บทที่ 13 การสอบสวน
บนูเาฟ้าสว่างเร็วกว่าที่อื่น
ยามรุ่งสาง ห่าวเหรินและไป๋สวินพาชาวบ้านหลายคนออกมาจากห้องใต้ดินเก็บสุรา แม้จะไม่ได้นอนทั้งคืน แต่พวกเขาก็ไม่รู้สึกง่วงนอนแต่อย่างใด
ดาบของไป๋สวินที่ห้อยอยู่ข้างเอว มีหยดเืไหลหยดลงมาจากปลายฝักดาบเป็สาย
เืหยดลงบนหญ้าอ่อนในฤดูใบไม้ผลิ ดูราวกับน้ำค้างสีชาด
ห่าวเหรินและคนอื่น ๆ สอบสวนค่ายชิงเสอมาทั้งคืน ใช้วิธีการต่าง ๆ บีบบังคับให้พวกมันสารภาพการกระทำทั้งหมด
ทั้งการค้ามนุษย์ การปล้นสะดม การลอบสังหารขุนนาง... รวมถึงเื่ของขุนนางชั้นสูงในราชสำนัก ทั้งหมดถูกสารภาพออกมาอย่างละเอียด
วิธีการสอบสวนได้ผลดียิ่ง เพียงแต่ค่อนข้างนองเืไปเล็กน้อย
โฉวิยังเหลือลมหายใจรวยริน ถูกมัดด้วยเชือกป่านหลายเส้น ถูกขงหวู่ลากไปบนพื้น
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเื ทั่วร่างไม่มีเนื้อดีเหลืออยู่สักส่วน จนแทบจำไม่ได้ว่าแต่เดิมหน้าตาเป็อย่างไร
หากย้อนกลับไปเลือกได้อีกครั้ง เขาขอตายเสียยังดีกว่าจะมาทีู่เานี้
คนพวกนี้ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา และก็ไม่ใช่โจรูเาธรรมดาด้วย
ลงมือโเี้ จิตใจก็อำมหิต
โดยเฉพาะหัวหน้าหมู่บ้านห่าวเหรินที่ยืนอยู่ตรงกลาง ดูภูมิฐานสง่างาม กลับสั่งให้คนลงมือเชือดเฉือนเนื้อหนังบนร่างของพวกเขาทีละมีด
ห่าวเหรินถามคำถามทีหนึ่ง ก็จะมีคนเฉือนเนื้อจากร่างของโฉวิและพรรคพวกลงมาหนึ่งชิ้น
เพียงผู้ที่ตอบเป็คนแรกเท่านั้นจึงจะรอดพ้นการถูกเฉือนในครั้งนั้น ส่วนคนที่ไม่ตอบหรือตอบช้าเกินไป ล้วนต้องถูกมีดเล่มนั้น
จากนั้นห่าวเหรินก็จะถามคำถามต่อไป วนเวียนเช่นนี้
ผู้ที่ลงมีดมีวิธีการอันแยบยล ทุกมีดล้วนหลบหลีกจุดสำคัญ ทำให้พวกเขาเ็ปแทบขาดใจ แต่ก็ไม่ถึงตาย
ในตอนแรกเหล่าคนจากค่ายชิงเสอยังพอทนได้ แต่พอถึงตอนหลังต่างก็แย่งกันสารภาพ
โฉวิถูกทรมานจนแทบไม่เหลือสภาพความเป็คน ภายใต้ความเ็ปราวกับถูกขูดกระดูก ในที่สุดก็ะโออกมา
"พวกเ้ากล้าไปหาเื่รองเสนาบดีกรมกลาโหมหลู่หรือ?! พวกโจรป่าเถื่อนเช่นพวกเ้า แค่ท่านหลู่ขยับนิ้วก็สามารถกวาดล้างทั้งูเาของพวกเ้าได้!"
