งานเลี้ยงใหญ่โตเกินจินตนาการไปมาก รถม้าหรูหราคันแล้วคันเล่าหลั่งไหลเข้าประตูจวนที่ตั้งตระหง่าน เหนือประตูบานใหญ่มีอักษรสีทองตัวใหญ่สามตัวที่ดูอ่อนช้อยแต่มีอำนาจ
‘จวนสกุลไป๋’
เหอซือซือเลิกม่านแอบดูด้านนอก ใจหนึ่งรู้สึกหวาดหวั่นที่จะปรากฏกายต่อหน้าสาธารณชน แต่พอตรองดูแล้วคงไม่มีผู้ใดรู้ว่าตนเป็ศิษย์สำนักฮวาซาน บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ณ หุบเขาที่ทุ่งซิ่วฉิวบานสะพรั่ง มีสำนักยุทธ์อันดีงามตั้งอยู่
คนเมืองย่อมแตกต่างกับชาวยุทธภพ
「หากเ้านายกังวล ได้โปรดเรียกใช้ข้า」
คำล่อลวงของเ้าใช้ไม่ได้ผลกับข้า จงหยุดพยายามเสียเถิด
「...เมื่อถึงเวลา ท่านจะเรียกร้องและเว้าวอนขอพร」
ก็เป็ไปได้ แต่ไม่ใช่ตอนนี้หรือเร็ว ๆ นี้แน่นอน เกิดบนโลกล้วนมีชะตาเป็ของตนเอง และไม่มีสิ่งใดเป็ที่พึ่งได้ดีเท่ากับตนเองอีกแล้ว
「พรตหญิงน้อย ท่านช่างเหมือนนักพรตเฒ่าผู้นั้นเหลือเกิน ตลอดเวลาที่หยกวิเศษทั้งห้า ไม่มีสักครั้งที่นางจะนำมาใช้ แม้กระทั่งตอนที่วาระสุดท้ายใกล้เข้ามา นางทำเพียงส่งต่อให้พวกเ้าห้าพี่น้องเท่านั้น」
หยกเขียวบันดาลฝัน จิติญญาของเ้านับวันยิ่งพัฒนา หรือที่พยายามให้ผู้คนขอพร เพราะ้าดูดอายุขัยด้วยจุดประสงค์บางอย่าง
「ข้ามีจิติญญา แต่ไร้ชีวิต อายุขัยที่ดึงมาล้วนนำไปจ่ายค่าตอบแทนที่แทรกแซงกฎของโลก」
ข้าไม่สนใจ เมื่อข้า้า จะร้องขอเอง หากไม่ เ้าจงอยู่เงียบ ๆ
ในที่สุดรถม้าของพวกนางก็มาถึงยังลานจัดงานเลี้ยง
คุณชายทั้งสามที่นั่งรถม้าอีกคันลงมารอ ฮูหยินกั๋วกงลงไปก่อน โดยมีบุตรชายคนโตส่งมือให้จับประคอง
ตอนเหอซือซือออกมาก็เห็นฝ่ามือเรียวงามราวสตรีข้างหนึ่งส่งมาเช่นกัน นางเอื้อมจับแต่โดยดี
“ขอบคุณคุณชายรอง”
“ไม่เป็ไร” ซ่งจงซวี่ที่วันนี้แต่งกายเป็ทางการ หรูหราและสง่างามยิ่งนัก มือข้างหนึ่งถือพัดวาดอักษร ‘รุกถอย’ ดูสูงส่ง
“พี่หญิงซือซือ วันนี้ท่านงดงามนักขอรับ” ซ่งหยี่เดินวนรอบกายหญิงสาวไปมา
คุณชายน้อยผู้นี้สวมชุดสีสดใสเหมาะกับรอยยิ้ม ดูน่าเอ็นดู เพียงแต่ความสูงของเขาจะเท่านางอยู่แล้ว บ่งบอกถึงการสืบทอดสายเืจากท่านซ่งกั๋วกงมาอย่างเข้มข้น อีกไม่นานก็สูงใหญ่ไม่ต่างจากผู้เป็พี่ใหญ่
ซ่งจงซวี่คว้าน้องเล็กเอาไว้ “อยู่ด้านนอก สำรวมมากหน่อย”
ซ่งหยี่ทำหน้ามุ่ย แต่ก็ยอมอยู่นิ่งแต่โดยดี
