ในช่วง 2-3 วันแรกหลังจากข้อความบอกเลิกส่งไป โลกของพี่เอกเหมือนถล่มลงมา เขาพยายามทุกวิถีทางเพื่อติดต่อแพร
ทั้งการกระหน่ำโทรหาที่ขึ้นแจ้งเตือนเป็นพรืดบนหน้าจอแต่ไม่มีคนรับ จนถึงขั้นลดตัวลงไปอ้อนวอนพี่แอนให้ช่วยพูดกับแพร "พี่แอนครับ... ฝากบอกแพรที ให้เธอปลดบล็อกผม ผมขอร้อง ผมอยู่ไม่ได้จริงๆ"
แต่คำตอบที่ได้รับกลับมามีเพียงความเงียบงันจากปลายทางที่เขาแสนรัก
ทว่า... เมื่อก้าวเข้าสู่วันที่ 5 พายุแห่งการตื้อก็ค่อยๆ สงบลง ไม่ใช่เพราะเขาถอดใจ แต่วิถีของ "ผศ.ดร.เอกภพ" บีบบังคับให้เขาต้องเดินต่อ
งานวิจัยที่แบกรับความหวังของคณะและเดดไลน์ที่จ่อคอหอยทำให้เขาไม่มีสิทธิ์นั่งฟูมฟายนานๆ
เขาเลือกที่จะฝังความเจ็บปวดไว้ใต้กองเอกสารและการประชุมที่มาราธอนข้ามคืน พี่เอกกัดฟันเดินหน้าต่อด้วยเป้าหมายใหม่ที่ดุดันกว่าเดิม คือการจบโปรเจกต์ให้เร็วที่สุดเพื่อกลับไทย แม้ในใจจะลึกซึ้งว่า... เมื่อกลับไปแล้ว อาจไม่มีอ้อมกอดเดิมรอเขาอยู่ก็ตาม
ทางด้านแพร เธอตัดสินใจเด็ดขาดที่จะ "ปิดตาย" เรื่องหัวใจ
เธอไม่ตอบรับคำชวนไปเดทจากใครทั้งสิ้น และเลือกที่จะใช้ชีวิตโสดอย่างมีคุณภาพ
แพรโถมตัวเข้าใส่การพัฒนาตัวเอง ทั้งลงคอร์สเรียนเสริม ออกกำลังกายเอาจนเหงื่อท่วม และไปเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนสาวเพื่อไม่ให้ใจว่างเกินไป
แม้ในบางคืนที่อากาศหนาวหรือฝนตก เธอจะยังแอบนอนร้องไห้จนหมอนเปียกชื้น หรือละเมอฝันถึงสัมผัสอบอุ่นของพี่เอก
แต่เมื่อตื่นมาเธอก็จะปาดน้ำตาแล้วบอกตัวเองหน้ากระจกซ้ำๆ "ฉันต้องเข้มแข็ง... ฉันสมควรมีความสุขได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพิงใครอีกแล้ว" เกราะกำบังที่เธอสร้างขึ้นเริ่มหนาขึ้นทุกวัน เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องกลับไปเจ็บปวดเจียนตายแบบเดิม
พี่กร: ถ่านไฟเก่าที่เริ่มคุ
สภาวะ "ที่ว่าง" ในใจของแพร กลายเป็นโอกาสทองที่พี่กรเฝ้ารอมาตลอด เมื่อได้ยินจากพี่แอนว่าแพรเลิกกับอาจารย์เอกแล้ว
หัวใจที่เคยแห้งเหี่ยวของเขาก็กลับมาเต้นแรงอีกครั้ง เขาไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าหาเพราะรู้ดีถึงความผิดในอดีต แต่เขาเลือกที่จะใช้ความ "สม่ำเสมอ" เข้าสู้
“แพร... พี่รู้ว่าพี่ไม่มีสิทธิ์ แต่พี่แค่... อยากรู้ว่าหนูเป็นยังไงบ้าง ถ้าหนูอยากคุยเมื่อไหร่ พี่อยู่ตรงนี้เสมอนะครับ พี่ขอโทษจริงๆ สำหรับทุกอย่าง”
