ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 37 อยากซื้อลา

            หลี่หรูอี้ยิ้มบางๆ “หากจะเลี้ยงสุนัขพันธุ์ที่มีในหมู่บ้าน ยังต้องไปซื้อจากตลาดอีกหรือขอจากคนในหมู่บ้านพวกเรามิได้หรือ” 

            “มิได้อย่าเอาลูกสุนัขจากคนในหมู่บ้านเด็ดขาด ต้องเป็นสุนัขจากคนนอกหมู่บ้านเท่านั้น” หลี่อิงฮว๋าดันถุงเงินไปไว้ตรงหน้าหลี่หรูอี้ “ตอนนี้บ้านเรามีเงินแล้วจะต้องป้องกันให้ดี”

            จ้าวซื่อนั่งอยู่ข้างหลี่อิงฮว๋าพอดีจึงยื่นมือไปเคาะหน้าผากเขาเบาๆ และตำหนิว่า “เจ้าคิดมากเกินไปแล้วมองผู้อื่นในทางร้ายไปเสียหมด”

            หลี่อิงฮว๋าพูดยิ้มๆ “ท่านแม่ ท่านไม่รู้ ตอนนี้คนในหมู่บ้านอิจฉาครอบครัวเราเอาแต่จ้องมองพวกเราพี่น้องด้วยความอิจฉาจนตาแทบถลนออกมาแล้ว” 

            หลี่หมิ่นหานรีบช่วยพูด “ทุกครั้งที่พวกเราไปซักเสื้อผ้าริมน้ำ ประมาณเก้าในสิบคนมักจะถามพวกเราว่าขายแป้นย่างได้เท่าไร ทำเงินได้มากน้อยเพียงใด”

            หลี่ฝูคังพูดต่อ “ไม่ทันไรครอบครัวพวกเราก็ปรับปรุงบ้าน ขุดบ่อน้ำคนใจแคบบางส่วนต้องอิจฉาอยู่ในใจแน่นอน”

            “เช่นนั้นเลี้ยงสุนัขก็ดี” หลี่เจี้ยนอันมองไปทางหลี่หรูอี้ พูดอย่างกังวลว่า “ปกติน้องสาวชอบไปเก็บสมุนไพรบนภูเขา พาสุนัขไปด้วยตัวหนึ่งจะได้คอยปกป้องนางด้วย”

            หลี่อิงฮว๋าพูดยิ้มๆ “นางก็พาสุนัขไปด้วยตลอดไม่ใช่หรือ”

            หลี่หรูอี้กล่าวอย่างโกรธเกรี้ยว “อู่โก่วจื่อเป็นสหายของข้า ไม่ใช่สุนัข!”

            หลี่อิงฮว๋าลูบจมูกขุดประวัติอันดำมืดของอู่โก่วจื่อออกมาพูด “อู่โก่วจื่อร้ายกาจกว่าสุนัขจริงๆตอนเด็กยังกัดได้ด้วย กัดพี่ชายหลายคนในครอบครัวไปหมดแล้ว”

            หลี่หรูอี้กรอกตา “นั่นเป็นเพราะนางหิวเกินไป มิเช่นนั้นคงไม่ทำ”

            จ้าวซื่อคิดอยู่ครู่หนึ่งหากทำเพื่อบุตรีสุดที่รักแล้ว นางยินดีเปลืองค่าอาหารสุนัข “ได้ พวกเจ้าอยากเลี้ยงสุนัขก็เลี้ยงเถิดต่อไปก็ให้สุนัขตามหรูอี้ขึ้นภูเขา”

            หลี่หมิ่นหานยินดียิ่งนัก

            หลี่หรูอี้ยิ้มในสมองปรากฏภาพสุนัขทหารตัวใหญ่สองตัวที่คอยติดตามกองทัพในโลกก่อน “เลี้ยงสุนัขพันธุ์พื้นบ้านปกติคงไม่มีประโยชน์อะไรมากหากจะเลี้ยงก็เลี้ยงสุนัขล่าเนื้อเถิด เรื่องนี้ข้าจะไปพูดกับลุงหวังเสียหน่อยเขารู้จักคนไปทั่ว จะต้องหาได้แน่”

