หยดเืสีแดงฉานค่อย ๆไหลซึมไปตามร่องปูนของตรอกแคบอันมืดมิดกลิ่นคาวเืคละคลุ้งผสมปนเปกับกลิ่นขยะเน่าเหม็น ‘ฟางจิ่วหลิน’ หญิงแกร่งวัยสามสิบห้าปี ผู้ครองฉายา ‘เจ๊ใหญ่ปากมีดแห่งตลาดสดเจี้ยนเซิง’ นอนเบิกตากว้างจ้องมองท้องฟ้าสีเทาหม่น ๆ ที่ถูกตึกระฟ้าบดบังััเย็นเยียบของตะกั่วที่ฝังอยู่กลางอกซ้าย กำลังสูบเอาลมหายใจของเธอไปทีละน้อยความเ็ปแผ่ซ่านจนชาหนึบไปทั้งร่าง
ใครจะไปคาดคิดว่าผู้หญิงที่มีฝีปากคมกริบชนิดที่พ่อค้าแม่ค้าทั้งตลาดต่างต้องก้มหัวยอมจำนนให้ผู้หญิงที่ด่าทอคนหน้าด้านจนต้องร้องขอชีวิตมานักต่อนักกลับต้องมาพบจุดจบอันน่าอนาถอย่างนี้
และจุดเริ่มต้นของความตายก็มาจากริมฝีปากที่ร้ายกาจของเธอนั่นแหละ!
เพียงแค่พูดถึงเื่ที่ผู้มีอิทธิพลระดับประเทศซุกซ่อนเมียน้อยและฟอกเงินผิดกฎหมาย เธอหลุดปากบอกเพื่อนสนิทไปเพียงไม่กี่ประโยคหายนะก็มาเยือนอย่างรวดเร็วราวกับเงาตามตัว เสียงปืนเก็บเสียงที่ดังฉึกเมื่อครู่เป็เครื่องยืนยันชั้นดีว่า ในโลกที่อำนาจเงินตราเป็ใหญ่ ชีวิตคนธรรมดาก็เป็เพียงแค่มดปลวกที่ถูกเหยียบย่ำได้อย่างง่ายดาย
‘บัดซบเอ๊ย!ฆ่าคนปิดปากเพียงเพราะเื่แค่นี้เนี่ยนะ! แล้วฉันซื้อฉลากใต้ดินไว้ถูกรางวัลตั้งสองใบ ยังไม่ได้เอาไปขึ้นเงินเลย ก็ดันต้องมาสิ้นใจตายซะแล้วฉันยังไม่อยากตายโว้ย!’
แววตาของหญิงสาวเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นหยาดน้ำตาแห่งความไม่ยินยอม ไหลรินรดหางตา ก่อนที่สติสัมปชัญญะทั้งหมดจะจมดิ่งลงสู่ความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้ง...
หนาว...
ความรู้สึกแรกนั้นช่างหนาวเหน็บแทรกซึมเข้าสู่แกนกระดูกดำ ปลุกเร้าโสตประสาทที่ดับวูบไปแล้วให้กลับมาทำงานอีกครั้ง กลิ่นเหม็นอับของดินชื้น ๆคละคลุ้งกับกลิ่นเชื้อราที่เกาะกินไม้ผุพังลอยโชยมาเตะจมูก ศีรษะของเธอปวดหนึบอย่างกับถูกลิ่มเหล็กตอกย้ำลงไปซ้ำ ๆ ในทุกจังหวะการเต้นของหัวใจ
“แม่จ๋า… ฮึก… ฮือ ๆอย่าทิ้งพวกเราไป… อย่าขายพวกเราให้ลุงคนนั้นเลยนะแม่”
“ถึงหนูหิว…หนูก็จะทนหิว จะไม่กินข้าวแล้ว… แม่จ๋าตื่นมามองพวกเราก่อนสิ...”
เสียงเล็กแหลมแหบพร่าดังก้องอยู่ข้างหูพร้อมกับแรงเขย่าสั่นคลอนที่ท่อนแขน ฟางจิ่วหลินพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่กระจัดกระจายอยู่ตามร่างกายให้มารวมกันอยู่ที่แกนกลางลำตัว
เปลือกตาที่หนักอึ้งเสมือนถูกทับด้วยูเาหินปูนค่อยๆ เปิดขึ้นอย่างยากลำบาก แสงสลัวที่ลอดผ่านรอยแตกของหลังคามุงจากส่องให้เห็นโครงร่างเล็กจ้อยสามร่าง กำลังเกาะกุมแขนขาของเธอไว้แน่นิัของเด็กน้อยเ่าั้ซีดเหลืองประหนึ่งเทียนไขหนำซ้ำยังซูบผอมจนเห็นรอยนูนของกระดูกซี่โครงทะลุเสื้อผ้าเนื้อบาง ๆสีฟ้าหม่นที่ปะชุนด้วยเศษผ้าหลากสี
‘เด็กพวกนี้ลูกใคร?แล้วทำไมสภาพถึงได้อนาถอย่างกับศพเดินได้ขนาดนี้เนี่ย?’