แพรเห็นข้อความนั้น... เธออ่านแล้วลบมันทิ้งอย่างรวดเร็วเหมือนทุกครั้ง ความรู้สึกผิดและความโกรธในอดีตยังคงทำงานอยู่บ้าง แต่น่าแปลกที่ครั้งนี้เธอไม่ได้บล็อกเขา
พี่กรที่สังเกตเห็นว่าข้อความถูกอ่านแต่ไม่ถูกตัดขาด ยิ่งมีความหวังโชติช่วง เขาเริ่มส่งข้อความทักทายอย่างระมัดระวัง ไม่บ่อยจนรำคาญแต่ไม่หายไปไหน
“วันนี้อากาศดีนะครับ ดูแลตัวเองด้วย”
“เห็นหนูทำงานหนัก อย่าลืมพักผ่อนนะครับ”
“พี่... ยังคิดถึงหนูทุกวันนะครับ”
ความเงียบของแพรคือคำตอบที่พี่กรตีความว่าเป็น "โอกาส" เขาคิดว่าถ้าเธอยังไม่ไล่ แสดงว่าเธอยังเหลือพื้นที่เล็กๆ ให้เขาพิสูจน์ตัวเอง เขาจึงเลือกที่จะยืนรออยู่ตรงมุมเดิมของคณะ
มองดูเธอเดินผ่านไปวันแล้ววันเล่า พร้อมความหวังที่เติบโตขึ้นว่าสักวัน... แพรอาจจะยอมหันกลับมามองเขาอีกครั้ง ในวันที่เธอเหงาจนทนไม่ไหว
- เลิกงาน -
[บรรยากาศลานจอดรถยามโพล้เพล้]
แสงไฟสีส้มสลัวจากเสาไฟฟ้าข้างทางทอดยาวเป็นเงาตะคุ่ม
แพรเดินก้มหน้าก้มตา ฝีเท้าเร่งรีบราวกับกำลังวิ่งหนีความเงียบงันที่ตามหลอกหลอนเธอมาตลอดทาง
ลมหนาวปะทะหน้าจนเธอต้องซุกมือลงในกระเป๋าเสื้อโค้ท แต่นั่นก็ไม่อาจลดทอนความหนาวเหน็บที่กัดกินลึกถึงขั้วหัวใจ
ทันใดนั้น เงาร่างสูงใหญ่ที่คุ้นตาซึ่งยืนพิงเสาไฟใกล้รถของเธอทำเอาแพรชะงักกึก... พี่กร
วินาทีที่สบตากับความว่างเปล่าในอดีต แพรตัดสินใจหันหลังหนีทันที
ความเหนื่อยล้าจากการจากลาพี่เอกมันหนักอึ้งเกินกว่าที่เธอจะรับมือกับ "พยาบาทเก่า" อย่างเขาได้ในตอนนี้
แต่ฝีเท้าของคนที่เฝ้ารอโอกาสมาตลอดกลับไวกว่า
“แพร! เดี๋ยวครับแพร!”
มือหนาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขน แม้จะไม่แรงจนเจ็บ แต่มันกลับรุนแรงต่อความรู้สึกจนแพรสะดุ้งสุดตัว
“ปล่อยค่ะพี่กร!” แพรตวาดเสียงสั่น พยายามสะบัดตัวออก แต่เขายังคงยื้อไว้ด้วยแววตาอ้อนวอนที่น่าสมเพช
“พี่ขอคุยด้วยแค่ไม่กี่นาทีได้ไหม... พี่เห็นหนูหลบหน้า พี่รู้ว่าหนูเจ็บ พี่แอนบอกว่าหนูเลิกกับเขาแล้ว... พี่นอนไม่หลับเลยแพร พี่เป็นห่วงหนูจริงๆ”
“พี่แอนจะบอกพี่ทำไม!” แพรหันมาจ้องหน้าเขาเต็มตา น้ำตาที่กักเก็บไว้ร่วงเผาะลงมาอย่างห้ามไม่ได้
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพี่? หนูจะเลิกหรือจะคบกับใคร มันก็ไม่ใช่ธุระของคนอย่างพี่กรแล้ว!”