เขาะโจบก็รอดูปฏิกิริยาตื่นตระหนกของชาวบ้าน
ห่าวเหรินมองเขา บนใบหน้าไม่มีความหวาดกลัวจากคำขู่แม้แต่น้อย เพียงพยักหน้าเห็นด้วย
"พูดถูก เช่นนั้นก็ยิ่งไม่อาจให้ใครรอดชีวิตได้"
พรวด
โฉวิกระอักเืออกมาหนึ่งอึก
เมื่อถึงยามรุ่งสาง สิ่งที่ควรพูดและไม่ควรพูด เหล่าคนจากค่ายชิงเสอได้สารภาพทั้งหมดแล้ว
โฉวิถูกมัดและลากออกมาจากโรงเก็บเหล้า เขาคิดว่าชาวบ้านของเขาเฮยเฝ่ยจะโยนเขาไปในป่าให้เผชิญชะตากรรมตามยถากรรม
"มาถึงแล้ว" ไป๋สวินที่นำทางอยู่ข้างหน้าหยุดฝีเท้า
เบื้องหน้าคือถ้ำที่ชื้นแฉะ ภายในมืดมิดและลึกล้ำ ไม่เห็นแสงสว่างแม้แต่น้อย
ขงหวู่สะบัดเชือกป่านในมือ โยนโฉวิไปที่ปากถ้ำ
เสียงสวบสาบดังมาจากในถ้ำ งูเหลือมตัวใหญ่ขนาดเท่าปากชามเลื้อยมาที่ปากถ้ำ
"ฮะ...ฮะ..." โฉวิเปล่งเสียงแหบแห้ง สองมือจิกลงในดินใต้ร่าง ทั้งร่างสั่นระริก
เขาไม่คิดว่าพวกคนเหล่านี้จะลากเขามาเป็อาหารงู!
ชาวบ้านจากไปั้แ่เมื่อใดไม่ทราบ เหลือเพียงงูเหลือมที่อ้าปากกว้างกับเหยื่อ งูเหลือมงับข้อเท้าของโฉวิแล้วลากร่างเขาเข้าไปในถ้ำ
โฉวิพยายามจะเกาะพื้นด้วยความหวาดกลัว แต่กลับทิ้งเพียงรอยเืจากปลายนิ้วทั้งสิบยาวเหยียดไว้ตามทาง
ก่อนที่ร่างจะจมดิ่งลงในความมืดสนิท ตรงหน้าเขาปรากฏดวงตาคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยความแค้นและความเกลียดชัง
พ่อค้าร่ำรวยที่ถูกงูกินร่างนั้น ก่อนตายได้จ้องเขาด้วยดวงตาที่มีเืไหลริน
"หลังข้าตาย ต้องกลายร่างเป็งูใหญ่ กินเืเนื้อของเ้าให้สิ้น!"
ม่านตาของโฉวิเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว
"อ๊าก... อย่า... อ๊าก..."
งูั์รัดร่างของโฉวิ อ้าปากกว้างแล้วพุ่งเข้าใส่เขา...
...
วันนี้ซูจือจือไม่ได้ออกไปวิ่งเล่นซุกซนข้างนอกอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
เมื่อคืนนางล้มจนแขนหัก
หมออวี๋ใช้ผ้าพันแขนของซูจือจืออย่างแ่า ส่วนผ้าที่เหลือพันรอบคอแล้วห้อยแขนไว้ที่หน้าอก
"ต่อจากนี้ห้ามซุกซนอีก หมออวี๋บอกว่าต้องพักฟื้นถึงสามสิบวัน"
อู่อิงเหนียงมาตักเตือนบุตรสาวแต่เช้า
เหตุการณ์เมื่อคืนทำให้ทุกคนใมาก
ถึงแม้ว่าต่อให้โดนอาวุธลับเข้าไป มีหมออวี๋กับฮวาเอ้อร์เหนียงอยู่ก็คงไม่ถึงตาย แต่ก็ไม่มีใครอยากเห็นซูจือจือเป็อะไรไปอยู่ดี
เด็กหญิงตัวน้อยที่แขนถูกมัดไว้ ได้รับการดูแลจากอู่อิงเหนียงอย่างว่าง่าย ทั้งการแต่งตัวและล้างหน้า
นางดื่มโจ๊กไข่ที่อู่อิงเหนียงต้มให้ ทันใดนั้นก็ยิ้มเ้าเล่ห์
"ท่านแม่ ข้าต้องพักฟื้นนานเช่นนี้ เช่นนั้นคงไม่ต้องเรียนหนังสือและเขียนตัวอักษรแล้วใช่หรือไม่?"
อู่อิงเหนียงหยิกแก้มนุ่มนิ่มของบุตรสาวเบา ๆ
"เ้าโชคดีนักที่มือซ้ายาเ็ ไม่กระทบการฝึกคัดอักษรด้วยมือขวา พรุ่งนี้ก็ต้องไปโรงเรียนตามปกติ"
ซูจือจือพลันหุบยิ้ม : ...โชคดีอะไรกัน นี่มันผิดที่ผิดทางไปหน่อยแล้ว!