เหยียนกุ้ยอิงบอกบุตรชายทั้งสาม “พวกเ้าไปเถิด แม่กับเสี่ยวซือจะไปรวมกลุ่มกับเหล่าสตรีทางด้านโน้น”
บุรุษทั้งสามรับคำพร้อมเพรียง “ขอรับ”
ฮูหยินจากจวนซ่งกั๋วกงและบุตรีของอดีตหมอหลวงแซ่หลิวเป็ที่จับจ้องั้แ่ก้าวเข้ามาในงาน เหยียนกุ้ยอิงยืดหลังตรงสง่างามไม่สนใจ ไม่ลืมกำชับหญิงสาวข้างกายให้ไม่ต้องสนใจด้วย
ที่ตอบรับเทียบเชิญเพราะ้าไว้หน้าจวนเสนาบดีไป๋เท่านั้น ขุนนางเก่าแก่ต่างรู้กันว่าตระกูลทหารสกุลซ่งไม่ลงรอยกับเสนาบดีบุ๋น ด้วยมีเื่หมางใจกันมานาน
ยามนั้น ซ่งกั๋วกงยังมีเพียงตำแหน่งแม่ทัพตะวันออก ยังมีแม่ทัพอีกสามตำแหน่งแบ่งตามทิศาณาเขตที่ดูแล แม่ทัพซ่งเหว่ยหนานเป็คนหนุ่มที่หากมองไกล ๆ จะเห็นเพียงความน่าเกรงขามและเรือนร่างสูงใหญ่ราวูเา หากมองใกล้ ๆ จะต้องหวาดหวั่นกับจิตสังหารที่แผ่ออกมา
ฝ่ายเดียวกันอุ่นใจ ศัตรูกริ่งเกรงไม่กล้าต่อกร
ถึงอย่างนั้น ความแข็งกร้าวและตรงเกินไปของเขาก็ทำให้คนบางคนนึกหวั่นเช่นกัน
ขณะนั้นมีศึกากับต้าเว่ย สถานการณ์ตึงเครียดถึงขีดสุด ซ่งเหว่ยหนานอาศัยทรัพยากรที่เหลือน้อย กับกองกำลังน้อยนิดต้านเอาได้นานอย่างน่าเหลือเชื่อเพื่อรอกำลังเสริมที่จะนำเสบียงมาส่ง
บุตรชายของหลิวซงพี่ชายร่วมสาบานของซ่งเหว่ยหนาน เป็นายกองที่รับราชโองการให้นำกองเสบียงตัดฝ่าไปยังเส้นทางที่ตกลง ส่วนกองกำลังที่จะมาเสริมถูกแบ่งเป็สองหน่วยเพื่อหลอกล่อให้ศัตรูสับสน เดาเส้นทางที่กองเสบียงจะมาไม่ได้
่เวลาเร่งด่วน กลับถูกเหนี่ยวรั้งโดยขุนนางฝ่ายบุ๋นที่อ้างสารพัดเพื่อทำให้การเดินทางล่าช้า บัดซบรอบสอง เส้นทางของกองเสบียงถูกอีกฝ่ายล่วงรู้ทั้งที่ไม่น่าเป็ไปได้ ซ่งเหว่ยหนานแม้จะตระเตรียมทุกอย่างเอาไว้อย่างรอบคอบ ทว่าทหารทั้งหมดในกองเสบียงไม่มีผู้ใดเหลือรอดแม้แต่นายเดียว
แน่นอนว่านายกองหลิว บุตรชายของหลิวซงก็เช่นกัน
นอกจากนั้น เสบียงก็ถูก่ชิงไป กองทัพตกอยู่ในวิกฤตร้ายแรง ถึงกระนั้นแม่ทัพตะวันออกซ่งเหว่ยหนานก็ยังนำทัพต้านแคว้นใหญ่อย่างต้าเว่ยเอาไว้ได้
ภาพที่เขานั่งอาชาถืออาวุธน่าเกรงขามราวเทพา ข่มขวัญทหารฝ่ายศัตรูไว้ได้มาก
ภายหลังแม่ทัพเหนือสกุลซุนนำทัพมาเสริม จึงชิงความได้เปรียบคืนมา ต้าเว่ยล่าถอยไปในที่สุด จากนั้นชื่อเสียงแม่ทัพสกุลซ่งก็กระพือไกล ทว่าเ้าของนามกลับแบกร่างที่เต็มไปด้วยาแของตนกลับเมืองหลวง บุกเข้าท้องพระโรงด้วยอารมณ์เดือดพล่าน สีหน้าถมึงทึงราวกับจะมาสังหารผู้ใด
