ใบหน้าของหญิงชราเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยคงเพราะรู้สึกถึงอาการป่วยของตัวเองได้ทำให้ริ้วรอยบนใบหน้าเหี่ยวย่นลงเหมือนกับดอกเบญจมาศ
จู่ๆ เธอก็หันไปมองทางต่งเสี่ยวเสี่ยวแววตาเป็นประกายขึ้นเล็กน้อย เธอมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพิจารณา
เธอเห็นว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวยังสวยและยังสาวเหมาะสมกับหลานชายของเธอมาก ถ้าเธอได้เห็นหลานชายแต่งงานก่อนตายก็คงจะตายตาหลับแล้ว
พอคิดได้แบบนั้นใบหน้าที่เหี่ยวย่นเหมือนกับดอกเบญจมาศของหญิงชราก็เบิกบานขึ้นมาทันทีเธอคว้ามือของต่งเสี่ยวเสี่ยวมาจับไว้ด้วยความเอ็นดู และด้วยแววตาเอ็นดูก่อนจะพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"หนู...หนูเป็นแฟนของเสี่ยวเสี่ยวใช่ไหม?"
"คุณย่าครับ"
เฉินเสี่ยวต้านร้องเรียกแล้วรีบอธิบายให้ย่าของเขาฟังทันที
"เธอไม่ใช่แฟนผมครับ นี่ต่งเสี่ยวเสี่ยว เธอเป็นภรรยาของฉินซู่ พอดีว่าที่บ้านจะรื้อสร้างใหม่เธอก็เลยมาหาผมเพื่อซื้ออิฐแดงกับปูนซีเมนต์ แต่บังเอิญมาเจอย่าก่อนโชคดีที่ได้พี่สะใภ้ช่วยไว้ คุณย่าถึงได้หายเร็วขนาดนี้"
เขาพูดพลางมองต่งเสี่ยวเสี่ยวด้วยความขอบคุณ
ปกติเวลาอาการของย่าเขากำเริบส่วนใหญ่จะเป็นอยู่ทั้งวัน บางทีก็อาจจะนานเป็นสิบวัน หรือประมาณครึ่งเดือนแต่วันนี้แค่ไม่กี่ชั่วโมงย่าของเขาก็กลับมาเป็นปกติแล้วแถมยังดูแข็งแรงขึ้นมากอีกด้วย
หญิงชราชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมาอีกครั้ง เธอตบหลังมือของต่งเสี่ยวเสี่ยวเบาๆ พลางหัวเราะร่า
"อ๋อที่แท้ก็เป็นเมียของฉินซู่นี่เอง! ไม่นึกเลยว่าฉินซู่จะได้เมียสวยขนาดนี้"
พูดจบ เธอก็หันไปมองหลานชายที่ยืนอยู่ข้างๆแล้วพูดด้วยน้ำเสียงตำหนิ
"ดูแกสิ!ขนาดฉินซู่เขายังมีครอบครัวแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาแล้วแกเอาแต่หมกตัวอยู่ในที่ทำงานทั้งวัน เอาแต่พูกว่าจะขยายธุรกิจให้ใหญ่โตขนาดเมียยังหาไม่ได้ แล้วจะไปทำธุรกิจอะไรได้!"
เธอแก่แล้ว ถึงหลานชายจะรอได้แต่เธอรออีกไม่ไหวแล้ว
เฉินเสี่ยวต้านรู้สึกเหมือนกำลังถูกย่าของตัวเองใส่ร้าย
"คุณย่าครับทำไมคุณย่าถึงพูดแบบนี้ล่ะครับ! อาซู่เขามีดีเพียบพร้อมขนาดนั้นแต่ผมยังไม่มีอะไรเทียบเท่าเขาเลย ทุกอย่างมันเป็นเรื่องของโชคชะตา ถ้าถึงเวลามันก็จะมาเองแหละครับ"
เขาก็อยากมีเมียเหมือนกันนะ!แต่ยังไม่เจอคนที่ถูกใจสักที
เขาเคยไปดูตัวก็แล้วมีเพื่อนแนะนำผู้หญิงให้เขาก็แล้ว แต่ก็ไม่มีใครถูกใจเขาสักคน จะให้ทำยังไงได้
"ย่าไม่ได้อยากจะบังคับแกแต่ร่างกายย่า... ย่าก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้ถึงเมื่อไหร่..."
