ตอนที่ 5 ดินแดนลับแล
“ม่ายยยย”อาเค่อตวาดก้อง ภาพเบื้องหน้าซ้อนทับกับความทรงจำอันปวดร้าว ไม่ไม่้าเห็นสหายและบุคคลอันเป็ที่รักตกตายต่อหน้าอีกต่อไป พริบตานั้นพลังอันคลุ้มคลั่งไหลทะลักออกมา โลหตที่กระอักออกมาก่นหน้าลอยคว้างขึ้นกลางอากาศ ก่นแปรเปลี่ยนเป็หมุดแหลมพุ่งทะลุอกโจรร้ายจนเป็รูโหว่ ความเร็วนี้ดุจดังสายอัสนีบาตสีแดง ถึงเหล่าซันจะลืมตาก็ไม่อาจมองเห็นได้ชัด โจรร้ายสิ้นใจในทันที เหล่าซันเมื่อไม่ได้พบกับความเ็ปตามที่คาดคิด จึงลืมตาออกมาชมดู เห็นโจรร้ายสิ้นใจตาย อาเค่อเองก็แปรเปลี่ยนไป มันััได้ถึงพลังอันคลุ้มคลั่ง หิวกระหาย ตอนนี้อาเค่อกลายเป็บางสิ่งที่น่าหวาดกลัว
“อาเค่อเ้าเป็ไรแล้ว”หล่าซันะโถาม อาเค่อค่อยๆได้สตกลับมาพลังอันบ้าคลั่งค่อยๆสงบลง
“เหล่าซันเ้าปลอดภัยหรือไม่”
“นอกจากาแที่ขาล้วนปลดภัย รีบหนีกันก่อนไปเร็ว”ทั้งคู่พยุงกันและกันตรงดิ่งเข้าปากถ้ำ หายลับไปในความมืดมิด
ทางใต้สุดของดินแดนมนุษย์ เกาะลึกลับห่างไกลผู้คนทั้งเกาะประกอบด้วยผาหินสูงเสียดฟ้าปลายยอดตัด พื้นที่้าเป็ที่ราบเขียวขจีเนื้อที่ไม่กว้างใหญ่เท่าใดนัก บนพื้นที่ราบปลูกสร้างกระท่อมอันเรียบง่ายหลังหนึ่ง ด้านข้างเป็สระลึกรองรับน้ำฝนไว้ดื่มกิน พื้นที่ส่วนหนึ่งเป็แปลงปลูกผักส่วนหนึ่งประกอบด้วยไม้ผลยืนต้นสูงตระหง่านอยู่หลายต้น ภายใต้แสงแดดยามเที่ยงวันทั้งยังเป็เกาะกลางทะเลที่สายลมพัดรุนแรงตลอดเวลา ชายหนุ่มที่ยืนฝึกฝนลมหายใจอยู่หน้ากระท่อมกลับไม่มีหยาดเหงื่อแม้แต่เม็ดเดียว
‘ััรุนแรงนั้นคือสิ่งใดกัน’ชายหนุ่มครุ่นคิดถึงััอันตรายร้ายแรงที่รู้สึกได้ในยามดึก เวลาเดียวกันกับที่อาเค่อเผลอใช้พลังสร้างหมุนโลหิตสังหารโจรร้าย แน่นอนทั้งสองย่อมไม่รู้จักกันแต่กลับมีบางสิ่งเชื่อมโยงชะตากรรมทั้งคู่เข้าด้วยกัน
‘หรือเป็เพราะดาบผนึกฟ้าดิน’ชายหนุ่มครุ่นคิด มันเป็ผู้ฝึกตนพเนจรไปทั่วดินแดนมนุษย์ แม้แต่ดินแดนอสูรมันก็เคยเหยียบย่างเข้าไป มีเพียงดินแดนเทวะเท่านั้นที่มันไม่เฉียดกายเข้าไปใกล้ ครั้งอดีตมันออกท่องเที่ยวก่อวีรกรรมต่อสู้กับผู้คนมากมาย หลังจากผ่านไปสามปีห้าปีมันก็ถูกยกย่งป็นอันดับหนึ่งของดนแดนมนุษย์ ชื่อเสียงที่มิได้ตั้งใจสร้างกลับนำพาความวุ่นวายสู่ชีวิตจนมันหาความสงบไม่ได้ สุดท้ายจึงได้หลีกหนีมายังเกาะลึกลับแห่งนี้ ตอนแรกมันคิดออกท่องมหาสมุทรหาเกาะอันสงบอาศัย แต่คลื่นลมกลับไม่เป็ใจเกิดพายุรุนแรงซัดเรือของมันมาอัปปางที่เกาะแห่งนี้ เพราะ้าแสวงหาปัจจัยดำเนินชีวิต มันจึงดันด้นปีนป่ายขึ้นผาสูงเสียดฟ้าจนพบที่ราบเล้นลับราวสรวง์แห่งนี้