ทันใดนั้น ไป๋เซียที่ตอนนั้นเป็ขุนนางดูแลการคลังและการจัดสรรงบประมาณก็คุกเข่าต่อหน้าพระพักตร์ ยอมรับผิดว่า ทุกอย่างเกิดจากตนสะเพร่าทำให้เกิดความผิดพลาด กองหนุนส่งไปล่าช้า สุดท้ายเกิดการสูญเสียขึ้นมา
คำกล่าวฟังดู รู้สึกผิดและยอมรับโทษโดยไม่แก้ตัว แต่ประโยคต่อมาของเขาทำเอาเส้นเืข้างขมับซ่งเหว่ยหนานปูดขึ้นจนแทบจะแตก เกือบจะยั้งตนไม่ให้สังหารคนไม่อยู่
ไป๋เซียกล่าวเช่นนี้ ‘กระหม่อมยอมรับโทษจากความผิดพลาดของตนแต่โดยดี เพียงแต่ในสนามรบมีความเป็ไปได้ร้อยแปด คนที่ต้องควบคุมสถานการณ์ไว้ให้ได้คือผู้อยู่ในสนามรบ กระหม่อมประเมินสถานการณ์ที่นี่ ย่อมเกิดความผิดพลาดได้ง่ายกว่า’
ช่างกล้าพูดออกมา!
ก็เพราะพวกเ้านั่งสั่งการอยู่ที่นี่อย่างปลอดภัยไร้กังวลจึงไม่ตระหนักมิใช่รึ พวกเขาที่อยู่บนความเป็ความตายในสนามรบคิดแล้วคิดอีก แผนหนึ่ง สอง สาม สี่ ทุกอย่างต้องรอบคอบที่สุด ผิดพลาดไม่ได้เลยแม้แต่นิด เพราะนั่นหมายถึงชีวิต
นี่อะไร กล่าวว่าผิดพลาด เพราะพวกเขาคุมสถานการณ์เอาไว้ไม่อยู่?
ไม่ใช่เลย
ที่ทหารเ่าั้ต้องตายก็เพราะพวกมันทั้งนั้น หาใช่พวกตนไม่!
หากเป็เขาคิดอ่านผิดพลาดเอง ย่อมไม่เอ่ยโทษใคร ยินดีแบกความรับผิดชอบไว้เพียงผู้เดียวแน่นอน
หลิวซงสูญเสียบุตรชายคนเดียวไม่พอ ภรรยาที่ตรอมใจมานานที่สุดก็สิ้นลมจากไป ความคับแค้นในอกยากจะระบาย เขาทนไม่ไหวจึงไปจากเมืองหลวง
ไม่ต้องพูดถึงซ่งเหว่ยหนานที่ชังน้ำหน้าขุนนางพวกนั้นมาก มีโอกาสเมื่อไหร่ เป็ต้องขัดขาพวกมันตลอด
แต่เวรกรรมใดหนอ... ซ่งเทียนเหิงที่เป็บุตรชายคนโต จึงตกหลุมรักปักใจกับไป๋เยว่ซื่อ สตรีจากสกุลไป๋ได้ ซ่งเหว่ยหนานโมโหยกใหญ่แต่บุตรชายได้นิสัยดื้อรั้นจากบิดามามาก อย่างไรก็จะแต่งสตรีสกุลไป๋นางนี้ให้ได้ ดื้อดึงจนได้หมั้นหมายกันท่ามกลางความคุกรุ่นของบิดามารดาบังเกิดเกล้าและความสาสมใจของคนสกุลไป๋
บางครั้งซ่งเหว่ยหนานก็มีความคิดอยากเปิดกะโหลกบุตรชายออกดู
อยากรู้นักว่าในหัวของเขา มีสิ่งใดอยู่ในนั้น
ไฉนจึงได้โง่เื่สตรีนัก
เหอซือซือฟังคำบอกเล่าจากฮูหยินกั๋วกงแล้วบรรยายความรู้สึกไม่ถูก
อีกฝ่ายเล่าด้วยท่าทีสบาย ๆ สีหน้าไม่เปลี่ยน แต่ััได้ถึงความขุ่นเคืองในน้ำเสียง ที่สำคัญคือพูดในจวนคู่กรณีอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใดเลย