หนึ่งดาบสังหาร ปรมาจารย์อสูร [นิยายแปล]

    ตอนที่ 43 ฝูงหมาป่า

    หลันเฟิงกวาดตามองไปข้างหลังแวบหนึ่งเขามองไม่เห็นเงาร่างของจ้าวหยวนซานแต่เขามั่นใจว่าตาเฒ่านั่นน่าจะอยู่ด้านหลังตนไม่ไกลนัก

            “ตามติดไม่ปล่อยเลยนะ!” หลันเฟิงพึมพำอย่างแผ่วเบาและเคร่งขรึมเล็กน้อย

            ไม่ว่าผู้ใด หากถูกยอดฝีมือระดับไอปราณขั้นเก้าหมายหัวเกรงว่าคงดีใจได้ยาก

            ชายชราพลันพูดปลอบ“เจ้าเองก็ไม่ต้องกังวลนัก ไม่ว่าเขาจะอยากสังหารเจ้าขนาดไหนแต่สุดท้ายก็ไม่กล้าลงมือเอง...”

            ขอแค่ไม่ใช่จ้าวหยวนซานลงมือด้วยตนเองความปลอดภัยของชายหนุ่มก็ได้รับการประกันแล้ว

            “หากเขาอยู่เงียบๆนั่นย่อมดีที่สุด มิเช่นนั้นแม้ว่าข้าจะตายก็ต้องลากเขาไปตายด้วยกัน” สายตาหลันเฟิงพลันเย็นชา

            หลังจากพักผ่อนชั่วครู่หลันเฟิงก็ออกเดินทางต่อ

             

    นอกครรลองสายตาหลันเฟิงมีเงาร่างแก่ชราสายหนึ่งไล่ตามเขาอยู่ด้านหลังในดวงตาที่ขุ่นมัวมีลำแสงวาววาบ

            จ้าวหยวนซานที่เห็นชายหนุ่มพัฒนาก้าวใหญ่ๆได้ในระยะเวลาอันสั้น ใจพลันสั่นระรัว

            จากการต่อสู้ครั้งแรกกับหมาป่ามารป่าลึกที่มีท่าทางจนตรอกเล็กน้อยจนถึงยามนี้ที่สามารถสังหารปีศาจเท้าใหญ่ได้อย่างสบายๆ นี่เพิ่งผ่านไปแค่สองสามชั่วยามนั้นแต่ทว่าในระยะเวลาอันสั้นเพียงเท่านี้ชายหนุ่มกลับเปลี่ยนแปลงไปมากพละกำลังเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกตะลึง

            และการพัฒนาเช่นนี้ก็ทำให้หัวใจของจ้าวหยวนซานกระตุก

            จ้าวหยวนซานย่อมเห็นอัจฉริยะมามากมายแต่อัจฉริยะที่เป็นดั่งสัตว์ร้ายอย่างชายหนุ่ม เขากลับเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกสิ่งที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าก็คือชายหนุ่มที่มีพรสวรรค์น่ากลัวเช่นนี้ กลับฝึกฝนอย่างทรหดจนผู้อื่นยังต้องตกตะลึง

            พรสวรรค์เหนือคนอื่นทั้งยังมีความอดทนเมื่อทั้งสองอย่างมาเจอกัน จะให้กำเนิดอัจฉริยะที่น่ากลัวขนาดไหนผู้ใดก็ไม่อาจคาดเดาได้

            จ้าวหยวนซานมั่นใจมากว่าหากชายหนุ่มไม่ตาย สิบปีหรือยี่สิบปีหลังจากนี้เด็กผู้นี้จะกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจในรอบสองสามร้อยปีของตระกูลจ้าว!

            เขากล้ายืนยันว่าชายหนุ่มจะประสบความสำเร็จในภายภาคหน้าแน่นอนและจะต้องเหนือกว่าระดับดารา กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เหมือนกับพระเจ้า!

            เมื่อเขาคาดเดาไว้เช่นนี้ความรู้สึกเป็นศัตรูที่มีต่อหลันเฟิงก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น

            “ต้องทำทุกวิธีเพื่อกำจัดเจ้าเด็กนี่!” ใบหน้าซูบผอมที่เต็มไปด้วยริ้วรอยพลันแสดงความดุร้ายและกลัดกลุ้มออกมา

            ดวงตาขุ่นมัวสองข้างมีเปลวเพลิงลุกโชนราวกับเขาเห็นฉากที่ตระกูลจ้าวถูกชายหนุ่มทำลายย่อยยับอย่างไรอย่างนั้น

