จินหยางและจางหลงออกจากโรงเตี๊ยมแผ่ลมปราณกระจายออกไปแต่ไม่พบผู้ใดอยู่ในบริเวณใกล้เคียงแม้แต่ผู้เดียว ทั้งสองจึงตัดสินใจแยกกันออกไปตรวจสอบทั่วทั้งเมือง ผ่านไปเกือบชั่วยามทั้งสองก็กลับมาที่โรงเตี๊ยมอีกครั้ง
“เจ้าพบเจอผู้ใดหรือไม่?”
“ข้าไม่พบผู้ใดแม้แต่ผู้เดียวอยู่ในเมืองแห่งนี้”
“ข้าไม่เข้าใจพวกเขาหายไปไหนกันหมด เห็นทีวันนี้คงไม่พบเจอเบาะแสใดเป็นแน่ เอาไว้พรุ่งนี้ทันทีที่ได้ยินเสียงหร่วนดังอีกครั้งเราคงต้องแอบติดตามชาวเมืองไป คืนนี้เราคงคว้าน้ำเหลวเสียแล้ว”
ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังจะเข้าไปในโรงเตี๊ยวจินหยางแสยะยิ้มได้ยินเสียงร้องดังแว่วมาจากบนท้องฟ้า เมื่อหันไปมองพบเจออินทรีตัวใหญ่บินวนไปมาบนท้องฟ้าเหนือเมือง จินหยางจึงผิวปากดังหวีดหวิวไม่นานได้มีอินทรีขนสีน้ำตาลตัวหนึ่งบินลงมาเกาะที่หัวไหล่ขวาของจินหยาง
“ซุนอิน เจ้ารู้หรือไม่ว่าผู้คนที่นี่หายไปที่ไหน”
ซุนอินใช้ศีรษะของมันถูไปที่แก้มของจินหยางหลังจากนั้นมันก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าบินออกไปทางด้านหน้าของเมือง จินหยางหันไปมองจางหลงที่ยืนอยู่
“ติดตามอินทรีตัวนั้นไป ไม่แน่มันอาจพาเราไปพบเจอผู้คนภายในเมือง”
สิ้นเสียงกล่าวจินหยางและจางหลงก็พุ่งทะยานออกไปที่หน้าเมือง ซุนอินพาทั้งสองออกจากเมืองไกลออกไปถึงสามลี้ไม่นานก็พบเจอผู้คนมากมายยืนนิ่งอยู่กลางพื้นที่โล่ง แต่ละคนมีสภาพเหม่อลอยไร้สติ ทันใดนั้นก็ได้มีเสียงหร่วนบรรเลงดังแว่วมาตามสายลม ผู้คนมากมายหันมาจ้องมองจินหยางและจางหลง ไม่ถึงสามลมหายใจพวกเขาก็วิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วจางหลงถึงกับขมวดคิ้วทั้งสองขึ้นรีบใช้มือขวาจี้สกัดไปที่หลังหูทั้งสองข้าง
“บัดซบ! พวกมันใช้ชาวเมืองมาจัดการพวกเรา ระวังอย่าทำร้ายพวกเขา”
จินหยางยกยิ้มผายมือทั้งสองออกจากร่าง
“ระวังตัวด้วยขอรับ ข้าจะหาที่มาของเสียงนั้น”
จินหยางแผ่ลมปราณออกจากร่างหลังจากนั้นก็ถีบเท้าพุ่งทะยานขึ้นท้องฟ้า
“ข้าพบเจอคนจากสำนักทลายฟ้าแล้วขอรับ ข้าฝากที่นี่ด้วยขอรับ”
หลังจากนั้นจินหยางก็ใช้ทักษะย่างก้าวพยัคฆ์อย่างเต็มกำลัง จางหลงถึงกับต้องยกมือขวาขึ้นมาขยี้ที่ดวงตาทั้งสอง เขามองเห็นจินหยางเป็นเพียงเงาวูบวาบไปมาหายเข้าไปในฝูงผู้คนที่กำลังพุ่งเข้ามา ผู้คนที่จินหยางพุ่งผ่านหยุดยืนนิ่งค้างเพราะถูกสกัดจุดเคลื่อนไหว ทันทีที่ผ่านชาวเมืองนับพันคนจินหยางก็มุ่งตรงขึ้นไปทางเหนือตามเสียงหร่วนที่ได้ยิน ไม่นานก็พบแอ่งน้ำขนาดใหญ่มีศาลาแปลเหลี่ยมตั้งอยู่พบเจอกับคนคุ้นเคยเป็นหญิงสาวผู้หนึ่งยืนผิงที่เสาของศาลายืนดีดหร่วนอยู่ในมือจ้องมองมาที่เนี่ยฟงอย่างไม่วางตา ทันใดนั้นเองนางก็หยุดดีดหร่วนในมือ