บนที่ราบบนผาสูงยอดตัดเช่นนี้เป็ดั่งทิพยสถานในแดนดิน เป็ความสงบที่มันแสวงหา เมื่อเดินล่วงลึกเข้ามาถึงใจกลางที่ราบมันกลับพบว่าที่แห่งนี้เคยมีผู้อาศัยยู่ก่อนแล้ว กระท่อมเปลี่ยวร้างแปลงผักผืชผลไม่ได้รับการดูแลแต่กลับยังคงสภาพสวยงามสร้างความแปลกใจแก่มันยิ่ง เมื่อเดินสำรวจโดยรอบกลับพบเห็นบางสิ่งที่น่าสนใจเป็อย่างยิ่ง ดาบเล่มหนึ่งปักคาอยู่ในเนื้อหินสลักคำว่าดาบผนึกฟ้าดิน ชายหนุ่มใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดก็ยังไม่สามารถดึงดาบออกมาได้ แต่ไม่ย้อท้ออาศัพกระท่อมและทรัพยากรที่มีดำรงชีวิต อาศัยการดึงดาบเป็เป้าหมายในการฝึกตน วันคืนผ่านพ้น ฤดูกาลแปรเปลี่ยนหมนุนวนนับสิบรอบจนจอนผมของมันเริ่มแซมด้วยสีขาว หลังจากการเรียนรู้และสื่อสารกับดาบที่เสมือนมีชีวิตเล่มนี้มาอย่างยาวนานมันก็สามารถดึงดาบออกจากหินได้ วินาทีที่ดาบหลุดออกจากหินลมปราณแห่งฟ้าดินได้หลอมรวมเข้ากับร่างกายของมัน สรรพความรู้ที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่นของผู้ดาบผนึกฟ้าไหลหลั่งเข้าสู่สมองของมัน เพียงแต่มันยังไม่สามารถทำความเข้าใจและนำออกมาใช้ได้ในทันที ฟ้าดินกว้างใหญ่ เรี่ยวแรงผู้คนมีจำกัดไหนเลยสามารถเข้าใจฟ้าดินได้กระจ่างแจ้ง
ภายในถ้ำที่ไร้เ้าของปรากฏเส้นทางใหญ่น้อยมากมายคเเคี้ยวสับสน แม้แต่เหล่าซันก็เริ่มไม่มั่นใจว่าพยุงอาเค่อมาถูกทาง แต่ทั้งคู่ยังเดินกันต่อไป บ้างมุดลอดช่องหินช่องแคบ อาศัยประสาทััอันเฉียบแหลมของเหล่าซันนำทางตามกลิ่นที่ลอยมาตามสายลม
“ในถ้ำมืดมิดระหวังพัดหลงกัน เหล่าซันเ้าผูกเชือกคล้องเอวนี่ไว้ที่ข้อมือ”เหล่าซันปฏิบัติตามอย่างว่าง่าย หลังจากร่วมเป็ร่วมตายสายสัมผันของทั้งสองก็กลายเป็แแ่ ต่างยึดถือให้ความสำคัญไม่ต่างจากพี่น้องร่วมสายเืเดียวกัน
