บทที่ 23 ภาพลวงตากับความจริง
อันหยู่เปิดหนังสือ พอเปิดไปถึงหน้าหนึ่งก็พบว่าหน้านั้นถูกฉีก ลักษณะรอยฉีกมันดูคุ้นตาเหลือเกิน คล้ายกับเวลาที่ไป๋อิงเผลอทำหนังสือขาด ทุกครั้งก็จะเป็รอยแบบนี้เสมอ
อันหยู่หยิบแว่นตาออกมาจากกล่องแว่นในกระเป๋า ใส่แว่นแล้ว สิ่งที่เห็นก็เปลี่ยนไปเป็ของอีกโลกหนึ่ง เห็นคู่รักมากมายกำลังคุยกันอยู่ตามชั้นหนังสือ เห็นซูิเจี๋ยนั่งอยู่ตรงหน้า และไป๋อิงนั่งอยู่บนพื้นด้านนอก พอมองออกไปนอกหน้าต่าง เหมือนกับว่าไป๋อิงก็มองเห็นตัวเองเหมือนกัน?
อันหยู่ลองมองไปทางที่ตัวเองอยู่ เห็นไป๋อิงมองมาที่ตนเอง ขณะที่ข้าง ๆ กลับไม่มีใครอยู่เลย ในตอนนั้นเองก็มีผู้หญิงหน้าตาสะสวยนั่งลงตรงหน้าอันหยู่ อันหยู่รู้สึกว่านี่คือผู้หญิงที่สวยที่สุดเท่าที่เคยเจอ สวยเหมือนกุหลาบ งดงามแต่ก็ดูเหมือนจะมีหนามแหลมซ่อนอยู่ แม้ตอนนี้จะยังไม่เห็นหนามพวกนั้นก็ตาม
อันหยู่มองดูเธอ แล้วก็ถอดแว่นตาออก ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพเดิม ห้องสมุดก็ยังคงเป็ห้องสมุดเหมือนเดิม
สิ่งที่เห็นเบื้องหน้ามีแค่พายุหิมะที่นอกหน้าต่างที่ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น อันหยู่ใส่แว่นอีกครั้ง จากนั้นก็ถอดเก็บใส่กล่องแว่น กลับเข้ากระเป๋าเหมือนเดิม
"ยายแก่ ข้างนอกเกิดอะไรขึ้น? พายุหิมะมันแรงขึ้นเรื่อย ๆ แล้วนะ"
เถ้าแก่หงลืมตาขึ้น พ่นลมหายใจออกมาเป็ไอขาว มองไปนอกหน้าต่าง "ไม่รู้เหมือนกัน แต่ดูเหมือนจะเป็เพราะมีใครบางคนจ้องมาที่เธอนะ ทายาทตระกูลอัน อันหยู่น้อยเธอควรจะรู้ดีกว่าฉันสิ?"
อันหยู่มองเถ้าแก่หง "ฉันบอกแล้วว่าอย่าเอ่ยถึงเื่นี้ ฉันเกลียดชื่อนี้ แล้วก็ไม่อยากได้ยินมัน"
เถ้าแก่หงยิ้ม มองออกไปยังพายุหิมะด้านนอก "ก็หน้าหนาวแล้ว หิมะก็ตก ความหนาวก็มาเยือน อันหยู่ เธอดูเหมือนจะทนความหนาวไม่ไหวสินะ"
อันหยู่นิ่งไปเล็กน้อย "บางทีอาจจะใช่ แต่ฉันเองก็เคยััได้ถึงความหนาว เคยผ่านฤดูหนาวที่หิมะตกมาแล้ว"
เถ้าแก่หงหัวเราะเบา ๆ พลางดึงผ้าคลุมไหล่สีขาวบนบ่าลงมา "หวังว่าเดี๋ยวเธอจะรับมือไหวนะ อีกไม่นานที่นี่ก็คงไม่ปลอดภัยแล้ว ไม่รู้จะทนได้นานแค่ไหนก่อนที่ไป๋อิงจะมาถึง หวังว่าฉวนจะหยุดยั้งเื่นี้ได้นะ”
ฉวนยังคงอ่านหนังสือในมือ ฟังบทสนทนาของทั้งสองคนอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่รู้ว่ากำลังคิดเื่อะไรอยู่ อาจจะเป็เพราะในหัวมีความคิดยุ่งเหยิงเกินไป บางที่นี่อาจเป็ความรู้สึกที่อธิบายยาก
แม้แต่ฉวนก็ยังเกิดความรู้สึกไม่ชัดเจน
