เหตุใดข้ามาอยู่ในร่างขององค์ชายไร้ค่า

    บทที่ 19

    บทที่ 19 วันผ่านพ้นมาถึงสิบวัน ในยามเช้าของวันที่มีอากาศปลอดโปร่ง แสงแดดอ่อนๆถูกส่งลงมาสู่แคว้นหลี่แห่งนี้ เหล่าชาวเมืองนั้นต่างออกมาทำกิจวัตรประจำวันของตน รถม้าคันหนึ่งกำลังวิ่งผ่านถนนเส้นหลักของเมือง เส้นทางที่รถม้านั้นวิ่งไปคือทางออกไปนอกเมืองหลวง ภายในรถม้าที่กำลังวิ่งด้วยความเร็วนั้นมีบุรุษและสตรีกำลังนั่งอยู่ภายใน สตรีในชุดสีม่วงอันเย้ายวนและบุรุษชุดสีขาวงามสง่ากำลังนั่งจิบน้ำชาอยู่ภายในอย่างเย็นใจ “ ข้าใช้เงินของท่านไปมากอยู่กว่าจะสร้างมันเสร็จ ” แม่นางเสวี่ยเฟยนั้นกล่าวขึ้นมาด้วยท่าทางเรียบเฉย “ แต่ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะสร้างมันได้เสร็จได้รวดเร็วเช่นนี้ ” หยางหลงนั้นกล่าวกลับไปด้วยท่าทางใจเย็น “ ก็องค์ชายบอกให้สร้างให้เสร็จให้เร็วที่สุดเองมิใช่หรือเพค่ะ ” เมื่อได้ยินเช่นนั้นหยางหลงนั้นก็ฉีกยิ้มที่มุมปากข้างขวาออกมาก่อนที่เขานั้นจะจิบน้ำชาที่อยู่ในถ้วยภายในมือต่ออย่างใจเย็น รถม้าที่วิ่งผ่านถนนเส้นหลักของเมืองหลวงได้มุ่งออกจากประตูเมือง เมื่อผ่านพ้นจากประตูเมืองอันใหญ่โตออกมาสู่ด้านนอก นอกกำแพงเมืองหลวงนั้นมีบ้านเมืองอยู่ภายนอกอีกอย่างประปรายมันไม่ได้ถูกจัดเป็นระเบียบอย่างเช่นภายในรั้วเมืองหลวง หน้าต่างบานเล็กๆของรถม้าที่มีผ้าผืนใหญ่ปิดเอาไว้ได้ถูกเปิดออก ใบหน้าของหยางหลงนั้นได้ยื่นออกมาจากรถม้าเพื่อรับอากาศอันแสนบริสุทธิ์ สายลมเย็นๆที่พัดกระทบเข้ากับใบหน้าของเขาที่ยื่นออกมาหน้ารถม้าอยู่ตลอดเวลา นี่คือทัศนียภาพภายนอกเมืองหลวงแห่งแคว้นหลี่ที่หยางหลงนั้นไม่เคยพบเห็นมาก่อน เขาดูแตกตื่นกับสิ่งที่พึ่งจะได้พบเจอเป็นอย่างมาก มันชั่งเป็นทิวทัศน์ที่น่าจะจดจำเสียจริงๆมันชั่งสวยงามเมื่อเทียบกับยุคที่เขานั้นเคยจากมา ไม่มีทั้งควันสีดำจากโรงงานและรถยนต์และมลพิษต่างๆที่มนุษย์นั้นสร้างขึ้นมา อากาศที่ดินแดนแห่งนี้ชั่งบริสุทธิ์จนเขานั้นอดจะชื่นชมมิได้ ดวงตาของหยางหลงนั้นเปล่งประกายขึ้นมองเห็นทัศนียภาพเบื้องหน้าของตน เขานั้นละสายตาของทัศนียภาพที่ดวงตาของตนกำลังมองอยู่ไม่ได้จริงๆ “ ท่านไม่เคยเห็นด้านนอกเมืองงั้นหรือองค์ชาย ” เสียงอันไพเราะของแม่นางเสวี่ยเฟยนั้นดังมาจากข้างๆของตนเอง