ฟางจิ่วหลินนิ่วหน้าเธอขยับริมฝีปากที่แห้งผากจนแตกเป็ขุยเพื่อเปล่งเสียง “หนวกหูน่า…ร้องไห้หาแม่พวกเธอหรือไง หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้เลยนะ”
น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นแหบแห้งอย่างกับเสียงกระดาษทรายถูไถกันแต่ทว่ามันกลับทรงพลังพอที่จะทำให้ร่างเล็กทั้งสามสะดุ้งเฮือกเด็กหญิงคนเล็กสุดที่เกาะแขนเธออยู่รีบยกมือที่เต็มไปด้วยรอยแผลแตกกร้านขึ้นปิดปากตัวเองแน่นดวงตากลมโตที่เอ่อล้นด้วยหยาดน้ำตา มองมาที่มารดาด้วยความหวาดผวาปนออดอ้อนริมฝีปากเล็ก ๆ เม้มเข้าหากันแน่น ปานกำลังแสดงละครบทโศก เพื่อเรียกความสงสาร
ในขณะที่เด็กหญิงอีกคนซึ่งดูโตกว่าเพียงเล็กน้อย ก้าวพรวดออกมาขวางหน้าน้องสาวแววตาแม้จะซ่อนความตื่นตระหนก แต่ก็มีความแข็งกร้าวเด็ดเดี่ยวฉายชัดมือเล็กกำหมัดแน่นพร้อมจะพุ่งเข้าชนทุกสิ่ง
“ถ้าแม่จะขายพวกเราเพื่อแลกกับเศษเงินแค่ไม่กี่หยวนแม่ก็ขายฉันไปคนเดียวเถอะ! ปล่อยน้อง ๆ ไว้ พวกเธอเป็สายเืของแม่นะ!”
ส่วนเด็กหญิงคนกลางถอยร่นไปยืนอยู่ตรงมุมมืดอย่างเงียบเชียบดวงตาที่เคยกลมโตเหมือนไข่ห่านหรี่แคบลงเล็กน้อยกวาดตามองประเมินสถานการณ์รอบด้านอย่างระแวดระวังสองมือไพล่หลังกำเศษหินก้อนเล็กไว้แน่นคล้ายว่ากำลังคำนวณทางหนีทีไล่และผลประโยชน์ที่อาจเสียไป
ฟางจิ่วหลินชะงักงัน ‘แม่? ขาย? หยวน? สายเื? นี่มันอะไรกันวะเนี่ย!’
ความทรงจำสุดท้ายของเธอคือการถูกยิงตายในซอกตึกกลางเมืองหลวงปักกิ่งในปี 2026 ไม่ใช่การมานอนคลุกฝุ่นในกระท่อมดินที่สภาพย่ำแย่ยิ่งกว่าเล้าหมูแบบนี้!
สัญชาตญาณการเอาตัวรอดผลักดันให้หญิงสาวกัดฟันกรอดแล้วยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเลเธอสะบัดศีรษะเพื่อขับไล่ความมึนงงที่เกาะกินสมองออกไปจนหมดจากนั้นเธอกวาดสายตามองไปรอบห้องแคบ ๆ ที่มีเพียงโต๊ะไม้ขาเป๋หนึ่งตัวและเก้าอี้ที่พนักพิงหักไปครึ่งหนึ่ง สภาพแร้นแค้นอย่างกับเพิ่งผ่านพ้นภัยแล้งมาหมาดๆ
สายตาของเธอสะดุดเข้ากับเงาสะท้อนในกระจกทองเหลืองบานเล็กแตกร้าวที่วางแหมะอยู่บนโต๊ะไม่ใกล้ไม่ไกล ฟางจิ่วหลินกลั้นหายใจ ลากสังขารที่หนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยหินศิลา เดินโซเซไปที่โต๊ะตัวนั้นสองมือเรียวแต่หยาบกร้านยันขอบโต๊ะไว้แน่นเพื่อช่วยประคองการทรงตัวั์ตาสีเข้มเบิกกว้างขึ้นเมื่อจ้องมองภาพสะท้อนตรงหน้าแล้วเห็นว่า…
ใบหน้าในกระจกคือใบหน้าของเธอไม่ผิดเพี้ยน!โครงหน้าเรียวรูปไข่ จมูกเชิดรั้น และริมฝีปากบางที่มักจะขยับด่าทอผู้คน หากแต่…
มันกลับเป็ใบหน้าที่ซูบตอบปราศจากการแต้มแต่งเครื่องสำอางผิวพรรณซีดเซียวไร้สีเื ซ้ำยังมีรอยหยาดน้ำตาคราบเก่าเกรอะกรังอยู่ที่หางตาที่เห็นอยู่นี้คือร่องรอยของผู้หญิงที่ยอมตรอมใจตายเพราะความอ่อนแอและเพราะความโง่เขลาของตัวเอง!