พายุหิมะนอกห้องสมุดยิ่งแรงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่นานนักนักศึกษาหลายคนที่เห็นว่าน่าสนุกั้แ่แรกก็เสียดายที่จะต้องจากไป จนสุดท้ายต่างคนต่างกลับหอพักกันไปทีละคน เพราะทนกับลมหนาวและหิมะที่พัดเข้ามาไม่ไหว
มีเพียงนักศึกษาหญิงคนหนึ่งที่เพิ่งออกจากห้องสมุด ตอนที่กำลังจะกลับหอพัก ทว่าเพิ่งก้าวออกมาก็พบว่าข้างนอกกลายเป็โลกน้ำแข็งไปแล้ว จนเดินไปไหนแทบไม่ได้ เธอเลยต้องกลับเข้ามาในห้องสมุดอีกครั้ง
“อาจารย์หง ข้างนอกทำไมถึงมีหิมะตกหนักขนาดนี้กันนะ? แถวนี้แทบไม่เคยมีหิมะเลย วันนี้กลับตกหนักมาก ทั้งที่ในพยากรณ์อากาศก็ไม่ได้แจ้งอะไรไว้เลย”
เถ้าแก่หงเหลือบมองดูนักศึกษาหญิงคนนั้น ซึ่งเป็ถึงดาวมหาวิทยาลัย หน้าตาสะสวย รูปร่างดี ผลการเรียนก็ยอดเยี่ยม เป็สาวในฝันของชายหนุ่มในมหาวิทยาลัยหลายต่อหลายคน
เถ้าแก่หงเองก็ไม่ใช่คนที่ไม่ชอบเสน่ห์ความงาม เลยรู้สึกเอ็นดูนักศึกษาคนนี้เป็พิเศษ “อืม เื่นี้ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ ยังไงคนเราก็จะไปรู้แผนการของ์ไม่ได้ทุกเื่อยู่แล้ว ใครจะไปรู้ว่าแค่พริบตาเดียวอากาศจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ เอาอย่างนี้นะ เธออยู่ในห้องสมุดนี้ก่อนดีไหม รออีกหน่อยเผื่อว่าหิมะจะหยุด แล้วอีกอย่างหิมะตกหนักขนาดนี้แถวหอหญิงอาจจะแย่เอาได้ ยังไงที่นี่ก็ปลอดภัยกว่านะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องอยู่ที่นี่ก่อนค่ะ” พูดจบ เธอก็เดินเข้าไปในห้องสมุด เลือกหนังสือที่อยากอ่าน แล้วไปนั่งในจุดที่ว่าง ซึ่งบังเอิญตรงข้ามกับอันหยู่พอดี
อันหยู่เงยหน้าขึ้น ก็เห็นนักศึกษาหญิงคนเดียวกับที่เพิ่งเห็นผ่านแว่นตาเมื่อครู่ เพียงแต่ตอนนี้เธอดูต่างออกไป ผมยาวขึ้นและยิ่งดูสวยขึ้นกว่าเดิม
อันหยู่ไม่ได้คิดอะไรมาก เลยก้มหน้ากลับไปอ่านหนังสือต่อ
ขณะที่นักศึกษาหญิงตรงหน้าก็แอบเหลือบมองอันหยู่เป็ระยะ ๆ
ส่วนเถ้าแก่หงก็มีท่าทีเหมือนกำลังนั่งดูละครอยู่มากกว่า
ไป๋อิงจู่ ๆ ก็จาม เลยเช็ดจมูกด้วยท่าทางมึนงง “อะไรกันเนี่ย? รู้สึกเหมือนมีใครเรียกเรารึเปล่า? จามเป็รอบที่สองแล้วนะเนี่ย”
ซูิเจี๋ยนั่งอยู่บนม้านั่ง มองไปที่ไป๋อิงที่เพิ่งจามเสร็จ “อาจจะมีใครแอบนินทานายอยู่ก็ได้มั้ง”
ไป๋อิงเหลือบมองซูิเจี๋ย แล้วทำท่าคิดอยู่ครู่หนึ่ง “อืม...ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความเป็ไปได้นะ ยังไงก็มีคนโง่ ๆ ชอบแอบด่าคนคนอื่นลับหลังใช่ไหมล่ะ? ซูิเจี๋ย”