            จ้าวหยวนซานสูดลมหายใจเข้าไปเฮือกหนึ่งแล้วเหยียบไปบนใบไม้แห้งกรอบเบาๆด้วยฝีเท้าหนักอึ้ง

            ในป่าทึบที่มีใบไม้สีเขียวขจีแสงแดดค่อยๆ หายไป อาทิตย์อัสดงทางทิศตะวันตกจมหายเข้าไปในภูเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

            หลังจากผ่านการฝึกฝนอย่างทรหดมาสองสามชั่วยามพละกำลังของหลันเฟิงก็เพิ่มขึ้นมหาศาล

            แม้ว่าพลังยุทธ์ของเขาจะยังคงอยู่ในระดับไอปราณขั้นห้าและยังควบคุมไอปราณในตันเถียนได้ไม่มากนัก แต่ไอปราณในจุดตันเถียนกลับบริสุทธิ์ขึ้นสองสามส่วนพลังและความเร็วเองก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือเขาสามารถควบคุมพลังและไอปราณได้อย่างแม่นยำทุกกระบวนท่าแล้วประสบการณ์การต่อสู้เพิ่มขึ้นมาก สามารถใช้คาถาเพลิงคลั่งได้ตามใจยามกระตุ้นเปลวเพลิงก็ใช้เวลาสั้นๆ เพียงชั่วลมหายใจ

            การพัฒนาที่น่าตกตะลึงเช่นนี้มาจากกระดูกของปีศาจอสูรระดับดาราขั้นกลางห้าตัว

            ปีศาจเท้าใหญ่ปีศาจอสู่ระดับดาราขั้นกลาง!

            มังกรวารีทมิฬปีศาจอสูรระดับดาราขั้นกลาง!

            เสือดาววายุปีศาจอสูรระดับดาราขั้นกลาง!

            กิ้งก่าราตรีปีศาจอสูรระดับดาราขั้นกลาง!

            หมีหมาปีศาจอสูรระดับดาราขั้นกลาง!

            ในบรรดาปีศาจอสูรทั้งห้าตัวไม่ว่าตัวใดก็ไม่อาจดูแคลนได้เลยสักนิดและตัวที่ร้ายกาจที่สุดก็คือหมีหมาที่มีสติปัญญาและพละกำลังมากที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัยหมีหมาจัดอยู่ในประเภทหมีหมีหมาที่โตเต็มวัยพลังยุทธ์ไม่ด้อยไปกว่ายอดฝีมือระดับไอปราณขั้นหก มีทั้งพลังป้องกันและพละกำลังมีความเร็วที่ไม่อาจเทียบได้ ซ้ำยังมีสติปัญยาที่แทบจะไม่ด้อยไปกว่ามนุษย์เป็นคู่ต่อสู้ที่รับมือยากที่สุด

            ทว่าปีศาจอสูรที่รับมือยากเหล่านี้กลับตายด้วยน้ำมือของหลันเฟิงอย่างไม่มีข้อยกเว้นไม่เพียงจะทำให้ประสบการณ์การต่อสู้ของลันเฟิงเพิ่มมากขึ้น ยังทำให้คะแนนประสบการณ์ของหลันเฟิงเพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งพันสามร้อยสิบคะแนนผลลัพธ์เช่นนี้เรียกได้ว่าเป็นผลงานใหญ่

            แม้แต่ชายชราที่ช่วงนี้เข้มงวดก็ยังเผยรอยยิ้มบางๆอย่างหาได้ยากออกมา แล้วเอ่ยชื่นชมว่า “ไม่เลว การโคจรพลังและไอปราณของเจ้าในยามนี้ไม่ด้อยไปกว่าตาเฒ่าเหล่านั้นแล้วจุดบกพร่องเดียวก็คือพลังยุทธ์”

            การได้รับการยอมรับจากชายชราย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเมื่อได้ยินคำชมจากชายชรา ชายหนุ่มก็เงยหน้าแล้วยิ้มน้อยๆ“มีท่านคอยชี้แนะอยู่ข้างๆ หากพัฒนาไม่ได้ถึงระดับนี้ แล้วข้าจะสมควรถูกเรียกว่าอัจฉริยะได้อย่างไร”

            ชายชรามองชายหนุ่มที่ไม่ได้พึงพอใจเพราะอะไรแค่นี้ความชื่นชมในแววตายิ่งเพิ่มขึ้น

            ชายชราชะงักเล็กน้อยแล้วเงยหน้ามองผ่านรอยแยกใบไม้ไปยังดวงดาวที่สุกสกาวบนท้องฟ้าพลางเอ่ยพร้อมกับครุ่นคิด “ตอนนี้มืดเกินไปบรรยากาศเช่นนี้ไม่เหมาะแก่การสู้กับปีศาจอสูร วันนี้พอแค่นี้แล้วกันเจ้าไปหาที่เงียบสงบพักผ่อนเถิด ทุกอย่างค่อยว่ากันอีกทีหลังฟ้าสาง...”

