปในครัว ตักโจ๊กข้าวโพดที่เหลือในหม้อใส่ชามสองใบ เมื่อครู่… ขณะที่พ่อกินข้าวอยู่ เธอก็รีบเอาผักป่าที่เก็บได้มาล้างจนสะอาด แล้วเอาไปที่ห้องเก็บของข้าง ๆ
แม้จะเป็ฤดูใบไม้ผลิ แต่ท้องฟ้าก็ยังมืดเร็ว ในห้องเก็บของมืดสลัว เพราะหมู่บ้านนี้ไม่มีไฟฟ้า จึงต้องอาศัยแสงสว่างที่ยังเหลืออยู่รีบกินข้าวให้เสร็จ
หลี่ซิงเหอรีบเรียกเบา ๆ "แม่คะ มากินข้าวเย็นกันเถอะ"
บริเวณมุมห้องที่เงียบสงบและกำบังลมได้ดีที่สุด แม่ของเธอได้ใช้ดินผสมกับฟางข้าวทำเป็แคร่เล็ก ๆ มีผ้าห่มบาง ๆ ผืนใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน แต่สะอาดสะอ้าน
สิ้นเสียงเรียกของเธอ ผ้าห่มบนแคร่ก็ขยับเล็กน้อย หญิงที่ดูราวห้าสิบกว่าปีลุกขึ้นนั่ง ความจริงแล้ว ‘หวังฟาง’ เพิ่งอายุสี่สิบกว่าปีเท่านั้น แต่ด้วยชีวิตที่ยากลำบากทำให้หวังฟางดูมีอายุพอ ๆ กับหลี่ฝู่ที่อายุห้าสิบกว่า
ไม่รู้ว่าเป็เพราะลุกนั่งเร็วเกินไปหรือเพราะความหิวโหย หวังฟางรู้สึกเวียนศีรษะ จนต้องใช้มือพิงกำแพงเย็น ๆ เอาไว้
หลี่ซิงเหอรีบเข้าไปประคองเธอทันที สอดหมอนไว้ด้านหลังแม่เพื่อไม่ให้กระทบกับกำแพงเย็น ๆ จากนั้นก็ห่มผ้าให้แม่หนา ๆ แล้วส่งชามโจ๊กข้าวโพดที่ใส่ผักป่าหอม ๆ ไปให้หวังฟาง
"เอ๊ะ ผักป่างอกแล้วเหรอ?"
"ใช่ค่ะแม่ ผักป่างอกแล้วแต่ยังมีน้อย วันนี้หาได้แค่ไม่กี่ต้นนี้เอง แต่อีกสักพักก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นะคะ"
"จ๊ะ… ซิงเหอ ชามที่มีผักให้ลูกกินนะ ลูกกินข้าวเยอะ ๆ หน่อย แม่นอนอยู่ทั้งวันก็ไม่หิวหรอก" เธอมองชามของตัวเองและชามของลูกสาวพลางพูด
"ไม่เป็ไรค่ะแม่ รีบกินตอนที่มันยังร้อน ๆ เถอะ หนูกินในครัวมาบ้างแล้ว"
"อย่าโกหกแม่เลย ลูกจะไปกินจากในครัวได้ยังไง ถ้าพ่อรู้เข้าเขาไม่โกรธแย่เลยเหรอ? ขอโทษนะลูก ที่แม่ทำให้ลูกต้องมาลำบากแบบนี้ ถ้าลูกเป็ผู้ชาย ลูกก็คงไม่ต้องลำบาก…"
แม่พูดโทษตัวเองแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว แต่เธอไม่คิดว่าการเป็ผู้หญิงคือบาปกรรมหรอก คนที่ผิดคือคนอื่นต่างหาก
"พอเถอะแม่ รีบกินเถอะ แม่ก็รู้ว่าหนูไม่ชอบกินมื้อเย็น ตอนเช้าพ่อก็ให้หนูกินแผ่นแป้งแล้ว ไม่งั้นหนูคงหิวโซเลยค่ะ แม่ไม่ต้องห่วงนะ" เธอพูดอย่างจริงจัง
เมื่อรู้ว่าเถียงลูกสาวไม่ชนะเสียที เธอจึงค่อย ๆ ยกชามเล็กขึ้นมา หวังฟางที่ไม่ได้กินผักมาตลอดฤดูหนาว เมื่อได้กินผักสด ๆ มีกลิ่นหอม ๆ ก็ทำให้เธอรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง
เธอคีบผักขึ้นมาหนึ่งกำ ยัดเข้าปากลูกสาวโดยไม่พูดอะไร แม่ลูกมองหน้ากันแล้วยิ้ม เงียบ ๆ ยกโจ๊กขึ้นมาดื่มจนหมด แม้แต่น้ำก้นชามก็กินจนหมดเกลี้ยง