            หลี่เจี้ยนอันพูดว่า “น้องสาว สุนัขล่าเนื้อคือสุนัขที่ต้องพาไปล่าสัตว์บนภูเขาเรื่องเฝ้าบ้านสู้สุนัขพันธุ์พื้นบ้านไม่ได้หรอก”

            “อย่างไรก็ต้องเลี้ยงสุนัขดุๆเสียหน่อย”

            หลังจากครอบครัวกินอาหารเย็นเสร็จ จ้าวซื่อก็ไปนอน

            หลี่หรูอี้หารือกับพี่ชายทั้งสี่คิดสร้างสรรค์ห้องใหญ่เพิ่มอีกสองห้อง เพื่อใช้สำหรับทำการค้าโดยเฉพาะ “ลานด้านหลังของบ้านเรามีพื้นที่ใหญ่มาก”

            หลี่อิงฮว๋าถามอย่างแปลกใจ “น้องสาว เจ้าบอกพวกเรามาเถิดว่าจะทำการค้าอะไร จะต้องใช้ห้องใหญ่แค่ไหน”

            “เป็นการค้าที่ค้าขายในบ้านได้ตลอดหนึ่งปีสี่ฤดูโดยไม่ต้องออกไปไหนถึงตอนนั้นพวกท่านก็จะรู้เอง” หลี่หรูอี้เห็นพี่ชายทั้งสี่มีท่าทีผิดหวังจึงหัวเราะอย่างมีเลศนัย “ความจริงข้าอยากสร้างห้องอีกห้องหนึ่งถือโอกาสตอนที่ท่านพ่อไม่อยู่ซื้อลามาเลี้ยงที่ห้องนั้นเสียเลย”

            พี่ชายทั้งสี่มองหน้าสบตากันใบหน้าเต็มไปด้วยความดีใจและตื่นเต้น

            “บ้านลุงหวังของหมู่บ้านเรายังไม่เลี้ยงลาเลยหากบ้านของพวกเราเลี้ยงลา เช่นนั้นก็จะต้องเป็นลาตัวเดียวในหมู่บ้านแล้ว”

            “ลาค่อนข้างเชื่องและแข็งแรง”

            “สร้างห้องเพิ่มอีกห้องหนึ่งแล้วซื้อลามาเลี้ยงเถิด”

            “น้องสาวหากที่บ้านมีลา ข้าจะขึ้นเขาไปตัดหญ้ามาเลี้ยงมันเอง”

            หลี่เจี้ยนอันตื่นเต้นจนหน้าแดง อดที่จะกล่าวเสียงใสไม่ได้ว่า “น้องสาว ทุกวันที่สิบจะมีคนมาขายลาที่ตลาดเล็กในอำเภอ ข้าเคยถามมาแล้วลาตัวเมียโตเต็มวัยราคาห้าตำลึง ลาตัวผู้สี่ตำลึงลูกลาตัวเมียสองตำลึงห้าสิบทองแดง ส่วนลูกลาตัวผู้ราคาสองตำลึง”

            หลี่ฝูคังก็กล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ไม่กี่วันก่อน พี่ใหญ่ยังพูดกับข้าอยู่เลยว่า หากครอบครัวเรามีเงินเหลือจะไปซื้อวัวตัวใหญ่”

            หลี่อิงฮว๋ายิ้ม “พี่ใหญ่อยากซื้อวัวไม่อยากซื้อลานี่เอง”

            หลี่เจี้ยนอันกระแอมเบาๆสองครั้ง แสร้งทำเป็นพูดจาเคร่งขรึมจริงจัง “อืม...ข้าอยากซื้อวัวก็จริงอยู่ แต่ภายหลังคิดดูแล้ว ราชสำนักควบคุมเรื่องวัวมากที่ดินของบ้านเราก็มีเพียงสิบหมู่ ไม่จำเป็นต้องซื้อวัวแล้ว”