“ใกล้ถึงทางออกแล้วอาเค่อ ข้ารู้สึกได้สายลมยิ่งเข้าใกล้ยิ่งชัดเจน”ด้วยความยินดีทั้งคู่พยุงกันและกันตรงไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว แสงสว่างจ้าบาดตาทำให้ทั้งคู่ต้องหลับตาลงในทันทีหลังจากปรับสภาพได้ดวงตาทั้งสองคู่ต่างเบิกค้างอย่างไม่เชื่อสายตา
“เหล่าซันข้ามิได้ตาฟาดใช่หรือไม่”อาเค่อเอ่ยถาม เหล่าซันก็ไม่เชื่อสายตาตนเอง แสงสว่างที่แสบตามาจากแสงที่สะท้อนเข้ามาในถ้ำ ลำแสงสะท้อนกับม่านน้ำตกที่ไหลลงมาจากทั่วทุกมุมภายในถ้ำมุ่งตรงสู่วิหารทองคำที่ปลูกสร้างอยู่บนเกาะน้อยกลางทะเลสาปอันเกิดจากสายน้ำตกไหลมารวมกัน โดยรอบประกอบด้วยป่าดึกดำบรรพ์หนาทึป ต้นไม้ลำต้นสูงใหญ่ใบแหลมแตกแขนงซ้อนทับกันเป็ชั้นๆ เพดานถ้ำสูงเสียดฟ้ายากที่จะปีนป่ายขึ้นไปทั้งยังมีตะไคร่น้ำประหลาดทอแสงสว่างเรืองรองดุจดวงดาวยามค่ำคืน
“ไปสำรวจวิหารนั่นกันเถอะ ไม่แน่ว่าอาจพบสมบัติหรือของวิเศษเก็บซ่อนอยู่”เหล่าซันพูดขึ้นด้วยความกระตือรือล้น ความงดงามเบื้องหน้าถึงกับทำให้ทั้งคู่หลงลืมความเ็ปไปจนหมดสิ้น สองสหายวัยเยาว์ช่วยกันปืนป่ายลงไปยังป่าเบื้องล่าง จากตำแหน่งที่มันอยู่ไม่ได้สูงจากพื้นเบื้องล่างเท่าใดนัก แต่พื้นที่สำหรับยึดเกาะปืนป่ายคับแคบทั้งยังเรียบลื่นพวกมันต้องใช้ทั้งความพยายามและความระมัดระวังถึงที่สุดจึงลงมาได้ย่างปลอดภัย
“สถานที่แห่งนี้ยังดูเก่าแก่โบราณกว่า วิหารเทวะบางแห่งระแวกหมู่บ้านข้าอีก”เหล่าซันพยักหน้ารับ
“ข้าออกติดตามท่านพ่อล่าสัตว์ั้แ่เกิด พบเจอสถานที่ลึกลับเก่าแก่มากมายแต่ก็ไม่เคยพบเจอสถานที่เก่าแก่โบราณเท่านี้ สมบูรณ์เท่านี้เช่นกัน”ต้นไม้โบราณเหล่านี้ออกดอกผลน่าตาประหลาด ทั้งคู่หลบหนีเข้าถ้ำไม่รู้วันคืนหิวโหยอยู่แต่แรก ดีที่พวกมันมีภูมิความรู้วิชาเอาตัวรอดติดตัวจึงไม่ได้รับประทานไม่เลือก หลังจากคัดเลืกผลไม้ที่มีร่องรอยแมลงกัดกันมาจำนวนหนึ่ง อาเค่อกับเหล่าซันก็รับประทานกันอย่างหิวโหย รสชาดของผลไม้เก่าแก่นี้ทั้งหอมหวาน เมื่อกัดคำหนึ่งทั้งชุ่มฉ่ำทั้งเย็นสบาย นับเป็ผลไม้เลิศรสในแดนดิน
“ที่นี่มีแต่พืชพรรณประหลาดที่ไม่เคยพบที่เบื้องนอก ทั้งยังมีอาหารน้ำดื่มอุดมสมบูรณ์ พวกเราซ่อนตัวอยู่ที่นี่กันดีหรือไม่”อาเค่อทั้งชื่นชอบ ทั้งสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้เป็อย่างมาก