หลี่ซิงเหอถือชามเปล่ากลับเข้าครัว หม้อที่ใช้ทำอาหารล้างสะอาดแล้ว ใส่น้ำใหม่เข้าไป ความร้อนจากเถ้าถ่านด้านล่างจะทำให้น้ำเย็นกลายเป็น้ำอุ่น น้ำนี้ใช้สำหรับล้างหน้าของทุกคนในครอบครัว ส่วนเตาทำอาหารนี้เชื่อมต่อกับห้องด้านในทำให้แคร่ในห้องของพ่อและพี่ชายคนรองอุ่นไปด้วย
พ่อกับพี่ชายคนรองออกไปเล่นไพ่ที่ร้านขายของชำกลางหมู่บ้านเป็เวลานาน หลี่ซิงเหอเตรียมน้ำอุ่นไว้ให้พวกเขา เมื่อพวกเขาเล่นจนพอใจแล้วก็รับกลับมาอาบน้ำแล้วเข้านอนแต่หัวค่ำ
น้ำที่เหลือไม่พอสำหรับหลี่ซิงเหอและแม่ เธอจึงเติมน้ำเย็นลงไปอีกหน่อย อย่างน้อยน้ำเหล่านี้ก็เพียงพอสำหรับทั้งสองคน
ยามค่ำคืนกลางหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้เงียบสงัดเป็พิเศษ ไม่นานความมืดก็ปกคลุมห้องเก็บของจนแทบมองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือตัวเอง
เธอหยิบอ่างใบใหญ่ที่สุดออกมา เริ่มจุดไฟในอ่าง รวบกองฟืนเข้าด้วยกันเพื่อป้องกันไม่ให้ประกายไฟกระเด็น แล้วเลื่อนเข้าไปใกล้หวังฟาง เพื่อให้แม่ได้นอนได้อย่างอบอุ่น
จากนั้นเธอคลุมเสื้อผ้าเดินออกจากห้องเก็บของ ยืนมองออกไปไกล ๆ สายตาของเธอมองไปยังเทือกเขาที่อยู่ไกลลิบที่เห็นเป็สีดำสนิท กลมกลืนเป็หนึ่งเดียวกับท้องฟ้ายามราตรี แต่ความเงียบสงบนั้นทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย
เธอยืนอยู่ในลานดินเล็ก ๆ ลูบนิ้วมือตัวเอง ค่ำคืนอันเงียบเหงามักทำให้คนหวนคิดถึงอดีตเสมอ แต่ก่อนตอนที่แม่ทำงานบ้านและทำอาหารได้ แม่มักแอบเก็บอาหารไว้ให้เธอ แต่เมื่อพ่อจับได้จึงทุบตีแม่อย่างรุนแรง จนแม่ต้องนอนซมอยู่บนแคร่เป็ครึ่งเดือน หลังจากนั้นพ่อก็ไม่ให้แม่ทำอาหารอีกและสั่งให้แม่อดอาหารจนถึงตอนนี้
หลังจากถูกทุบตีอย่างรุนแรงครั้งนั้น ร่างกายของแม่ก็ทรุดลงอย่างหนัก
เธอใช้มือซ้ายค่อย ๆ ลูบนิ้วมือขวา ััถึงความพิเศษที่มีอยู่ตรงนั้น เมื่อเธอได้รับมันมา เธอจะใช้มันให้ดีที่สุด เพื่อในวันข้างหน้าเธอและแม่จะได้มีชีวิตดีขึ้น
หลี่ซิงเหอเงี่ยหูฟัง เสียงกรนดังมาจากห้องดินอีกฝั่งหนึ่งของครัว
เธอโล่งใจ ลูบนิ้วมือพลางเพ่งสมาธิ มันฝรั่งสองก็หัวปรากฏขึ้นในมือ เธอหยิบฟืนออกมาอีกหลายท่อน กอดมันไว้แล้วค่อย ๆ ย่องกลับเข้าไปในห้องเก็บของ
ในมุมห้องเก็บของ พวกเธอหาอ่างไฟเก่า ๆ มาอีกใบหนึ่ง ใส่ฟืนลงไปแล้วจุดไฟ
"ซิงเหอ วันนี้ทำไมมีฟืนเหลือเยอะจัง" หลังจากฟืนในอ่างแรกไหม้หมดแล้ว ลูกสาวก็จุดไฟในอ่างใหม่อีกครั้ง
"แม่คะ หนูจะบอกให้ ไม่ได้มีแค่ฟืนที่เหลือนะ" เธอพูดพลางอุ้มมันฝรั่งเข้ามาใกล้หน้าแม่ ราวกับกำลังอวดของล้ำค่า