“มันเกี่ยวสิ... เพราะพี่ไม่เคยหยุดรักหนูเลย!” พี่กรยอมปล่อยแขนเธอ แต่กลับเปลี่ยนมาเป็นยืนขวางทางไว้ น้ำตาของเขาไหลอาบแก้มแข่งกับเธอ
“พี่เห็นหนูเดินคนเดียว เห็นหนูไม่ยิ้มเหมือนก่อน พี่เจ็บไปทั้งใจ... พี่ขอโอกาสดูแลหนูอีกครั้งได้ไหม? พี่สัญญา พี่จะไม่ทำเหมือนเดิม”
แพรหัวเราะสมเพชทั้งน้ำตา “โอกาสเหรอคะ? พี่เอาความมั่นใจมาจากไหนว่าหนูจะเชื่อพี่ได้อีก? ภาพพี่กับอดีตเมียน้อยของพี่มันยังติดตาหนูอยู่เลยนะ! หนูเจ็บจนไม่เหลืออะไรจะให้ใครแล้ว... หนูเหนื่อย! หนูอยากอยู่คนเดียว พี่เข้าใจไหม!”
พี่กรยืนนิ่งงันราวกับถูกตบหน้ากลางอากาศ เขาพยายามจะยื่นมือมาซับน้ำตาให้แต่ก็ต้องชะงักแล้วลดมือลงอย่างเจียมตัว “พี่เข้าใจ... พี่มันเลวเอง แต่ถ้าวันไหนที่หนูเหนื่อยจนทนไม่ไหว หรือแค่อยากได้ใครสักคนไว้ระบาย... พี่ขอให้หนูนึกถึงพี่เป็นคนแรกได้ไหม พี่จะรออยู่ตรงนี้ ไม่ว่าหนูจะไล่พี่กี่ครั้ง พี่ก็จะไม่ไปไหน... พี่จะรอจนกว่าหนูจะยอมใจอ่อน”
แพรสะอื้นจนตัวสั่นจนพูดไม่ออก เธอรีบแทรกตัวขึ้นรถแล้วล็อคประตูทันที เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มขึ้นพร้อมกับใจที่เต้นรัว
แพรเหยียบคันเร่งออกไปโดยไม่เหลียวหลัง
แต่ในกระจกมองหลัง... เธอยังเห็นเงาของพี่กรที่ยืนโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางแสงสลัวเพียงลำพัง
ความรู้สึกในใจแพรตอนนี้มันปั่นป่วนจนน่ากลัว... ทั้งสมเพช ทั้งโกรธ และลึกๆ กลับมีความรู้สึก 'ประชดโชคชะตา' ผุดขึ้นมา
ในวันที่พี่เอก ที่เธอรักสุดหัวใจ กลับไม่อยู่... ทำไมคนที่อยู่ตรงนี้กลับเป็นผู้ชายที่เธอเคยเกลียดที่สุดคนนี้กันนะ?
เช้าวันถัดมา
แพรมาทำงานด้วยความรู้สึกที่เหมือนร่างไร้วิญญาณ เธอจงใจแต่งตัวให้ดูเรียบร้อยและดูดีที่สุดเพื่อซ่อนความอ่อนแอข้างใน แพรพยายามก้มหน้าก้มตาอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ พิมพ์งานไปเรื่อย ๆ แต่ในหัวกลับวนเวียนอยู่กับคำถามเดิม ๆ เป็นร้อยรอบ
พี่เอกทำอะไรอยู่... เขายุ่งขนาดนั้นจริงๆ หรือเขามีใครไปแล้ว... ทำไมเขาถึงปล่อยให้หนูรอจนเหนื่อยขนาดนี้
ความเศร้ามันกัดกินจนแพรรู้สึกชาไปทั้งใจ
จนกระทั่ง...
ปัง!! เคร้ง!
เสียงของหนักหล่นกระแทกพื้นดังสนั่นออกมาจากห้องทำงานของพี่กร ตามด้วยเสียงตะโกนเถียงกันเบา ๆ ที่ฟังไม่ได้ศัพท์