“ไม่พบกันเสียนานคุณชาย ในที่สุดท่านก็มาถึงที่นี่เสียที”
“พวกท่านทำสิ่งใดกับชาวเมืองฉงชิ่ง”
“ทำสิ่งใดกัน ข้าเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดาผู้หนึ่งที่นั่งบรรเลงหร่วนท่ามกลางแสงจันทร์หาได้เกี่ยวข้องอันใดกับพวกชาวเมือง อีกอย่างที่นี่อยู่ห่างจากเมืองหลายลี้ท่านคงเข้าใจผิดแล้ว ในเมื่อท่านมาที่นี่ข้าจะขอบรรเลงหร่วนขับกล่อมท่านก็แล้วกัน”
ในจังหวะที่หญิงสาวกำลังดีดหร่วนในมือจินหยางรีบเอื้อมมือขวาคว้าจับด้ามกระบี่ด้านหลัง เขาชักกระบี่ออกจากฝักฟาดฟันออกไป ปราณกระบี่พุ่งทะยานออกไป เปรี้ยง! ตูม! จินหยางขมวดคิ้วปราณกระบี่ของเขาปะทะบางอย่างก่อนถึงตัวหญิงสาวในศาลา
“ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนคุณชาย ข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของท่าน แต่ไม่ต้องห่วงข้าเตรียมคนที่ท่านจะต้องสู้ด้วยแล้ว”
ทันทีที่เสียงหร่วนถูกบรรเลงขึ้น ชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่นับสิบคนก็ปรากฏตัวออกมาล้อมตัวจินหยางเอาไว้ แต่ละคนกำชับดาบในมือแน่นอยู่ในสภาพเหม่อลอยเช่นชาวเมืองที่พบเจอ ไม่ถึงครึ่งลมหายใจทั้งหมดก็พุ่งเข้ามาพร้อมกับกวัดแกว่งดาบในมือ จินหยางรีบตวัดกระบี่ต้านรับเขาปะทะกับชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งที่พุ่งเข้าประชิด เคร้ง จินหยางถึงกับขมวดคิ้วเพราะชายฉกรจ์ด้านหน้าคือโซซุนและคนที่ล้อมตัวเขาเอาไว้คือคนจากสำนักดาบประกายฟ้า
“เป็นอย่างไรบ้างคุณชาย ขอให้ท่านสนุกกับค่ำคืนนี้”
จินหยางหมุนตัวเตะเท้าขวาไปที่ชายโครงของโซซุนอย่างถนัดถนี่ถีบเท้าซ้ายพุ่งทะยานขึ้นท้องฟ้าฟาดฟันกระบี่ในมือไปที่หญิงสาวอีกครั้ง ปราณกระบี่พุ่งทะยานทันใดนั้นเองเขาต้องตื่นตกใจอีกครั้งเพราะโซซุนที่ถูกเตะกระเด็นออกไปพุ่งเอาตัวเข้ารับปราณกระบี่ของจินหยางอย่างถนัดถนี่ เปรี้ยง! ตูม! ปราณกระบี่พุ่งผ่านร่างของโซซุนปะทะพื้นดินด้านหลังเสียงดังสนั่น ร่างของโซซุนถูกฝ่าเป็นสองซีกร่วงลงพื้น
“ท่านหัวหน้า”
เสียงตะโกนดังลั่นมาจากด้านหลังอยู่ ๆ คนของสำนักคุ้มภัยประกายดาบก็รู้สึกตัวจ้องมองจินหยางด้วยความแค้น
“ไอ้หนู ถึงแม้เราจะร่วมเดินทางด้วยกันมาหลายวันอีกทั้งเจ้ายังช่วยเหลือพวกข้าจากกลุ่มโจรแต่สิ่งที่เจ้าทำในวันนี้มันออกจะเกินไปหน่อยหรือไม่ เหตุใดกันที่เจ้าต้องลงมือสังหารหัวหน้าพวกข้า เราไม่เคยมีความแค้นต่อกันไม่ใช่รึ?”
