ทว่าฉับพลัน! บรรยากาศก็พลิกกลับไปเป็หน้ามืออีกครั้งโดยน้าศรีไพร
“อืม เ้าลองคิดดูนะ ถ้าหากตอนนั้นเ้ากับข้าร่วมมือกันกำราบเ้าหมีตัวหมีั์ตัวนั้น ป่านนี้พวกเราคงจะกลายเป็พระมหากษัตริย์กันไปแล้ว”
น้าศรีไพรเอ่ย พลางยืนอกด้วยท่าทางอาจหาญ แทรกบรรยากาศที่เงียบสงัดขึ้นมา
“ห๊ะ! อะไรนะ จะพากันตายคู่สิไม่ว่า เ้าบ๊องเอ๊ย! คงไม่มีโอกาสได้นั่งกินเหล้าอยู่ด้วยกันจนถึงตอนนี้หรอก”
พรานวิโรจน์สวนกลับด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม จู่ ๆ ชายวัยห้าสิบปีทั้งสองคนก็หัวเราะร่าออกมาเสียงดังอย่างเอิกเกริก พวกเขาดูจะชอบอกชอบใจในคำพูดของแต่ละฝ่ายยิ่งนัก จะเว้นก็เสียแต่วารุตและเหล่าพรานหนุ่มทั้งสามที่พวกเขาหัวเราะกันไม่ออกเลยสักนิด เมื่อได้ฟังเื่ราวและสาเหตุที่ทำให้น้าศรีไพรสูญเสียแขนข้างขวาไป
คงอาจจะเป็เพราะฤทธิ์เหล้าที่ทำให้พวกผู้ใหญ่ทั้งห้าคน นอนหลับหมดสติกองพะเนินอยู่บนเตียง ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันได้พากันเก็บถ้วยชามเลยเสียด้วยซ้ำ ส่วนทางวารุตแม้ว่าเขาจะไม่ได้ดื่ม แต่ก็รู้สึกง่วงนอนไม่ต่างกัน เขาเเลซ้ายแลขวาหาพื้นที่ที่ตัวเองจะสามารถนอนได้ แต่มันก็ไม่มีที่ไหนที่จะเหมาะเท่ากับบนเตียงที่มีเหล่าขี้เหล้าห้าคนนอนระเกะระกะกองทับกันอยู่
วารุตพยายามค่อยๆ ดันขาของพรานวิโรจน์ออกเพื่อที่จะนอนแทรกลงตรงที่ว่างระหว่างนั้น ขณะที่วารุตกำลังพยายามดันขาพรานวิโรจน์อย่างประณีต จู่ ๆ พรานวิโรจน์ก็พลิกตัวกะทันหัน โดยที่เขาคงไม่ได้ตั้งใจ เพราะขาของเขาตวัดไปพาดลงกลางหน้าอกของน้าศรีไพรอย่างพอดิบพอดี
แต่ทว่าทั้งคู่ก็ยังคงนอนสลบเหมือดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำให้เตียงมีพื้นที่เหลือพอที่วารุตจะเอนตัวลงนอนได้ จนท้ายที่สุดวารุตก็ผล็อยหลับตรงนั้นท่ามกลางกินเหล้าที่เหม็นหึ่ง
ในเช้าของวันรุ่งขึ้นที่พระอาทิตย์ส่องแสงรำไร วารุตพร้อมแล้วสำหรับการออกเดินทางอีกครั้ง
“ให้เ้าเดินผ่าเมืองไป เส้นทางที่จะไปยังป่ามรกตอยู่อีกทางฟากฝั่งนั้น”
วารุตโค้งคำนับอย่างนอบน้อมต่อเหล่าบุคคลที่ให้เขาร่วมเดินทางมา
“ข้ารู้สึกว่าพวกเราจะได้เจอกันอีกในสักวันวารุต”
น้าศรีไพรเอ่ยแทรกขณะที่พรานวิโรจน์พูดจบ พลางถลาเข้าไปจับมือวารุตด้วยแขนซ้ายที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียว เพื่อเป็การอำลา
“พวกข้าขอให้เ้าเดินทางปลอดภัย”
“โชคดีนะวารุต”
“เดินเที่ยวทุกซอกทุกมุมให้ทั่วทั้งป่ามรกตเลยนะวารุต ทำในส่วนของพวกเราด้วย”
สามนายพรานหนุ่มกล่าวอวยพร
วารุตโค้งคำนับพวกเขาเ่าั้อย่างนอบน้อมอีกครั้ง
“ขอบคุณที่ให้ข้านั่งรถเกวียนมาด้วยและอาหารแสนอร่อยเมื่อคืนนี้นะขอรับ ข้าเองก็รู้สึกเหมือนกันว่าพวกเราจะได้เจอกันอีกในเร็ววัน”
บรรยากาศ ณ ตรงนั้นช่างแสนปลาบปลื้มทุกคนต่างพากันยิ้มออกมา
“แน่นอน”
พรานวิโรจน์ตอบรับวารุตซึ่งเป็คำพูดสุดท้าย จากนั้นวารุตก็หันหลังก้าวเดินจากพวกเขาไป