ซูจือจือยังไม่ได้ออกจากบ้าน แต่เซวียเช่อกลับมาเยี่ยมนางที่บ้านหัวหน้าหมู่บ้านเสียแล้ว
เซวียเช่อพักผ่อนมาหลายวัน ไข้ก็ลดลงแล้ว หมออวี๋บอกให้เขานอกจากดื่มโอสถแล้ว ต้องออกไปเดินเล่นทุกวัน
เซวียเช่อรู้ว่าค่ายชิงเสอมาที่นี่เพราะตนเอง เขารู้สึกละอายใจที่ทำให้หมู่บ้านต้องวุ่นวายหลายครั้ง
อีกทั้งได้ยินว่าซูจือจือาเ็ที่มือเนื่องจากความวุ่นวายนั้น เขารู้สึกว่าตนควรมาเยี่ยม
น่าเสียดายที่ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง ไม่มีคนดูแลจัดเตรียมของฝาก เซวียเช่อจึงได้แต่วาดภาพมาเป็ของฝาก อย่างน้อยจะได้ไม่มามือเปล่า
เมื่อเซวียเช่อมาถึง ก็เห็นลูกแกะขาหักนอนอยู่หน้าประตู ก้มหน้ากินหญ้า
ข้างหน้าต่างเห็นใบหน้าน้อย ๆ ของซูจือจือที่ทำหน้าบึ้ง กำลังเขียนตัวอักษรด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"จือจือ" เซวียเช่อเคาะประตูที่หน้าห้อง
ซูจือจือหันไปเห็นเพื่อนเล่น รอยย่นระหว่างคิ้วคลายออก ดวงตาเปล่งประกายด้วยรอยยิ้ม
"อาเช่อ เข้ามาเร็วเข้า!"
เซวียเช่อเดินไปข้างกายซูจือจือ มองแขนที่ถูกแขวนไว้ของนาง
"เ้ารู้สึกเช่นไร ยังเจ็บอยู่หรือไม่?"
ซูจือจือส่ายหน้าอย่างไม่ใส่ใจ
"หลังจากนอนหลับไปหนึ่งตื่นก็ไม่เจ็บแล้ว ยังไม่เจ็บมือเท่าตอนข้าฝึกคัดอักษรเลย"
"ในมือเ้าถืออะไรอยู่หรือ?" ซูจือจือสังเกตเห็นม้วนภาพในมือของเซวียเช่อในทันที
เซวียเช่อยื่นม้วนภาพให้ "ให้เ้า"
"ข้าขอดูหน่อย" ซูจือจือเร่งให้เซวียเช่อคลี่ม้วนภาพออกด้วยความดีใจ
ม้วนภาพค่อย ๆ คลี่ออก ท้องฟ้าสูง เมฆบางเบา นกอินทรีั์กางปีกอยู่กลางอากาศ บนพื้นดินมีชาวบ้านสองสามคนถือจอบเสียม
ในภาพมีเงาร่างของเด็กหญิงคนหนึ่ง บนศีรษะมีดอกไม้สองดอก ริบบิ้นแดงที่ผูกไว้ปลิวไสวตามสายลม
ซูจือจือชี้ไปที่นกอินทรีตัวมหึมา "ที่เ้าวาดคืออาเป่าใช่หรือไม่?"
เซวียเช่อพยักหน้า
ซูจือจือ "แล้วข้าอยู่ตรงไหน?"
เซวียเช่อชี้ไปที่เงาร่างเล็ก ๆ ที่ผูกริบบิ้นแดงในภาพ
"เ้าวาดอาเป้าให้ตัวใหญ่ขนาดนี้ แต่วาดข้าให้ตัวเล็กนิดเดียวเช่นนี้หรือ?"
ซูจือจือใช้ปลายนิ้วก้อยขวาวัดดู พบว่าร่างเล็กในภาพยังไม่ถึงครึ่งของนิ้วก้อยนางเลย
เมื่อเทียบกับร่างของอาเป่าแล้ว นางช่างดูเล็กราวกับไส้เดือนตัวหนึ่ง
"อาเช่อ ภาพที่เ้ามอบให้ข้า ไม่เพียงไม่มีใบหน้าของข้า ยังวาดข้าเป็แมลงตัวเล็ก ๆ อีก!"