จินหยางทำสิ่งใดไม่ถูกเพราะเขาตกอยู่ในหลุมพรางที่หญิงสาวได้วางเอาไว้ เขาแผ่ลมปราณตรวจสอบพบว่าหญิงสาวได้หายตัวไปเสียแล้ว
“ในเมื่อเจ้าไม่กล่าวสิ่งใดเช่นนั้นพวกข้าจะต่อสู้เป็นตายกับเจ้า เพื่อแก้แค้นให้หัวหน้า”
คนของสำนักคุ้มภัยที่เหลือต่างพุ่งทะยานเข้ามาอย่างไม่คิดชีวิต จินหยางขมวดคิ้วทำได้เพียงตวัดกระบี่ต้านรับ เคร้ง เคร้ง เคร้ง ผ่านไปเกือบหนึ่งเค่อจินหยางทำได้เพียงใช้กระบี่ในมือปัดป้องดาบที่ฟาดฟันเข้ามา ทันใดนั้นเองจินสัมผัสบางอย่างพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว เป็นลูกธนูหลายสิบดอกพุ่งเข้ามารอบทิศทาง เขาใช้ความเร็วโยกตัวหลบลูกธนู แต่ทว่าคนของสำนักคุ้มภัยถูกสังหารลงทั้งหมด เขาหรี่ตามองจ้องไปทางขวามือพบเห็นฉีหมิงถือง้าวเล่มใหม่และชายฉกรรจ์อีกผู้หนึ่งถือธนูเอาไว้ในมือ
“ข้าจัดการพวกสวะพวกนั้นแล้ว เอาเถอะตอนนี้ถึงเวลาที่ข้าจะต้องล้างอายเมื่อครั้งนั้น”
“เหตุใดพวกท่านถึงสังหารพวกเขาเช่นผักปลาแบบนี้เล่า”
“เจ้ากำลังโกรธแค้นแทนพวกมันอย่างนั้นรึ? ช่างน่าขำนัก พวกมันเป็นเพียงเบี้ยที่ใช้แล้วทิ้งของสำนักทลายฟ้าเท่านั้น ข้าจะบอกบางอย่างแก่เจ้าไอ้หนู สิ่งที่เจ้าพบเจอหลายวันก่อนที่จะเข้ามาในเมืองหลวงแห่งนี้ ทุกอย่างอยู่ในสายตาของพวกข้าและเป็นสิ่งที่หัวหน้าของข้าวางแผนเอาไว้ทั้งหมด ตอนนี้ชาวเมืองคงกำลังเล่นสนุกกับเพื่อน ๆ ของเจ้าอยู่เป็นแน่”
จินหยางขมวดคิ้วคิดถีบเท้ากลับไปที่เมืองแต่ทว่าถูกชายฉกรรจ์ที่ยืนอยู่ด้านข้างฉีหมิงยิงธนูสกัดกั้นเอาไว้เสียก่อน
“พวกท่านทั้งสองกำลังบีบบังคับข้า”
“เจ้ายังไปไหนไม่ได้ไอ้หนู แค้นของข้ายังไม่ได้ชำ…”
ฉีหมิงยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใดจบสิ้น จินหยางก็ปรากฏตัวด้านหน้าพร้อมกับฟาดฟันกระบี่ในมือชายฉกรรจ์ด้านข้างรีบถีบเท้าขวาทำให้ฉีหมิงกระเด็นออกไปหลบคมกระบี่ได้ทัน แต่ทว่าเขาเองต้องเสียเท้าขวาในการกระทำครั้งนี้ เลือดสีแดงพุ่งกระฉูดเต็มพื้น ฉีหมิงรีบตั้งท่าแทงง้าวในมือจินหยางโยกตัวหลบไปทางขวาใช้ท่อนแขนหนีบล็อกง้าวของฉีหมิงเอาไว้ เขาใช้กระบี่ในมือขวาฟันไปที่ด้ามง้าว ฉับ ด้ามง้าวที่เป็นเหล็กถึงกับขาดเป็นสองท่อน จินหยางหมุนตัวใช้มือซ้ายคว้าจับไปที่ง้าวที่ขาดแทงไปที่หน้าอกของชายฉกรรจ์ที่นั่งอยู่บนพื้นอย่างรวดเร็ว ความหวาดกลัวเริ่มเข้าเกาะกุมหัวใจของฉีหมิง
“ท่านจะบอกกล่าวได้หรือไม่ว่าข้าจะพบเจอหัวหน้าของท่านได้จากที่ไหน?”
ฉีหมิงตัวสั่นสะท้านรีบพุ่งเข้ามาสวมกอดร่างของจินหยางเอาไว้แน่น แน่นอนจินหยางรับรู้ว่าเขารีบใช้นิ้วโป้งซ้ายมือแทงเข้าไปที่ลำคอและหัวไหล่ขวาของฉีหมิง ทำให้แขนขวาอ่อนกำลังลง เขาเอนตัวไปทางซ้ายแทงเข่าขวาไปที่หน้าท้องของฉีหมิงถนัดถนี่ เปรี้ยง! ฉีหมิงถึงกับสำรองออกมาลงไปคุกเข่ากับพื้น
“เจ้า เจ้าเป็นใครกัน เจ้ารู้ทักษะวิชาของท่านหัวหน้าได้อย่างไร”
จินหยางแสยะยิ้มก้มลงไปกระซิบข้างหูฉีหมิง
“แล้วท่านรู้หรือไม่ว่าทักษะนี้มันสามารถทรมานผู้คนได้เจ็บปวดนัก ในเมื่อท่านห้ามข้าไปช่วยพวกเขา เช่นนั้นข้าจะให้ท่านทรมานจนแทบจะต้องอ้อนวอนให้ข้าสังหารท่านเลยทีเดียว อีกอย่างท่านไม่ต้องบอกกล่าวข้อมูลใด ๆ ของสำนักทลายฟ้าให้แก่ข้า เพราะสิ่งที่ข้ากำลังจะทำต่อจากนี้หาต้องการข้อมูลใด ๆ เพียงแค่ทรมานท่านที่ไม่เห็นคุณค่าของชีวิตมนุษย์เท่านั้น หวังว่าท่านจะชื่นชอบมัน”