‘นี่มันเกิดเื่บัดซบอะไรขึ้นกับชีวิตของเธอกันแน่!’
ท่ามกลางความตื่นตระหนกที่ตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอสายตาของเธอก็พลันเหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นบางที่ถูกตอกติดกับผนังดินสีหม่นมันคือปฏิทินแบบฉีกที่กระดาษเหลืองกรอบจนขอบม้วนงอตัวเลขและตัวอักษรสีแดงซีดจางที่ปรากฏบนนั้นทะลุทะลวงเข้าสู่โสตประสาทอย่างกับอสนีบาตฟาดฟันกลางฤดูร้อน
‘วันที่ 15ตุลาคม ปี 1975 งั้นเหรอ?’
ด้านข้างปฏิทินยังมีแผ่นป้ายโฆษณาชวนเชื่อสีแดงที่ติดตระหง่านอยู่บนผนังข้อความตัวอักษรจีนตัวเต็มเขียนไว้อย่างดุดันว่า
‘ก้าวไปข้างหน้าด้วยการผลิต!สหกรณ์คือบ้านของมวลชน!’
ฟางจิ่วหลินเบิกตากว้างจนลูกตาแทบถลนลมหายใจสะดุดกึก ความเ็ปจากการถูกยิงสลายไปจนหมดสิ้นถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบที่แล่นปราดั้แ่กระหม่อมจรดปลายเท้า
‘์!เจ๊ใหญ่ที่ดูแลกิจการเขียงหมูในตลาดนับสิบแห่งในเมืองปักกิ่งผู้หญิงสวยสะพรั่งที่ปากแจ๋วเกินต้านอย่างฉัน ถูกยิงตายไม่พอิญญายังถูก์เตะโด่งให้ข้ามเวลามาอยู่ในยุคสาธารณรัฐประชาชนจีนปี 1975เหรอเนี่ย!’
นี่มันยุคปฏิวัติวัฒนธรรมที่ล้าหลังที่สุดข้าวยากหมากแพงที่สุด ยุคที่เนื้อสัตว์สักชิ้นต้องแลกด้วยคูปองอาหารต้องแลกด้วยคะแนนสะสมที่ได้มาจากการทำงานหนักตรากตรำ
ปี 1975 คือยุคที่กฎหมายบ้านเมืองอ่อนแอจนพวกอันธพาลและมาเฟียเดินกร่างคับเมือง ซ้ำร้ายร่างที่เธอเข้ามาอาศัยอยู่ยังเป็ถึงแม่ของเด็กแฝดสาม ที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์บัดซบถึงขั้นจะขายลูกกิน!
“แม่จ๋า…แม่เป็อะไรไป… แม่อย่าทำหน้าตาน่ากลัวแบบนั้นสิ หนูกลัว”เสียงสะอื้นของเด็กหญิงคนเล็กดังแว่วเข้ามาในโสตประสาทอีกครั้ง พร้อมกับมือน้อย ๆที่กระตุกชายเสื้อผ้าฝ้ายเก่าขาดของเธอเบา ๆ
แต่วินาทีนี้โลกทั้งใบของฟางจิ่วหลินหมุนคว้างขาทั้งสองข้างอ่อนแรงเหมือนดั่งถูกสูบิญญาออกไปอีกรอบ ความสับสนมึนงงโจมตีเข้าที่สมองอย่างรุนแรง
‘์เฮงซวยเอ๊ยให้ย้อนเวลามาอยู่ในยุคที่ล้าหลังแบบนี้เนี่ยนะ แล้วฉันจะอยู่ยังไงล่ะเนี่ย’
ในขณะที่ฟางจิ่วหลินกำลังก่นด่าในใจจู่ ๆ ภาพตรงหน้าก็ตัดฉับ ร่างผอมบางของเธอทรุดฮวบลงกับพื้นดินที่แห้งแข็ง
“แม่!!! แม่จ๋า”
เด็กแฝดสามคนร้องะโด้วยความตกอกใเพิ่งจะเข้าเช้าวันใหม่แท้ ๆ แต่แม่จ๋าก็หมดสตินอนสลบไสลไปอีกแล้ว