ตำราวิเศษบอกข้าเถิด ทางกลับบ้านข้าอยู่หนใด

    บทที่ 13 สิ่งที่ได้ยินอาจไม่จริงเสมอไป


     ยามวิกาลที่ฉันไม่อยากให้มันมาถึง แต่สุดท้ายมันก็ต้องมาถึง เยว่เฉินสวมใส่อาภรณ์ที่เรียบง่ายและปล่อยให้เรือนผมสยายทั่วแผ่นหลัง ร่างของเขาเดินเข้ามาภายในห้องนอนของฉัน เขาส่งยิ้มให้ฉันน้อย ๆก่อนจะเดินมายังเตียงไม้ "ช้าก่อน!" ฉันพูดโพล่งออกไปทันทีที่เห็นว่าเขาจะมานอนบนเตียงเดียวกับฉัน "มีอันใดหรือ?" ฉันส่งสายตาไปยังเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่ง เท่าที่มองดูและกะขนาดของเก้าอี้ตัวนี้แล้ว มันน่าจะพอดีกับส่วนสูงของอ๋องสี่ "นี่คือเตียงของหม่อมฉัน ท่านไปนอนที่เก้าอี้ตรงนั้น" ฉันไม่พูดเปล่ายกนิ้วชี้ไปยังเก้าอี้ตัวนั้น เยว่เฉินเองก็หันไปมองตามที่นิ้วเรียวชี้นำทางให้ เมื่อเห็นว่าตรงนั้นคือที่นอนของเขาในค่ำคืนนี้ สายตาของเขาก็พลันหม่นหมองลงในทันที "จะให้สวามีไปนอนในที่แบบนั้น...ไม่ใจร้ายไปหน่อยหรือ?" เขาแกล้งทำเสียงให้สั่นเครือ  ฉันเมินเขาและเอนตัวลงนอนบนเตียง แต่เขาก็ยังคงยืนมองฉันอยู่ตรงนี้ "ใจคอของเจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก" เยว่เฉินพูดพลางพยายามแทรกตัวมานอนบนเตียงเดียวกับฉัน "ท่านจะมานอนตรงนี้ไม่ได้!" ฉันไม่พูดเปล่าพยายามเหวี่ยงแขนเหวี่ยงขาออกไปผลักร่างกำยำของเขาด้วยเช่นกัน แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ปลายเท้าของเขาดันมาโดนบาดแผลบริเวณฝ่าเท้าที่ฉันได้รับไปเมื่อเช้าของวัน "โอ๊ย! หม่อมฉันเจ็บนะ!" น้ำตาเม็ดเล็กรื้นขึ้นมาทันที่ที่ร่างกายสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวด "เปิ่นหวางไม่ได้ตั้งใจ..." "ท่านลงไปนอนที่เก้าอี้ประเดี๋ยวนี้ แขนขาของท่านยาวเกินไปจนมันสัมผัสเข้ากับบาดแผลของหม่อมฉันแล้ว!"  "ขอเปิ่นหวางดูบาดแผลของเจ้าหน่อย" ทันทีที่เสียงอันเรียบนิ่งกล่าวจบ มือหนาของเขาก็ยกข้อเท้าของฉันขึ้นมา ขาของฉันที่ถูกยกให้สูงขึ้นในตอนนี้...มันช่างดูลามกยิ่งนัก "ท่านก้มหน้าลงมามองดี ๆไม่ได้หรือ เหตุใดจึงต้องยกขาของขาให้สูงเช่นนี้?" อ๋องสี่ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอด้วยความรำคาญใจ "ทั้งชีวิตนี้ เปิ่นหวางไม่เคยก้มหัวให้ผู้ใดและจะไม่ยอมก้มหัวตลอดไปด้วย" ฉัน "..."  แม่อยากจะเตะหน้าเจ้าจิ้งจอกทิเบตนี่สักหนเหลือเกิน!  ปลายนิ้วขาวหยกของเขาลูบไล้ไปตามรอยแผล ถึงแม้จะเป็นเพียงสัมผัสที่บางเบาแต่ก็ยังคงรู้สึกเจ็บปวดอยู่ดี อีกทั้งในตอนนี้ฉันก็เริ่มที่จะปวดเอวและปวดขาแล้ว "ท่านอ๋อง...หม่อมฉันไม่ไหวแล้วเพคะ" เขาไม่ตอบอะไรแต่ก็ยินยอมที่จะวางขาของฉันลงด้วยความอ่อนโยน แต่หลังจากที่หัวของเขาถึงหมอน มือของเขาก็ผลักให้ร่างของฉันขยับเข้าไปด้านในของเตียงหลังนี้ ถึงแม้ว่าแรงผลักจะไม่ได้รุนแรงมากนัก แต่ทว่าบาดแผลของฉันที่ยังไม่หายอักเสบก็พลันปวดขึ้นมาเมื่อร่างของฉันเคลื่อนไหวอย่างกะทันหัน "โอ๊ย!!" ฉันร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดอย่างลึกซึ้งอีกครั้ง ทันใดนั้นสายตาของฉันก็หันไปเห็นหยดเลือดจากบาดแผลบริเวณฝ่าเท้าที่เปิดออกมา หยดเลือดเหล่านี้ก็ได้ไหลซึมออกมาจากผ้าพันแผลและเปรอะเปื้อนลงบนผ้าปูเตียงด้วยเช่นกัน ฉันมองค้อนใส่เขาเพื่อคาดโทษ มือเล็ก ๆก็ยังมิวายลงมือทุบตีร่างหนาที่ตายด้านของเขาไปด้วย "ท่านทำปากแผลของหม่อมฉันเปิดแล้ว!" ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงเสียงกรนเบาๆของเขาเท่านั้น...  บ่าวรับใช้สูงอายุคนหนึ่งกำลังจะนำเอายารักษาบาดแผลมาให้หวางเฟย แต่ทว่าเมื่อเท้าของตนหยุดยืนอยู่หน้าบานประตู เสียงของหวางเฟยก็ทำให้นางแทบจะหันหลังกลับในทันใด "โอ๊ย! หม่อมฉันเจ็บนะ" แสงไฟภายในห้องนอนของตำหนักยังคงถูกจุดเอาไว้ ทำให้บ่าวรับใช้ผู้นี้มองเห็นเงาของสองร่างที่กำลังเคลื่อนไหว "เปิ่นหวางไม่ได้ตั้งใจ..." เสียงของอ๋องสี่ในตอนนี้ฟังแล้วราวกับรู้สึกผิดเป็นอย่างมาก...แล้วท่านอ๋องรู้สึกผิดกับเรื่องอันใดกัน? บ่าวรับใช้สูงอายุก็ยังมิยอมแพ้ พยายามสอดส่องดูความเคลื่อนไหวของทั้งสองร่างในห้องนอนทันที ในดวงตาสีนิลก็ได้มองเห็นภาพการกระทำบางอย่างจากผู้เป็นนายของตน อีกทั้งยังมีขาเรียวของหวางเฟยที่ถูกยกขึ้นสูงนั่นอีก? เช่นนี้ข่าวลือที่กล่าวว่าท่านอ๋องรักอนุมากกว่าพระชายาก็คงเป็นเพียงข่าวลือที่เป็นเท็จแล้ว  ในขณะที่นางกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความคิดของตนอยู่นั้น เสียงหวานใสของหวางเฟยก็ทำให้นางได้สติขึ้นมาในทันที "ท่านอ๋อง...หม่อมฉันไม่ไหวแล้วเพคะ" บ่าวรับใช้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่และค่อยๆเดินจากไป มิแน่ว่ารุ่งเช้านางอาจจะต้องต้มยาบำรุงครรภ์ให้หวางเฟยก็เป็นได้  พอถึงเวลาเช้ามืด เยว่เฉินก็ได้เร่งรีบเดินทางเข้าวังไป เห็นว่าฮ่องเต้ต้องการหารือกับเขาเป็นการด่วน ฉันพยักหน้าให้เขาเพื่อเป็นการรับรู้ก่อนจะนอนหลับต่อ เมื่อคืนเขานอนเบียดฉันจนฉันนอนไม่สบายเลยสักนิด ตามเนื้อตามตัวก็ปวดเมื่อยไปหมด หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้...คราวหลังฉันจะเป็นผู้เสียสละลงไปนอนบนเก้าอี้ตัวนั้นเอง บานประตูไม้งามค่อยๆเปิดออก เป็นหลิวหลิวที่ยกเอายารักษาบาดแผลมาให้ฉัน "หวางเฟยเพคะ หม่อมฉันจะใส่ยาให้ก่อนนะเพคะ" ฉันส่งเสียงในลำคอเพื่อตอบรับคำขอของนาง ร่างเล็กจ้อยค่อยๆพยุงฉันให้อยู่ในท่านั่งก่อนที่จะเริ่มเปิดผนึกของขวดยากระเบื้องเหล่านั้นและเทผงยาลงไปบนแผลของฉัน ถึงแม้ว่าจะเจ็บแสบมากเพียงใด แต่ตอนนี้ฉันกลับง่วงเสียมากกว่า  กลิ่นสมุนไพรแรงๆจากที่แห่งหนึ่งลอยคละคลุ้งไปทั่วทั้งห้อง หากเป็นกลิ่นจากผงสมุนไพรที่เอาไว้ใส่แผลแล้ว กลิ่นของมันยังเบาบางกว่ากลิ่นนี้อยู่หลายขุม "หวางเฟยเพคะ" บ่าวรับใช้สูงวัยคนหนึ่งเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มที่มีความสุขอยู่เปี่ยมล้น ด้านหลังของนางก็ยังมีสาวใช้อีกสามคนติดตามมาด้วย ในมือของพวกนางล้วนแล้วแต่ถือถ้วยชามที่ใส่ยาต้มสีมืดมนเอาไว้อีกด้วย "นั่นยาอันใด?" ฉันถามออกไปพร้อมๆกับปิดจมูกของตนไปด้วย "เป็นยาบำรุงร่างกายเพื่อให้หวางเฟยคลายความอ่อนเพลียเพคะ" "แล้วถ้วยนั้นเล่า?" "เป็นยาแก้อาการปวดเมื่อยของหวางเฟยเพคะ" "แล้วยาต้มในถ้วยกระเบื้องลายครามนั่นเล่า?" บ่าวรับใช้ผู้นั้นไม่ยอมตอบ แต่ทว่ากลับยังคงยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ด้วยความขัดเขิน หลิวหลิวที่อ่านอารมณ์ของฉันได้ก็รีบเร่งบ่าวคนนั้นให้ตอบคำถามของฉัน "ว่าอย่างไรเล่าท่านป้า หวางเฟยถามท่านเหตุใดท่านจึงไม่ตอบ?" บ่าวรับใช้สูงวัยกระแอมไอหนหนึ่งก่อนจะกล่าวออกมาด้วยสีหน้าที่แย้มยิ้มมากกว่าเดิม "เป็นยาบำรุงครรภ์เพคะ" "..." หะ?

    กดไลค์เพจของไรท์เพื่อพูดคุยและติมตามข่าวสารของนิยายกันด้วยนะคะ^^

    error loaded
    พิมพ์คำอธิบายที่นี่