ซูิเจี๋ยรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี เลยจำใจตอบไป “ฉันจะไปรู้ได้ยังไง เื่แบบนี้นายควรถามตัวเองมากกว่า ฉันเพิ่งเริ่มงาน ยังเป็มือใหม่ ไม่รู้อะไรหรอก”
ไป๋อิงมองซูิเจี๋ยที่ดูเหมือนจะพยายามตีมึน “ก็จริง ยังเป็มือใหม่ ซูิเจี๋ย ดูเหมือนว่านายก็ใจกล้าดีนะ”
“เหรอ? อย่าพูดมากเลย ดูต่อเถอะ เดี๋ยวถ้าพลาดอะไรไปแล้วเกิดเื่ยุ่งจะลำบากเอา”
ไป๋อิงมองซูิเจี๋ยอีกครั้งก่อนหันกลับไปข้างหน้า “ก็จริง”
เหลียงซวี่ขยับแว่นตา ขณะเดินอยู่บนทางกลับบ้าน ระหว่างทางก็มีนักศึกษาทักทายบ้างตามมารยาท เหลียงซวี่เองก็โต้ตอบกลับไปอย่างสุภาพ
เขาอายุยังน้อยแต่ได้เป็ศาสตราจารย์และเริ่มสอนหนังสือในมหาวิทยาลัย ด้วยความที่ยังหนุ่มและหน้าตาดี เลยเป็ที่ชื่นชอบของนักศึกษาหลายคน แม้ว่าในสายตาของเหลียงซวี่ ทุกอย่างจะยังคงเหมือนเดิม และเ้าตัวก็ยังคงมีบุคลิกเ็า แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจปฏิเสธความนิยมในหมู่นักศึกษาหรือแม้แต่อาจารย์สาวในมหาวิทยาลัยได้เลย เพราะอาจารย์ที่หนุ่มขนาดนี้มีแค่เหลียงซวี่คนเดียว
ว่ากันว่าของหายากย่อมมีค่ามาก เหลียงซวี่เลยเป็ที่หมายปองของใครหลายคน
แต่ถึงอย่างนั้นเหลียงซวี่ก็ยังคงมีท่าทีที่เ็า อีกทั้งยังลือกันว่าแต่งงานและมีลูกสาวแล้วด้วย
วันนี้เขาเพิ่งสอนหนังสือเสร็จ เลยเดินกลับบ้านตามปกติ
เท้าของเขาก้าวไปบนถนนที่ปูด้วยก้อนหิน มีลูกกวาดกลิ้งผ่านไปมาเป็ระยะ สะท้อนให้เห็นว่าเหลียงซวี่อารมณ์ดี
ขณะเดินผ่านร้านของขวัญ เหลียงซวี่ก็เห็นสร้อยคอรูปหยดน้ำในตู้กระจก เขาคิดว่าถ้าภรรยาได้ใส่ต้องสวยมากแน่ ๆ ภรรยาก็น่าจะดีใจเหมือนกัน
พอคิดได้แบบนั้น เขาก็รีบเดินเข้าไปในร้านทันที
ผ่านไปไม่นาน เหลียงซวี่ก็เดินออกมาจากร้าน ในมือมีถุงผ้าสีน้ำเงิน เดินกลับบ้านอย่างอารมณ์ดี แม้ฟ้าจะครึ้มแต่การก้าวเดินของเขากลับปลอดโปร่งเบาสบายและเต็มไปด้วยความหวัง
ลูกกวาดยังคงกลิ้งไปตามพื้น เขาเดินไปจนเหยียบโดนลูกกวาดแตกกระจาย ก่อนจะเปิดประตูเข้าบ้าน
“กลับมาแล้ว”
เหลียงซวี่พูด ลู่อิงพอได้ยินเสียงของสามีก็รีบเดินออกมา ท่าทางจะเป็แม่บ้านเต็มตัว ผมถูกรวบขึ้นอย่างลวก ๆ ใส่ผ้ากันเปื้อน
“ที่รัก กลับมาแล้วเหรอ? วันนี้ทำไมกลับเร็ว ปกติหกโมงกว่าถึงกลับมานี่”
เหลียงซวี่ถอดเสื้อคลุมออก พร้อมหยิบถุงผ้าสีน้ำเงินที่ถืออยู่ขึ้นมาอวดลู่อิง
“วันนี้มีคาบสอนน้อย เลยไม่มีอะไรให้ทำต่อ เลยรีบกลับบ้าน ดูสิว่าผมซื้ออะไรมาให้”
ลู่อิงตอบแบบไม่ต้องคิด “ลูกกวาดแน่ ๆ!”