            แคว้นต้าโจวมีกฎหมายคุ้มครองวัวไม่ว่าใครก็ไม่สามารถฆ่าวัวได้ตามใจ แม้จะเป็นเชื้อพระวงศ์ก็ตาม 

            หากครอบครัวซื้อวัวมาจะต้องไปลงบันทึกกับเจ้าหน้าที่ในอำเภอเสียก่อนห้ามนำไปใช้ในทางที่ผิด ห้ามฆ่าวัว ต้องป่วยตายหรือตายโดยอุบัติเหตุเท่านั้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วจึงจะกินเนื้อวัวที่ตายนั้นได้

            หากฝ่าฝืนกฎหมายโทษสถานหนักคือ ถูกเนรเทศสามพันลี้ โทษสถานเบาคือ โบยสามสิบไม้และยึดทรัพย์ของครอบครัว

            หมู่บ้านหลี่ไม่มีครอบครัวใดเลี้ยงวัวเลย

            แต่ลาไถนาไม่ได้ คนในหมู่บ้านก็ไม่ได้ทำการค้าชีวิตประจำวันก็ไม่จำเป็นต้องใช้ลา จึงไม่มีคนซื้อลามาเลี้ยงต่อให้เป็นครอบครัวหวังไห่ที่ร่ำรวยที่สุดก็ยังไม่ซื้อเลย

            หลี่หรูอี้กระซิบ “เลี้ยงวัวก็เหมือนเลี้ยงบรรพบุรุษ บ้านเราไม่เลี้ยงวัวหรอก” ในใจนึกถึงชีวิตในโลกก่อนที่สามารถกินเนื้อวัวได้ตามใจ

            “บรรพบุรุษ…” พี่ชายทั้งสี่หัวเราะจนตัวโยน หน้าแทบจะติดโต๊ะ 

            หลี่หรูอี้หัวเราะ “เช่นนั้นพรุ่งนี้พวกเราก็พูดกับท่านแม่ ให้สร้างห้องเพิ่มอีกสามห้องเถิด”

            หลี่เจี้ยนอันกำชับน้องชายทั้งสาม “พวกเราอย่าเพิ่งบอกเรื่องซื้อลากับท่านแม่ รอให้ผ่านไปอีกหลายวันค่อยพูด”

            จ้าวซื่อนอนอยู่บนเตียงเตียงเตายังคงอุ่นอยู่ อุณหภูมิในห้องอุ่นกว่าวันก่อนๆดีที่ตอนนี้เป็นปลายฤดูร้อนแล้ว ตอนกลางคืนจึงไม่ได้ร้อนอบอ้าวขนาดนั้น

            อีกไม่กี่วันจะปรับปรุงบ้านเสร็จแล้วหากตอนนี้มีสามีอยู่ด้วยคงดี จะได้ร่วมยินดีไปด้วยกัน

            ยามค่ำคืนอันเงียบสงัดบุตรชายบุตรสาวของบ้านหลี่กำลังหลับไหล เด็กในท้องของจ้าวซื่อก็เริ่มดิ้นบางทีอาจเป็นเพราะระยะนี้ได้กินของดีๆ เด็กๆ จึงไม่ดิ้นหนักเช่นเมื่อก่อนเพียงถีบท้องไม่กี่ครั้งเท่านั้น จ้าวซื่อยังคงทนต่อความเจ็บปวดทรมานได้ไหว

            ผ่านไปอีกสองวัน หวังไห่ก็พาคนในตระกูลมาตรวจดูเตียงเตา ผลปรากฏว่าร้อนจริงๆ ร้อนจนเกือบลวกมือ ทุกคนต่างยินดีสายตาที่มองไปยังคนบ้านหลี่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง

            “รอให้ปรับปรุงบ้านหลี่เสร็จก่อนพวกเราค่อยก่ออิฐสร้างเตียงเตาที่บ้านของตนเอง ให้ญาติพี่น้องและเพื่อนๆ มาดูสร้างชื่อเสียงออกไปเช่นนี้คนนอกหมู่บ้านก็จะมาเชิญพวกเราไปก่ออิฐสร้างเตียงเตาด้วยตนเอง”