เซวียเช่อ "ข้าไม่ได้ตั้งใจเช่นนั้น"
ซูจือจือ "แล้วเ้าตั้งใจเช่นไรกัน?"
เซวียเช่อรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง
เขาไม่เคยวาดภาพสตรีมาก่อน ปกติวาดแต่ภาพทิวทัศน์และสัตว์
ก่อนจะลงมือวาด เขาก็เคยคิดจะวาดซูจือจือในท่าลูบหัวอาเป้า แต่รู้สึกเขินอายจนไม่รู้จะลงมือวาดอย่างไร จึงเปลี่ยนองค์ประกอบภาพเสีย
"เ้าวาดคนไม่เป็ใช่หรือไม่? ข้าจะสอนเ้าเอง"
ซูจือจือหยิบพู่กันขึ้นมาวาดรูปคนตัวเล็ก ๆ ลงบนม้วนภาพ ใบหน้ารูปไข่ แล้ววาดดวงตาและจมูกเพิ่มเข้าไป
แม้จะวาดอย่างเรียบง่าย แต่กลับมีส่วนคล้ายคลึงกับท่าทางของเซวียเช่ออยู่บ้าง
"เห็นไหม วาดคนไม่ได้ยากเลย คราวหน้าเ้าก็วาดข้าแบบนี้แหละ"
ซูจือจือกล่าวพลางจะเขียนชื่อของเซวียเช่อลงข้าง ๆ รูปคนตัวน้อย จากนั้นนางก็หันไปถาม
"อักษร 'เช่อ' เขียนอย่างไรหรือ?"
เซวียเช่อใช้นิ้วลากบนโต๊ะสองสามครั้ง เพื่อสาธิตวิธีเขียนอักษร 'เช่อ'
ซูจือจืออุทานว่า "ชื่อของเ้ายากจริง ๆ ยากกว่าชื่อของข้ากับบิดามารดาข้ารวมกันเสียอีก เ้ามีชื่ออื่นอีกหรือไม่?"
มือของเซวียเช่อชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเขียนอักษรใหม่
"บิดาของข้าตั้งชื่อรองให้ข้าว่า อวี้จือ"
เนื่องจากกลัวว่าบุตรชายจะมีชีวิตไม่ถึงพิธีสวมกว้าน เซวียอวี้เฉิงจึงตั้งชื่อรองให้บุตรชายั้แ่เยาว์วัย
ซูจือจือเพียงแค่เห็นก็รู้สึปวดหัวยิ่งกว่าเดิมเสียอีก "นี่มันยิ่งยากกว่าเดิมอีกนะ"
นางยังคงเลือกที่จะเขียนตัวอักษร ‘เช่อ’
ซูจือจือเขียนชื่อของเซวียเช่อเสร็จแล้ว จากนั้นก็จะเขียนชื่อของตนเองลงไปข้าง ๆ ภาพเงาของเด็กหญิงที่ทำผมมวยดอกไม้
เซวียเช่อสงสัย "เหตุใดเ้าต้องเขียนชื่อของทุกคนลงบนภาพด้วย?"
ซูจือจือเบิกตากว้างแล้วย้อนถาม "ก็เพราะเ้าวาดคนตัวเล็กเกินไป หากไม่เขียนชื่อกำกับ จะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็ใคร?"
เซวียเช่อไม่มีคำโต้แย้ง ได้แต่ปล่อยให้ซูจือจือเขียนชื่อลงไป
อย่างไรเสียนี่ก็เป็ภาพที่เขามอบให้ซูจือจือ นางจะทำอย่างไรก็ได้
แต่หลังจากซูจือจือเขียนชื่อเสร็จ เซวียเช่อมองดูตัวอักษร ‘ซู’ ที่หมึกยังไม่แห้ง ในที่สุดก็เอ่ยคำถามออกมา
"จือจือ เหตุใดเ้าจึงนามสกุลซู?"
หัวหน้าหมู่บ้านห่าวนามสกุลหาว อู่อิงเหนียงนามสกุลอู่
จือจือเป็บุตรีของพวกเขา แต่กลับนามสกุลซู
ซูจือจือวางม้วนภาพไว้ข้าง ๆ เพื่อรอให้แห้ง แล้วตอบอย่างเป็ธรรมชาติ
"เพราะนี่เป็ชื่อที่มารดาผู้ให้กำเนิดข้าตั้งให้"
"ชื่อเต็มของข้าคือซูจือ แต่ชาวบ้านชอบเรียกข้าว่าจือจือ"