เหลียงซวี่แสดงสีหน้าอึดอัดใจ แล้วตอบ “ไม่ใช่จ้ะ…เป็สร้อยคอต่างหาก” พูดจบก็หยิบสร้อยออกมาให้ดู
ลู่อิงทำหน้าไม่ชอบใจ “เชอะ” แต่ก็รีบเปลี่ยนสีหน้าเป็ยิ้มแย้ม “สวยจังเลย~”
“ชอบไหม?” เหลียงซวี่ถาม
“ไม่ชอบ” ลู่อิงตอบตรง ๆ
“เหรอ…”
แต่สุดท้ายลู่อิงก็ยอมรับสร้อยคอเส้นนั้นอยู่ดี ยังไงก็เป็ของขวัญที่สามีซื้อให้ “แต่ช่างเถอะ ดู ๆ ไปก็สวยดี อีกอย่างที่รักซื้อมาให้เองด้วย ฉันก็ชอบหมดแหลาะ แต่ครั้งหน้าถ้าจะให้ของขวัญก็เอาเป็ขนมหรือลูกอมอะไรแบบนั้นดีกว่านะ”
“อืม ขอแค่ชอบก็พอ”
ลูกสาวที่นั่งวาดรูปอยู่ในห้องนั่งเล่น ฟังพ่อแม่สวีทกันจนชิน เพราะฉากแบบนี้จะโผล่มาสักเดือนสองเดือนครั้ง และโดยปกติพ่อก็จะเลือกทำเป็ลืมประโยคหลังของแม่ ส่วนแม่เองก็ไม่เคยเบื่อที่จะพูดซ้ำ
หลังจากเหลียงซวี่ใส่สร้อยหยดน้ำให้ลู่อิงแล้ว ลู่อิงก็เดินไปเตรียมอาหารอย่างอารมณ์ดี ส่วนเหลียงซวี่ก็นั่งลงข้างลูกสาว ดูลูกสาววาดรูป
แต่พอมองรูปของลูกสาว เหลียงซวี่ก็อดสงสัยไม่ได้ เพราะลูกสาวอย่างเหลียงซิงอิงถือว่ามีพร์การวาดรูปแปลก ๆ มาจากแม่แบบเต็ม ๆ
“ลูก วาดอะไรอยู่เหรอ?”
“พ่อดูไม่ออกเหรอคะ หนูวาดอีกาไง แม่บอกว่าการวาดรูปไม่ต้องไปยึดติดอะไร อยากวาดอะไรก็วาดสิ่งนั้น หนูก็เลยวาดอีกาสีรุ้ง พ่อว่าสวยมั้ย?”
เหลียงซวี่มองลูกสาวด้วยแววตาเต็มไปด้วยความรัก เอ็นดูลูกสุด ๆ “สวยสิ ไม่เสียแรงที่เป็ลูกพ่อ วาดได้สวยที่สุดเลย”
“ดีใจจัง! พ่อชอบเหรอ?”
และในระหว่างนั้นเองลู่อิงก็ทำอาหารเสร็จ จนกลิ่นหอมของอาหารโชยมา พร้อมกับเอามาวางไว้บนโต๊ะ “กินข้าวได้แล้วจ้า”
เหลียงซวี่ว่า “ไปกินข้าวกันนะคะ ลูกสาวของพ่อ”
เหลียงซิงอิงก็รีบเก็บอุปกรณ์วาดรูป แล้ววิ่งตามไป “มาแล้วค่ะ!”
ครอบครัวนี้ก็ใช้ชีวิตกันแบบเรียบง่าย กินข้าวเย็นด้วยกันเสร็จ ต่างคนก็ต่างไปล้างเท้าล้างหน้า ลูกสาวเหลียงซิงอิงก็เข้านอนไว เพราะพรุ่งนี้ต้องไปมหาวิทยาลัย ส่วนเหลียงซวี่กับลู่อิงก็นั่งดูทีวีด้วยกันสักพัก ก่อนที่ลู่อิงจะเข้าห้องนอน เหลียงซวี่ก็ยังนั่งดูข่าวในหนังสือพิมพ์กับข่าวทีวีต่ออีกนิด แล้วจึงปิดทีวี ปิดไฟ แล้วไปนอน
เหลียงซวี่นอนลงข้าง ๆ ลู่อิงที่กำลังหลับสนิท มองภรรยาที่กำลังหลับแล้วตัวเองก็หลับตาตามอย่างสบายใจ
เวลานี้เอง ท้องฟ้าสีดำเริ่มโปรยฝนลงมาเป็มะระดำ รอบนอกมีชิงช้า์ยังคงหมุนอยู่ กระเช้ารูปถ้วยน้ำชาไหลเอ่อล้นไปด้วยน้ำมะระสีเขียวเข้ม มะระดำร่วงลงไปในน้ำจนกระเด็นกระจายเป็ละอองน้ำดำปนเขียว
อีกาสีรุ้งที่วาดอยู่ในกระดาษ ะโออกมาจากกระดาษแล้วบินออกไปทางหน้าต่าง
"เหลียงซิงอิงในยามหลับก็เหมือนรู้สึกตัวเล็กน้อย เธอลืมตาขึ้นอย่างสะลึมสะลือ แล้วพอเห็นปีศาจสีขาวตนหนึ่งยื่นมือมาให้ เหลียงซิงอิงจึงยื่นมือไปจับกับปีศาจขาวนั้น ก่อนที่ร่างของเธอจะถูกปีศาจขาวพาออกไป…