            “สร้างเตียงเตาต้องคิดเงินเท่าใดจึงจะเหมาะสมหรือขอรับ”

            “เก็บตามขนาดห้องขนาดใหญ่เก็บสี่สิบทองแดง ขนาดเล็กเก็บสามสิบทองแดง”

            “ราคานี้สูงไปหรือไม่”

            “หากแพงไปก็ไม่ต้องสร้างเตียงเตาปล่อยให้แข็งตายไปในฤดูหนาวเถิด อีกอย่างหากไม่มีเงินทองแดงก็ใช้เสบียงมาแทนได้”

            “บ้านหลี่ถ่ายทอดวิชาการก่ออิฐสร้างเตียงเตาให้พวกเราแล้วอีกไม่กี่วันพวกเราจะปรับปรุงบ้านหลี่เสร็จแล้ว อย่าเก็บเงินครอบครัวหลี่อีกเลย”

            หลังจากทุกคนหารือกันเรียบร้อยแล้วก็ให้หวังไห่ไปบอกกับครอบครัวหลี่ว่าจะไม่คิดค่าแรงแล้ว

            ผ่านไปอีกไม่กี่วันบ้านหลี่ก็ปรับปรุงเสร็จ บ่อน้ำก็ขุดเสร็จแล้ว ทุกคนต่างยินดีปรีดา

            คนในหมู่บ้านต่างพากันมาดูกล่าวว่าจ้าวซื่อร่ำรวยแล้วคลอดบุตรชายบุตรสาวฉลาดเฉลียวมากความสามารถออกมาถึงห้าคน บางคนกล่าวว่า พอหลี่ซาน  ผู้เป็นเจ้าบ้านไม่อยู่จ้าวซื่อก็พาบุตรชายบุตรสาวออกไปทำเรื่องใหญ่ หากหลี่ซานกลับมาจะต้องโกรธเป็นแน่

            “จ้าวซื่อบ้านข้ามีเรื่องเล็กน้อย เจ้าให้ข้าหยิบยืมสักสองตำลึงก่อนได้หรือไม่” 

            “จ้าวซื่อบ้านข้าผุพังมากแล้ว อยากจะซ่อมแซมเสียหน่อย เพียงแต่การเงินติดขัดเจ้าให้ข้ายืมสักสามตำลึงเถิด”

            สตรีในหมู่บ้านที่ยามปกติไม่ได้ไปมาหาสู่กับบ้านหลี่ต่างมาขอยืมเงินจากจ้าวซื่ออย่างหน้าด้านแต่ก็ถูกนางปฏิเสธไปด้วยเหตุผลที่ว่า ใช้เงินไปหมดแล้ว

            “ฮึ...บ้านหลี่มีเงินไม่เท่าไหร่ก็ทำหัวสูงเสียแล้ว เป็นคนหมู่บ้านเดียวกันแท้ๆแต่กลับไม่ยอมช่วยพวกเรา”

            “จ้าวซื่ออยู่ดีกินดีที่บ้านแต่สามีของนางและอาน้อยไปสร้างกำแพงที่เมืองเยี่ยน กลับต้องกินอยู่อย่างลำบาก”

            สตรีชาวบ้านหลายคนเจอไม้แข็งของจ้าวซื่อเข้าไปในใจก็รู้สึกโกรธเกรี้ยว พูดจาว่าร้ายนางไปทั่ว

            เฟิงซื่อผ่านทางมาได้ยินเข้าพอดีจึงถลึงตาใส่ ด่าไปว่า “พวกหน้าด้านไม่ได้รู้จักสนิทสนมอะไรกับบ้านหลี่ จู่ๆ ก็ไปขอยืมเงินหลายตำลึงไม่ดูสารรูปตนเองเสียบ้าง ใบหน้าของพวกเจ้ามีค่ากี่ตำลึงกันเชียว?”

            .......................................

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569] ที่คุณอ่าน