น้ำเสียงของหญิงชราดูเศร้าลงเธอรู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่อกจนอึดอัดไปหมด
สีหน้าของเฉินเสี่ยวต้านเคร่งขรึมลงทันทีเขามองหญิงชราตรงหน้าด้วยแววตาที่แดงก่ำ ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"คุณย่าจะต้องอายุยืนเป็นร้อยปีแน่นอนครับ!"
ทว่าหญิงชราแค่ยิ้มบางๆ เท่านั้นเธอยกมือขึ้นโบกอย่างเหนื่อยอ่อน และพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ร่างกายของฉัน ฉันรู้ตัวเองดีอย่างมากก็คงอยู่ได้อีกแค่สองปีเท่านั้นแหละ เพราะงั้นแกต้องรีบหาเมียให้ได้ฉันจะได้บอกพ่อแม่แกได้ตอนที่ฉันลงไปปรโลกแล้ว"
เธอรู้ตัวดีว่าเธอมีเวลาอยู่ได้อีกนานแค่ไหน...
"ฉันรักษาได้นะคะ"
ในระหว่างที่สองย่าหลานกำลังจมอยู่กับความเศร้าต่งเสี่ยวเสี่ยวที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ
พอได้ยินแบบนั้นเฉินเสี่ยวต้านก็ดีใจจนเนื้อเต้น เขามองต่งเสี่ยวเสี่ยวด้วยความตื่นเต้นแววตาเต็มไปด้วยความหวัง
"พี่สะใภ้ พูดจริงเหรอ?"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวพยักหน้ามืออีกข้างของเธอแตะลงบนชีพจรของหญิงชราอีกครั้ง แล้วอธิบาย
"อาจเป็นเพราะตอนสาวๆคุณย่ากินสมุนไพรที่มีพิษเยอะเกินไป ปริมาณสารพิษในร่างกายจึงสะสมมาเรื่อยๆส่งผลให้ร่างกายเสียสมดุล อาการหลงลืมของคุณย่าเกิดจากผลข้างเคียงของสารพิษค่ะ"
จริงๆ แล้วโรคนี้รักษาไม่ยากเท่าไหร่
พอได้ยินแบบนั้นหญิงชราก็ตื่นเต้นขึ้นมาบ้าง เธอพูดอธิบายถึงเรื่องในอดีตด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"หนูพูดถูกแล้ว ตอนสาวๆฉันเคยรับจ้างเก็บสมุนไพร แล้วก็รับจ้างทดลองยาให้คนอื่นเวลาที่ทดลองยาแต่ละครั้งจะได้เงินห้าหยวนแต่ถ้าสารพิษในร่างกายฉันมีเยอะถึงขนาดนั้นทำไมฉันยังรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้กันล่ะ?"
อาการแบบนี้แม้แต่ที่โรงพยาบาลก็ยังตรวจไม่พบสาเหตุ
พวกเขาแค่คิดว่าเพราะเธอแก่แล้วก็เลยมีอาการหลงลืมอย่างรุนแรงก็เท่านั้น
ต่งเสี่ยวเสี่ยวตอบกลับมาทันทีว่า"สารพิษในร่างกายของคุณย่าบางชนิดมันขัดแย้งกันเองค่ะจึงคอยต้านกันเองมาตลอด แถมร่างกายยังมีภูมิคุ้มกันคอยช่วยต่อต้านอีกก็เลยมีชีวิตรอดมาได้นานขนาดนี้ แต่ตอนนี้คุณย่าอายุมากขึ้น ภูมิคุ้มกันก็ยิ่งลดลงสารพิษในร่างกายก็เลยยิ่งกำเริบหนักขึ้นค่ะ!"
อาการของคุณย่ายังถือว่าดีกว่าคนอื่นๆที่มีภูมิคุ้มกันต่ำกว่านี้มาก ถ้าเป็นคนอื่น ป่านนี้คงกลายเป็นผุยผงไปแล้ว
"พี่สะใภ้ ช่วยรักษาคุณย่าฉันให้ทีนะไม่ว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ ฉันก็ยอม พี่สะใภ้บอกมาได้เลยขอแค่รักษาย่าของฉันให้หาย ต่อให้แลกด้วยชีวิตฉันก็ยอม!"
เฉินเสี่ยวต้านตื่นเต้นมากตราบใดที่ยังมีหวัง เขาก็จะไม่ยอมแพ้
เด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับพึมพำออกมาเบาๆ
"ไม่แน่ว่าผู้หญิงคนนี้คงจะเห็นว่าเถ้าแก่มีเงินดูหลอกง่าย ก็เลยพูดจาเหลวไหลไปเรื่อยน่ะสิ!"