แม้จะได้ยินเช่นนั้นหยางหลงนั้นก็ไม่หยุดที่จะชื่นชมทัศนียภาพเบื้องหน้าของตน “ ใช่... ” หยางหลงนั้นตอบกลับไปอย่างเบาๆ รถม้าได้วิ่งไปบนเส้นทางของมันทางเดินทางบนรถม้านั้นเดินทางต่อไปอีกถึงครึ่งวันกว่าจะถึงเป้าหมาย ในยามที่ดวงอาทิตย์นั้นอยู่ตรงกลางศีรษะรถม้าของหยางหลงนั้นได้เดินทางมาถึงจุดหมาย หมู่บ้านห้าธาตุ หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ไกลจากเมืองหลวงพอสมควร ใช้เวลาในการเดินทางจากเมืองหลวงมาถึงที่แห่งนี้ประมาณครึ่งวัน หมู่บ้านแห่งนี้มีบ้านเรือนอยู่ประมาณยี่สิบครัวเรือนหมู่บ้านถูกล้อมรอบไปด้วยป่าแต่มีลำธารเล็กๆไหลผ่านหมู่บ้าน สายลมก็พัดผ่านเย็นตลอดทั้งวันเมื่อมองไกลออกไปเพียงเล็กน้อยก็มีภูเขาลูกใหญ่ เพราะว่ามีทั้งอย่างถูกรวบรวมอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ สถานที่แห่งนี้จึงถูกเรียกว่าหมู่บ้านห้าธาตุ เมื่อหยางหลงนั้นก้าวลงมาจากรถม้าดวงตาของเขาเริ่มกวาดเมื่อรอบๆในทันที ภายในหัวของหยางหลงนั้นรู้ได้ทันทีว่าที่ตั้งของหมู่บ้านแห่งนี้เป็นทำเลทอง ถ้าเมื่อในมุมว่านำที่ดินแห่งนี้ไปขายในยุคที่เขานั้นจากมามูลค่าของที่ดินผืนนี้คงจะมหาศาล แม่นางเสวี่ยเฟยที่ก้าวตามลงจากรถมานางได้เดินมายืนข้างๆกับหยางหลงที่กำลังกวาดสายตามองทัศนียภาพของหมู่บ้านอย่างไม่ละสายตา “ เป็นอย่างไงเพค่ะองค์ชาย ” แม่นางเสวี่ยเฟยนั้นเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม ราวกับนางรู้นั้นอยู่แล้วว่าหยางหลงนั้นต้องพอใจกับสถานที่แห่งนี้แน่นอน “ เจ้าเนี่ยเลือกได้ดีนิ ” หยางหลงนั้นเอ่ย คำชมของหยางหลงนั้นทำให้แม่นางเสวี่ยเฟยที่ได้ยินนั้นฉีกยิ้มออกมามากกว่าเดิมเสียอีก “ แล้วสถานที่ข้าให้เจ้าช่วยสร้างขึ้นมาละอยู่ไหน ” หยางหลงนั้นเอ่ยถามพลางกับใช้สายตามองหาสิ่งที่ตนนั้นต้องการ “ อยู่ท้ายหมู่บ้านเพค่ะ ” หลังจากนั้นแม่นางเสวี่ยเฟยก็ได้เดินนำหยางหลงไปทางเดินหลังของหมู่บ้าน ชาวบ้านของหมู่บ้านแห่งธาตุนั้นรู้สึกแตกตื่นกับการปรากฏตัวของหยางหลงเล็กน้อย พวกเขานั้นไม่เคยเห็นบุรุษผู้ดูดีมีชาติตระกูลเช่นนี้ชาวบ้านรู้ได้ทันทีว่าหยางหลงคงจะเป็นตระกูลที่มีอำนาจสักตระกูลให้เมืองหลวง นั้นมันก็เป็นแค่ความคิดของผู้คนที่มองหยางหลงจากภายนอกเท่านั้น มิมีผู้ใดรับรู้เลยว่าก่อนหน้านี้ชีวิตของบุรุษที่มีรูปร่างงามสง่าผู้นี้นั้นเป็นเช่นไหร่ เมื่อพากันเดินมาถึงท้ายหมู่บ้านสถานที่บริเวณนี้ถูกจัดสร้างขึ้นเป็นคล้ายๆกับฟาร์มไก่ในสมัยยุคสมัยใหม่ แต่แม้ว่ามันจะไม่สามารถทำได้ล้ำสมัยเท่ายุคที่เขานั้นจากมาแต่หยางหลงก็พอใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าพอสมควร ก่อนหน้านี้เขานั้นทำแปลงของฟาร์มไก่ขึ้นมาแล้วนำมาให้กับแม่นางเสวี่ยเฟย ไม่คิดเลยว่านางจะจัดสร้างได้ใกล้เคียงกับที่เขานั้นคิดเช่นนี้ หยางหลงได้เดินไปสำรวจภายในเมื่อสำรวจต่างๆอยู่สักพัก ประเมินจากสายตาแล้วที่แห่งนี้คงจะสร้างเพาะพันธุ์ไก่ได้เป็นจำนวนมาก “ เยี่ยมจริงๆ ” หยางหลงนั้นกล่าวออกมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความพอใจ นั้นทำให้แม่นางเสวี่ยเฟยที่เดินตามอยู่ใบหน้าของนางก็เต็มไปด้วยความปิติยินดีที่นางนั้นสามารถทำตามเป้าหมายที่ได้รับมาลุล่วง “ แย่แล้วขอรับนายหญิง!!!! ” เสียงตะโกนของข้ารับใช้ได้ดังมาจากด้านหลัง นั้นทำให้หยางหลงและแม่นางเสวี่ยเฟยที่กำลังเดินชมฟาร์มแห่งนี้อยู่ ทั้งสองหยุดฝีเท้าของตนแล้วหันหลังกลับไปมอง ข้ารับใช้ของแม่นางเสวี่ยเฟยนั้นกำลังวิ่งตรงมาด้วยท่าทางร้อนรน เขาได้มาหยุดลงตรงหน้าของทั้งสองด้วยความเหนื่อยหอบ “ มีเรื่องอันใดกัน...? ” แม่นางเสวี่ยเฟยนั้นเอ่ยถามข้ารับใช้ที่กำลังเหนื่อยหอบ “ คือว่า....พวกชาวบ้าน...มีคนที่ไม่พอใจกับการเข้ามาของพวกเราขอรับ ตอนนี้กำลังรวมตัวอยู่ใจกลางหมู่บ้านขอรับ ” ข้ารับใช้รายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างติดๆขัดๆเพราะว่าลมหายใจที่ยังไม่คงที่ “ พูดอันใดของเจ้าตอนแรกข้าก็ตกลงกับชาวบ้านทั้งหมดแล้วนิ ” แม่นางเสวี่ยเฟยนั้นถามออกไปด้วยความตื่นตระหนก “ คือว่าตอนนี้มีชายผู้หนึ่งพึ่งกลับมาที่หมู่บ้านแล้วก็...ปลุกปั่นชาวบ้าน ” ข้ารับใช้รายงาน “ ท่านรออยู่ที่แห่งนี้และข้าจะไปจัดการกับชายผู้นั้นเอง ” แม่นางเสวี่ยเฟยนั้นหันมากล่าวกับหยางหลงที่ยืนฟังอยู่อย่างเงียบๆ มือขวาของบุรุษชุดสีขาวที่กำลังยืนฟังอยู่ได้ยกขึ้นมาราวกับกำลังห้ามแม่นางเสวี่ยเฟย “ ไม่จำเป็นหรอกข้าจะไปจัดการกับชายผู้นั้นเอง ” หยางหลงนั้นกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ ท่านไม่จำเป็นห... ” แม่นางเสวี่ยเฟยนั้นเอ่ยยังไม่ทันจบ หยางหลงที่ได้ฟังเช่นนั้นได้ส่ายหน้าทันที “ ข้าจะไปดูเอง ” หยางหลงกล่าวอย่างเด่นขาด นั้นทำให้แม่นางเสวี่ยเฟยไม่คิดจะห้ามหยางหลงอีก ณ ใจกลางหมู่บ้านห้าธาตุ เหล่าชาวบ้านกำลังยืนล้อมเป็นวงกลมขนาดใหญ่โดยมีบุรุษวัยฉกรรจ์ผู้หนึ่งกำลังยืนป่าวประกาศด้วยเสียงดังลั่น ถึงเรื่องข้อเสียต่างๆที่หมู่บ้านจะได้รับหลังจากที่พวกหยางหลงนั้นเข้ามาที่หมู่บ้านแห่งนี้ และความคิดของบุรุษวัยฉกรรจ์ผู้นั้นมันก็ทำให้ชาวบ้านหลายคน นั้นเริ่มจะอยากเปลี่ยนใจกับการตัดสินใจของตนเอง ถ้อยคำที่สั้นกระชับและได้ใจความราวกับนักพูดที่ฉะฉาน บุรุษวัยฉกรรจ์ที่กำลังปลุกปั่นชาวบ้านอยู่นั้นแต่งกายที่ดูดีผิดกับชาวบ้านผู้อื่น บุรุษผู้นั้นที่มีผมสีดำยาที่ถูกรวบมัดไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อย ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมั่นใจขนาดที่กำลังพูด บุคลิกภายนอกนั้นแสดงให้บุรุษผู้นี้น่าเชื่อถือขึ้นอีกขั้น ในขนาดที่บุรุษผู้นั้นกำลังปลุกปั่นเหล่าชาวบ้านอยู่นั้นเอง วงล้อมของเหล่าชาวบ้านที่กำลังล้อมรอบร่างของบุรุษผู้นั้นอยู่ก็แหวกออกเป็นทาง ร่างของบุรุษชุดสีขาวงามสง่าได้เดินผ่านฝูงชาวบ้านเข้ามาภายในกลางวงล้อม สายตาทุกคู่นั้นจับจ้องมาที่บุรุษชุดขาวผู้นี้อย่างไม่กระพริบตา การปลุกปั่นของบุรุษผู้นั้นก็หยุดลงเช่นกันเขานั้นมองตรงมาที่ร่างของบุรุษที่ปรากฏกายขึ้นมาอย่างลึกลับ ด้วยความเฉลียวฉลาดของบุรุษผู้ที่กำลังปลุกปั่นชาวบ้านนั้นเขารู้ได้ทันทีว่าบุรุษที่ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าของเขาผู้นี้คือคนที่จะเข้ามารุกรานหมู่บ้านของเขา “ เจ้าเองสินะคนที่กำลังจะเข้ามารุกรานหมู่บ้านของเขา ” บุรุษผู้นั้นกล่าวออกมาอย่างห้าวหาญ หยางหลงที่กำลังก้าวอยู่นั้นได้หยุดลงตรงจุดที่ห่างจากบุรุษผู้นั้นพอสมควร ดวงตาอันเฉียบคมของหยางหลงนั้นเริ่มมองบุรุษผู้นั้นตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างถี่ถ้วน เมื่อได้สังเกตุทั้งการแต่งกายและกริยาท่าทางของบุรุษผู้นี้แล้วหยางหลงนั้นพอจะรู้ว่าเขานั้นมิใช่ชาวบ้านธรรมดา “ เจ้าเป็นผู้ใดกัน... ” หยางหลงกล่าวอย่างเรียบเฉย “ ข้ามีนามว่า กุ้ยตาน!!! ” หยางหลงนั้นมองบุรุษผู้นั้นที่กำลังท่าทางองอาจและหยิ่งยโสอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาอันแสนจะอย่างเย็นชา จบบท