“ข้าก็คิดเช่นเดียวกัน ที่แห่งนี้เป็ถ้ำปิดตาย ไม่มีอันตรายจากเบื้องนอกนับเป็ที่อยู่อาศัยอันประเสริฐ หลังจากสำรวจวิหารทองคำข้าคิดออกสำรวจโดยรอบจนทั่ว”เหล่าซันเองก็สนใจในลักษณะภูมิประเทศอันเป็เอกลักษณ์แห่งนี้ ทั้งคู่ตัดตรงผ่านป่าหนาทึบจนมาถึงทะเลสาป สายหมอกอันเกิดจากละอองน้ำตกที่กระเซ็นซ่าน เสียงสายน้ำรินไหลขับกล่อมบรรยากาศจนทั้งคู่เกิดความรู้สึกลี้ลับ หนาวเย็นะเื
“น้ำในทะเลสาปไม่ลึกเท่าใด อาเค่อเ้าสามารถว่ายน้ำได้หรือไม่”เมื่ออาเค่พยักหน้าตอบ เหล่าซันก็ว่ายน้ำนำทางอาเค่อตรงไปที่วิหารทองคำที่เปร่งประกายระยิบระยับ ทางเข้าวิหารมีเสาร์ทองคำขนาดั์สองต้น บนเสาร์สลักลวดลายอักษรโบราณคล้ายคำจารึกเื่ราวในครั้งอดีต ภาษาที่สลักไว้แม้ไม่สามารถอ่านออกแต่ทั้งคู่กลับรับชมความสละสลวยสวยงามอย่างเพลิดเพลิน ลึกเข้าสู่วิหารเป็ห้องโถงกว้าง ใจกลางเป็กล่องลูกบาสทองคำเหลวโปร่งใสจนสามารถมองเห็นลูกบอลทองคำเปร่งแสงเลืองนวลที่ลอยออยู่ด้านใน เมื่อสังเกตุดีๆลูกบาศก์ทองคำโปร่งใสกลับเป็รูปภาพมนุษย์ผู้หนึ่งกำลังฝึกท่วงท่าเคลื่อนไหวต่างๆ ด้านอื่นๆก็มีรูปภาพเช่นเดียวกันแต่มีลักษณะแตกต่างกันไป
“จากรูปภาพเหล่านี้คล้ายเป็วิชาฝีมือโบราณชุดหนึ่ง เหล่าซันเ้าดู ด้านนี้ล้วนเป็การเคลื่อนไหว ทางด้านนั้นเป็ตำแหน่งจุดเส้นลมปราณ ด้านนี้กลับคล้ายเพลงหมัดมวยแขนงหนึ่ง ยังมีด้านสุดท้ายคล้ายบอกเล่าเื่ราวบางอย่าง”ทั้งสองชมดูด้วยความสนใจ ตรวจดูรอบแล้วรอบเล่าจนพอเข้าใจบางส่วนที่เป็ภาพสลักบอกเล่าเื่ราว ในภาพสลักคล้ายคนกลุ่มหนึ่งที่ร่วมกันสร้างวิหารบูชาเทพเ้าที่ลักษณะคล้ายมนุษย์พียงแต่มีขนาดใหญ่กว่ามนุษย์เกือบสิบเท่า เทพเ้าตอบแทนด้วยการมอบม้วนคำภีร์ม้วนหนึ่งให้ จากนั้นมนุษย์กลุ่มนั้นก็ขยับขยายสร้างเมืองอย่างกว้างขวาง มีภาพาการต่อสู้กับอสูรร้าย กลุ่มคนที่เหินบินร่อนไปมา ทั้งภาพการโคจรของดวงดาวที่ทับซ้อนกันบนท้องฟ้า ภาพสุดท้ายกลับป็นหยดน้ำหนึ่งหยดที่ลอยอยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง
“ที่นี่ให้ความรู้สึกเงียบสงบปลอดภัย พวกเราแยกกันสำรวจวิหารอีกที่ยวหนึ่งค่อยพักผ่อนดีหรือไม่”เหล่าซันพยักหน้าเห็นด้วย พวกมันแยกกันสำรวจวิหารจนทั่วเมื่อไม่พบอันตรายใดๆจึงกลับมารวมกันที่โถงกลางก่อนหลับไหลอยู่ข้างกันด้วยความเหนื่อยล้า