            ในป่าอสูรสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ปีศาจอสูรแต่เป็นยามราตรี

            เพราะดวงตาของมนุษย์ขึ้นอยู่กับแสงเป็นส่วนใหญ่หากฟ้ามืดก็มองอะไรไม่ชัดแล้ว แต่ปีศาจอสูรส่วนใหญ่กลับสามารถมองผ่านความมืดได้แม้กระทั่งส่วนใหญ่ยังชอบออกหากินยามตะวันคล้อยไปแล้วกลางวันและกลางคืนแทบไม่มีผลกระทบใดๆ กับพวกมันหากเปิดฉากต่อสู้กับปีศาจอสูรยามราตรีมนุษย์ย่อมเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างไม่ต้องสงสัยเลย แม้ว่าจะมีคบเพลิง หรืออะไรต่างๆคอยส่องแสงช่วย แต่ยังไงการมองเห็นก็ไม่ชัดเจนเหมือนยามกลางวัน

            แน่นอนหากเพิ่มพลังยุทธ์ได้ส่วนต่างๆ ของร่างกายก็จะแข็งแกร่งขึ้นอย่างน่าตกตะลึงเช่นนั้นมนุษย์ก็จะมองเห็นสิ่งต่างๆ รอบกายในยามกลางคืนได้ไม่ต่างจากตอนกลางวันแต่แค่หลันเฟิงยังอยู่ห่างจากระดับนั้นอีกไม่น้อย

            เมื่อฟ้ามืดหลันเฟิงก็ไม่ได้เลือกที่จะต่อสู้ต่อ แต่ฟังคำแนะนำของชายชรา คือหาที่เงียบสงบรอบๆนี้

            หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูปหลันเฟิงก็ปีนขึ้นไปบนต้นไม้โบราณขนาดหนึ่งคนโอบต้นหนึ่งและนั่งสมาธิบนกิ่งไม้หนาขนาดประมาณหนึ่งหมี่

            เขาเอ่ยพึมพำด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน“ราตรียาวนานเกินไป หากเอามาใช้นอนทั้งหมดคงเสียเวลาเปล่าไปหน่อย”

            สิ้นเสียงดวงตาทั้งสองข้างของเขาก็ปิดลงอย่างช้าๆ จิตสัมผัสเข้าไปในจุดตันเถียน

            “เจ้าเด็กนี่”ชายชราก่นด่า พลางปลงอนิจจัง “มีพรสวรรค์เหนือผู้อื่นแท้ๆกลับยังเอาเวลาเช่นนี้มาฝึกฝน...”

            แต่สายตาที่ชายชรามองเด็กหนุ่มพลันอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน

            สวรรค์ทรงตอบแทนผู้ที่ทำงานหนักชายชราเชื่อมั่น ขอแค่ชายหนุ่มยืนหยัดฝึกฝนอย่างไม่ย่อท้อเช่นนี้ต่อไปได้หลายปีต่อจากนี้จะต้องประสบความสำเร็จอย่างน่าตกตะลึงแน่นอน

            เสียงลมหายใจแผ่วเบากลายเป็นทำนองหลักของป่าอันเงียบสงบแห่งนี้ไอปราณส่วนใหญ่ไหลทะลักมารวมตัวกันอยู่ตรงที่ชายหนุ่มนั่งขัดสมาธิราวกับน้ำหลาก

            ร่างกายของชายหนุ่มราวกับระลอกคลื่นไร้ก้นมันกลืนกินไอปราณที่ทะลักเข้ามาไปจนหมด และเกิดเป็นกระแสน้ำในชีพจร พุ่งไปหา ‘ไอปราณตาย’ที่นิ่งงันไม่ไหวติงในจุดตันเถียนพิษและทำการโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่า

            ไอปราณในจุดตันเถียนแบ่งออกเป็นสองส่วนส่วนหนึ่งคือ ‘ไอปราณตาย’ อีกส่วนคือ ‘ไอปราณมีชีวิต’

            การฝึกฝนระดับไอปราณต้องใช้ไอปราณจากภายนอกประสานกับจิตสัมผัสของตนเองโจมตีและดูดซับ‘ไอปราณตาย’ ในจุดตันเถียนไม่หยุด

            ในขั้นตอนนี้‘ไอปราณตาย’จะบริสุทธิ์ขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อเพิ่ม ‘ความมีชีวิต’ นานเข้า ‘ไอปราณตาย’ที่แต่เดิมมั่นคงก็จะค่อยๆ ผ่อนคลายลง กลายเป็น ‘ไอปราณมีชีวิต’

            เชือกตัดผ่านต้นไม้น้ำแทรกซึมก้อนหิน

            ยามที่‘ไอปราณตาย’มั่นคงดุจก้อนหินถูกโจมตีเป็นพันเป็นหมื่นครั้ง หากมี ‘ชีวิต’ ขึ้นมาก็จะทำให้เขาควบคุมมันได้ตามใจปรารถนา

            กลางราตรีที่มืดสนิทอาศัยเพียงแสงจันทร์ขมุกขมัว มองเห็นใบหน้าหนักแน่นของชายหนุ่มได้รางๆ

            หนึ่งคืนผ่านไปโดยไม่มีคำพูดใดๆท้องฟ้าพลันเปล่งแสงยามเช้า

            หลังจากผ่านการโจมตีมานับร้อยครั้งหลันเฟิงก็สัมผัสได้ว่า ‘ไอปราณตาย’ในจุดตันเถียนพิษผ่อนคลายลงเล็กน้อยบางทีหลังจากนี้ไม่นานเขาก็อาจจะมีคุณสมบัติพอที่จะทะลวงระดับไอปราณขั้นหก

            แต่ทว่าเขายังไม่ทันได้ดีใจข้างหูกลับมีเสียงร้องแหลมสูงดังขึ้น “บรู้ว~!”

            หลังจากเสียงร้องนั้นก็มีเสียง “บรู้ว...” ดังตามมาอีกสิบกว่าเสียง

            “ฝูงปีศาจอสูร!” เงาร่างของชายหนุ่มกระโจนขึ้นมาอย่างคล่องแคล่ว หน้าเปลี่ยนสียกใหญ่

            มองไปยังจุดที่ไกลออกไปแม้ว่าจะถูกต้นไม้ที่เรียงรายอยู่บดบัง แต่ชายชราราวกับสัมผัสอะไรบางอย่างได้ใบหน้าแก่กชราพลันเคร่งขรึม “หมาป่ามารป่าลึก และยิ่งไปกว่านั้นยังมีสิบกว่าตัว! ราชาหมาป่าตัวนั้นเกรงว่าจะมีพละกำลังระดับดาราขั้นปลาย...”

            เมื่อได้ยินรูม่านตาของชายหนุ่มก็หดเล็กลง

            ชายหนุ่มเงียบขรึมไปเล็กน้อยแล้วเงยหน้าอย่างช้าๆดวงตาที่เป็นดั่งผลึกศิลาทมิฬเปล่งประกายวาววับ“ที่นี่อยู่ห่างจากหุบเขาหวงต้วนอย่างน้อยหนึ่งร้อยลี้...”

            ปกติแล้วปีศาจอสูรระดับดาราขั้นปลายจะเคลื่อนไหวอยู่ในหุบเขาหวงต้วนการที่ราชาหมาป่าระดับดาราขั้นปลายออกจากหุบเขาหวงต้วนมาอยู่ในจุดที่ห่างออกไปเป็นร้อยลี้เช่นนี้มันมีกลิ่นแปลกๆ

            “หากตาเฒ่าเดาไม่ผิดล่ะก็ปีศาจอสูรเหล่านี้น่าจะมาจากหนูชราที่ทำลับๆ ล่อๆ อยู่ด้านหลังพวกเราและเป้าหมายของเขาไม่ต้องพูดก็รู้แล้ว” น้ำเสียงของชายชราเย็นชาเล็กน้อย “มิน่าล่ะเมื่อคืนถึงไม่เห็นเขาเลย ที่แท้ก็ไปหุบเขาหวงต้วน คิดจะอาศัยกำลังของปีศาจอสูรจัดการกับเจ้า...”

            “ไปกลับสองร้อยลี้เจ้าสุนัขชราผู้นี้ไม่เหนื่อยเลยหรือไง” หลันเฟิงกำหมัดแน่น เขากัดฟันทุบไปที่ลำต้นของต้นไม้อย่างแรง

            ชายชราโคลงศีรษะแล้วเอ่ยอย่างเคร่งขรึม“อย่าเพิ่งสนใจเขา ตอนนี้ต้องคิดก่อนว่าจะรับมือกับฝูงปีศาจนี่อย่างไร!”

            หลันเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆเฮือกหนึ่ง ฝืนทำให้ตนเองสงบลง พลางคิดว่าวิธีรับมือ