ความร้อนจากแสงพระอาทิตย์ ดูท่าว่ามันจะเพิ่มขึ้นทั่วทุกขณะ วารุตออกเดินมาได้สักพัก แต่ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะใกล้ถึงจุดหมาย มันไกลกว่าที่เขาคิดเอาไว้
ก่อนอื่นเลย สิ่งแรกที่วารุตจะต้องทำนั้นก็คือ เขาจะต้องเดินเข้าไปยังใจกลางเมือง เดินตัดผ่าถนนเส้นหลักตรงดิ่งไปทางทิศใต้ จะปรากฏเห็นเส้นทางของรถลากเกวียน โดยถนนเส้นนั้นจะมีจุดสิ้นสุด ณ ผืนป่ามรกตโดยตรง ตามคำแนะนำของพรานวิโรจน์ก่อนที่วารุตจะออกเดินทางมา
และเมื่อเดินต่อมาได้อีกสักพักดูเหมือนว่าเส้นทางจะย่นลงมาแล้ว ในที่สุดวารุตก็เริ่มพบเห็นความเปลี่ยนแปลง เริ่มที่จะเห็นรถเกวียนขนสินค้าแล่นผ่านไปมา เห็นเหล่าผู้คนที่ช่วยกันแบกหามข้าวของไปยังจุดโน้นที่จุดนี้ที่ หรือจะเป็เหล่านายทหารม้าที่กำลังออกตรวจตราตามสถานที่ต่างๆ พอเดินถลำลึกเข้ามาเรื่อย ๆ วารุตก็รู้ได้ทันทีว่านี่แหละคือใจกลางเมือง
แม้แต่ในยามที่แสงแดดร้อนระอุ ยังมีผู้คนมากมายเดินสวนทางกันไปมาพลุกพล่าน มีแผงค้าขายของเหล่าพ่อค้าแม่ค้าตั้งเรียงรายเต็มไปตลอดสองฝั่งทาง วารุตรู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้เห็นกับบรรยากาศใหม่ๆ
เขากล้าที่จะเดินเข้าไปขอขนมหวานกับคุณยายคนหนึ่ง ขณะที่ท่านกำลังนั่งขายอยู่บริเวณนั้น ซึ่งท่านก็ใจดีให้กับเขาเสียด้วย คุณยายยื่นเอาขนมเปียกปูนสามห่อให้กับวารุตด้วยรอยยิ้มที่ไม่เห็นฟัน
“ขอบใจคุณยายมากนะขอรับ”
ระหว่างที่วารุตเดินไปกินไปอย่างมูมมาม เขาก็ได้ยินเสียงคนเอะอะโวยวายมาจากทางด้านหน้า
“ -- รำคาญ! ขวางหูขวางตาจะไปไหนก็ไป!”
เสียงตะคอกดังอยู่เบื้องหน้าไม่ไกลนัก จนวารุตเดินเข้ามาใกล้พอที่จะเห็นเหตุการณ์ ข้าวของถูกโยนทิ้งกระจัดกระจายเกลื่อนถนน มองเห็นชายรูปร่างอ้วนท้วมกำลังไล่ตะเพิดคุณตาคนหนึ่ง
แต่สิ่งที่ดูจะแปลกไปเอามากๆ นั้นก็คือ ผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นไม่ได้ให้ความสนใจกับเหตุการณ์นี้เลย พวกเขาพากันเดินไปเดินมาอย่างปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
คุณตาเนื้อตัวมอมแมม สวมใส่เสื้อผ้าที่ขาดหลุดลุ่ยเลอะเปรอะเปื้อน ค่อยๆ ก้มเก็บตะกร้าใส่ของทีละใบ ยกขึ้นใส่ในรถเข็นของตัวเองท่าทีเศร้าสร้อย
“เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ”
วารุตถามอย่างไร้เดียงสา ปากก็เคี้ยวขนมเปียกปูนอยู่หมุบหมับ
หญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างกันจึงบ่นพึมพำออกมาว่า
“เป็แบบนี้ประจำ สี่วันก่อนคืนพระจันทร์เต็มดวงตาเทียนจะออกมาเรี่ยไรข้าวของ ทำให้ผู้คนแถวนี้เดือดร้อน”
สีหน้าของนางบูดบึ้ง บ่นไปส่ายหัวไป
“ทำไมคุณตาเขาถึงทำอย่างนั้นล่ะขอรับ”
วารุตถามต่ออย่างนึกสงสัย
“ก็เพราะว่าเขาเป็คนบ้าน่ะสิ นำข้าวของไปบวงสรวงที่ป่าร้าง งมงายคิดว่าป่าผืนนั้นยังคงประเสริฐอยู่ ช่างไร้สาระเสียจริงๆ”
นางเอ่ยอย่างฉุนเฉียว
วารุตทำหน้าตางงงวยเมื่อได้ฟัง
“บวงสรวงป่าร้าง”
เขาทวนเสียงแ่เบาสายตาครุ่นคิด ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ยินสิ่งที่เขาทวน และนางก็เดินส่ายน่าเบื่อหน่ายใจจากวารุตไป