เธอคอยดูแลหญิงชรามานานแต่ก็ไม่เคยได้ยินเรื่องไร้สาระแบบนี้มาก่อน
อีกอย่างที่เธอพูดแบบนี้ก็เพราะกลัวว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวจะมาเข้ามาช่วยรักษาหญิงชรา และแย่งงานของเธอไป
การดูแลหญิงชราได้เงินตั้งเดือนละสี่สิบหยวนสำหรับเด็กสาวที่ไม่มีความรู้ดีๆ อย่างเธอ จะไปหางานดีๆ แบบนี้ได้จากที่ไหนได้กัน?
เธอจะไม่ยอมปล่อยให้ยัยจิ้งจอกเจ้าเล่ห์นี่มาแย่งงานของเธอไปเพราะคำพูดไม่กี่คำหรอก
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเหลือบมองเด็กสาวหน้าตกกระคนนั้นเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองเฉินเสี่ยวต้าน แล้วพูดขึ้นมาว่า
"จ่ายค่าจ้างให้ฉันเท่ากับที่จ่ายให้เด็กคนนี้ก็พอฉันจะมารักษาให้คุณย่าเป็นประจำ แต่เรื่องค่ายาคุณต้องเป็นคนรับผิดชอบเองทั้งหมดนะคะ!"
ยาที่ต้องใช้มีหลายชนิดค่าใช้จ่ายสูงขนาดนี้ เธอแบกรับไม่ไหวหรอก
"ได้!"
เฉินเสี่ยวต้านตอบตกลงโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
"งั้นฉันขอกระดาษกับปากกาหน่อยค่ะ"
เฉินเสี่ยวต้านยื่นปากกาหมึกซึมกับสมุดบันทึกที่พกติดตัวให้ต่งเสี่ยวเสี่ยว
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเขียนรายการยาที่ต้องใช้เป็นอย่างแรกแล้วส่งให้เฉินเสี่ยวต้าน
"ซื้อยาตามรายการนี้มาสิบชุดกินวันละชุด ทุกๆ สิบวันฉันจะมาฝังเข็มให้คุณย่าหนึ่งครั้งนะคะ"
เฉินเสี่ยวต้านก้มลงมองรายการยาในสมุดบันทึกมีรายการยาทั้งหมดเจ็ดถึงแปดชนิด แถมยังเป็นยาที่ไม่เคยเห็นมาก่อนทั้งนั้น
"อืม!"
"ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัวก่อนนะคะพอดีฉันยังมีธุระที่ต้องไปทำต่อ"
ตอนที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวกำลังเดินออกไปเธอเหลือบมองเด็กสาวหน้าตกกระคนนั้นด้วยสายตาที่มีความหมาย
พอต่งเสี่ยวเสี่ยวกลับไปแล้วเฉินเสี่ยวต้านก็ยื่นสมุดบันทึกให้หญิงชรา
"คุณย่าลองดูสิครับ!"
หญิงชรามองรายการยาแต่ละชนิดอย่างละเอียด
"ยาพวกนี้เป็นยาบำรุงร่างกายทั้งนั้นแถมยังมีส่วนผสมของยาถอนพิษด้วย ถึงฉันจะรู้จักสมุนไพรอยู่บ้างแต่ก็ยังเขียนตำรับถอนพิษเองไม่เป็น คิดไม่ถึงเลยว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวจะเก่งขนาดนี้!”
พูดตามตรง ตอนที่เธออายุเท่าต่งเสี่ยวเสี่ยวเธอต้องวิ่งวุ่นหาเงินเลี้ยงชีพ ผ่านไปเจ็ดแปดปีถึงจะเริ่มรู้จักสมุนไพรบางชนิดแต่ไม่รู้เยอะเท่าต่งเสี่ยวเสี่ยวเลย
พอได้ยินหญิงชรากับเจ้านายชมต่งเสี่ยวเสี่ยวเด็กสาวหน้าตกกระก็รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย เธอเผลอหลุดปากบ่นออกมา
"ฉันว่านะผู้หญิงคนนั้นแค่ต้องการใช้เรื่องนี้มาเข้าใกล้เถ้าแก่เท่านั้นแหละค่ะ"
พอหลุดพูดออกไปเองแบบนั้นเธอเองก็ตกใจเหมือนกัน
ทำไมเธอถึงพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาหมดเลยล่ะ?
พอได้ยินแบบนั้นสีหน้าของเฉินเสี่ยวต้านก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันที