จากเื่ราวที่ผ่านมา— เพื่อเดินทางหนีออกจากเงาของผู้เป็พ่อ คานาตะ ฮิมารุ ได้ตัดสินใจเข้ากองทัพทหารโดยหวังกอบกู้ The Unbash ในแบบของเขาเอง เื่นี้ทำให้พ่อของเขารู้เข้า จึงสั่งตัดเขาออกจากวงตระกูลและส่งตัวลงโปรแกรมนักรบพลีชีพ เพื่อให้มั่นใจว่าคานาตะจะไม่สามารถกลับมาแทงข้างหลังในวันที่เขาขึ้นเป็ใหญ่ในกองทัพได้
คานาตะจึงถูกส่งเข้าไปอยู่ใน Arcus สุดยอดกองกำลังตัวปัญหาของดาวเคราะห์ Zainan อาวุธลับสุดยอดของรัฐบาลที่พร้อมถูกเขี่ยทิ้งตลอดเวลา ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 7 คน ได้แก่:
วันที่ 13 เดือน 2 ปี 2134 [12:35 AM]
เสียงฝีเท้าหนักอึ้งของจักรกลทั้งสามเครื่องกำลังเดินมุ่งหน้าไปยังพิกัดที่ ไคริว ทั้งสามตัวกำลังมุ่งหน้ามาเช่นกัน
“ระวังตัวด้วย... เครื่องโซนาร์ของฐานจะบอกว่าอยู่ห่างประมาณ 4 นาที แต่มันอาจจะอยากวิ่งขึ้นมาก็ได้” เรย์เตือนผ่านระบบสื่อสาร สายตาจับจ้องที่หน้าจอตลอดเวลา
เสียงถอนหายใจหนักๆ ของฮอน์ลดังขึ้นผ่านช่องสื่อสาร “ขอบใจ สาวน้อย... ถ้ามันดันวิ่งได้ขึ้นมาจริงๆ ฉันจะรอดกลับไปกระชากผมเธอให้ดู”
ขณะที่จักรกลทั้งสามเดินฝ่าความมืดและผืนป่าไปเรื่อยๆ ไม่นานก็เกิดเสียงหวีดร้องดังลั่นะเืไปทั่วท้องฟ้า
“ข้อผิดพลาดในการคำนวณ ตรวจพบบางอย่างเคลื่อนที่มาเร็วมาก” S-12 กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
Cylig Aeronic (หุ่นของ S-12) ยกแขนสองข้างขึ้น ดาบพลังงานใต้ข้อมือพุ่งออกมาเปล่งแสงสีเขียวสว่างวาบ ทันใดนั้นเมฆ้าก็แหวกออก ปรากฏร่างัั์สยายปีกกว้าง ข้างลำตัวมีเจ็ทออร์แกนิกปล่อยพลังงานสีฟ้า พลักตัวมันพุ่งใส่ McProton (หุ่นของฮอน์ล) ทันที
“McProton ปรับระดับความสูงลงต่ำทันที” S-12 สั่งการ
“ช้าไป... มันมาเร็วเกิน!” ฮอน์ลตอบเสียงเรียบขณะพยายามบังคับหุ่นหลบ
คานาตะตัดสินใจปาโล่ของ ANX-01 ใส่หัว McProton ทำให้ตัวหุ่นหงายหลังล้มหลบได้ทันเวลา ร่างของ Meganus Vultum ัั์ติดไอพ่นพุ่งผ่านไปเฉียดฉิว ก่อนมันจะงัดหน้าขึ้นสยายปีกกว้างจนบดบังแสงจันทร์ไปมิดดวง
“ใหญ่มาก! ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมันถึงจัดการหุ่น DEP ได้!” คานาตะพูดด้วยความทึ่ง
“วงปีกประมาณ 112 เมตร ความสูง่ลำตัวประมาณ 62 เมตร” S-12 รายงานข้อมูล พร้อมบังคับ Aeronic เดินไปเก็บโล่มาคืนให้คานาตะ
Vultum กวาดสายตามองหุ่นทั้งสาม ก่อนจะพุ่งดิ่งลงมาหา McProton อีกรอบ
“ทำไมมันถึงมาหาฉันอีกล่ะ!?” ฮอน์ลพูดอย่างลนลานชักลูกโม่พลังงานขึ้นมายิงสวน ทว่าัั์ม้วนตัวหลบะุได้อย่างพริ้วไหว ก่อนจะใช้กรงเล็บคมปาดเข้าที่หัวไหล่ทั้งสองข้างจน McProton ล้มกระแทกพื้นอีกรอบ
“สมมติฐาน สีตัวของ McProton อาจดึงดูดเป้าหมาย” S-12 วิเคราะห์
“ไอ้หนุ่มตรงนั้นมันขับหุ่นสีขาวนะ!!” ฮอน์ลสวนสั้นๆ
“แล้วมันเร็วขนาดนี้เราจะโจมตีมันยังไง? แถมมันยังฉลาดพอจะหลบหลีกได้อีก!” คานาตะถามอย่างตึงเครียด
เค ที่กำลังดูหน้าจออยู่ในห้องปฏิบัติการพยายามวิเคราะห์ข้อมูล แต่เขากลับคิดอะไรไม่ออก เพราะตลอดชีวิตนักฆ่า เขาไม่เคยต้องต่อกรกับไคริวมาก่อน
เรย์ทันขึ้น “A-5 เธอมี-”
“ไม่มี ไม่รู้อะไรเลย” A-5 ตอบด้วยสีหน้าตายด้านพลางยกชาขึ้นจิบอย่างไม่ทุกข์ร้อน
ระหว่างที่ทุกคนมัวแต่คิดไปคนละทาง Vultum ก็วนกลับมาอีกครั้ง มันอ้าปากกว้างปรากฏแสงสีฟ้าสว่างวาบด้านใน
“ทุกคนดูนั่น!” เอเลเซียร้องขัดจังหวะ ทันทีที่ทุกคนหันไปมอง Vultum ก็ปลดปล่อยพลังงานสีฟ้าออกจากปากะเิใส่ แม้จะไม่โดน McProton ตรงๆ แต่แรงะเิมหาศาลก็ซัดจนหุ่นทั้งสามเครื่องล้มระเนระนาด
“พ่นไฟบอลได้ด้วย!?...” ฮอน์ลพึมพำ McProton นอนราบกับพื้นพลางจับท่อเกราะที่ขามาประกอบต่อเข้ากับปลายปืนลูกโม่จนยืดออกกลายเป็ไรเฟิลยาว ฮอน์ลสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะลั่นไกทันที ะุแสงสีส้มเหลืองพุ่งแหวกอากาศใส่ Vultum ที่บินด้วยความเร็วสูง... แต่พลาดเป้าไปอย่างง่ายดาย
“สุดยอดเลย! ไม่ใช่นักแม่นปืนนี่ว่า!!” คานาตะเสียดสีความแม่นของฮอน์ล บังคับ ANX ลุกขึ้น ตักเอาเศษดินขึ้นมาหนึ่งกำมือเตรียมใช้เป็สิ่งเบี่ยงเบนสายตาในจังหวะที่มันจะโฉบลงมาอีกรอบ แต่ก่อนที่ Vultum จะเข้าถึงตัว Aeronic ของ S-12 ก็พุ่งเข้ามาขวางทาง ใช้ดาบพลังงานแทงสวนตรงๆ ทว่า Vultum ไหวตัวทัน มันหักหลบแล้วอ้าปากกัดแขนของ Aeronic ลากครูดไปกับพื้นดินทันที
“S-12! ทำอะไรของนาย!” คานาตะะโลั่น
“หาโอกาสจู่โจมไง— แค่วิเคราะห์ความผิดพลาด สติปัญญาของมันอยู่ในเกณฑ์สูง ใกล้เคียงกับมนุษย์เลย” S-12 ตอบด้วยเสียงเรียบเฉย ในขณะที่ร่างของ Aeronic ถูกลากไปกับพื้นไกลกว่า 2 กิโลเมตร ก่อนที่ Vultum จะยอมปล่อยแล้วบินกลับขึ้นสู่ฟ้า
McProton ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ฮอน์ลรัวยิงใส่ร่างบนฟ้าอย่างต่อเนื่องจนระบบปืนขึ้นเตือนความร้อนเกินขีดจำกัด
“เยี่ยม... ปืนฮีต ทีนี้ก็เหลือแคือกำปั้นแล้ว” ฮอน์ลบ่นเบาๆ Vultum ก็พุ่งดิ่งลงมาใช้กรงเล็บจิกเข้าที่ลำตัวของ McProton แล้วกระชากร่างลอยขึ้นสู่อากาศทันที
“แม็คเนส!” คานาตะร้อง
“คานาตะ! ไปหยิบปืนไรเฟิลบนพื้นมา!” เคะโแทรกผ่านระบบสื่อสารจากห้องควบคุม
คานาตะรีบขยับหุ่น ANX ไปคว้าไรเฟิลขึ้นมา “ได้แล้ว! ทำไงต่อ?!”
“มันเป็ระบบ Fusion กระชากสลักปลดล็อกด้านข้างเพื่อปลด Rifle Mode ออก!” เคสั่งการอย่างรวดเร็ว ทำเอาทุกคนในห้องปฏิบัติการหันมามองเขาเป็ตาเดียว “ไปรู้มาจากไหนน่ะ?” เอเลเซียถาม แต่ไม่มีเวลาให้สงสัย คานาตะดึงสลักข้างตัวปืนตามที่บอก ลำกล้องยาวปลดล็อกออกทันที ปืนสั้นกลับคืนสู่สภาพปืนลูกโม่ดั้งเดิม “ดะ... ได้จริงด้วย!” คานาตะทำหน้าใ
“คานาตะ! สอยมันร่วงที ก่อนมันจะพาฉันออกไปไกลกว่านี้!” เสียงฮอน์ลวิทยุดังแทรกเข้ามาอย่างเคร่งขรึม
คานาตะยกปืนขึ้นฟ้าพยายามเล็งตามร่าง Vultum แต่มันบินโฉบเฉี่ยวไปมาเร็วเกินไป
“คานาตะ รออะไรอยู่- ยิงมันเร็วเข้า” S-12 กดดัน
“ยิงไม่ได้! ถ้าพลาดจะโดนฮอน์ลไปด้วยนะสิ!” คานาตะลังเล
“เอียงมุมปืนขึ้นอีก หันขวาเล็กน้อย... แล้วยิงเลย” อยู่ๆ A-5 ก็พูดขึ้นมา
“ยิงใส่อากาศเปล่าๆ เนี่ยนะ? เธอ บ้าหรึเปล่า!” แม้จะปากว่าอย่างนั้น แต่ด้วยสถานการณ์บีบคั้น คานาตะไม่มีทางเลือก ยิงไปในทิศทางที่ A-5 บอกทันที ะุพุ่งเจาะเข้าที่โคนปีกของ Vultum อย่างแม่นยำจนเกิดเสียงะเิดังสนั่น
“ยิงหวังผลระยะนั้นด้วยปืนลูกโม่เนี่ยนะ?! กับคนที่พึ่งเคยขับหุ่นด้วย!” เคอุทานอย่างไม่เชื่อสายตา
Vultum กรีดร้องด้วยความเ็ปลั่นชั้นบรรยากาศ มันปล่อยอุ้งเท้าออกทำให้ร่างของ McProton ร่วงดิ่งลงพื้น ฮอน์ลเปิดไอพ่นที่ขาพยุงตัวลงจอดได้อย่างปลอดภัย ส่วน Vultum ที่าเ็ยังคงพยายามพุ่งดิ่งตรงเข้าหาคานาตะเพื่อล้างแค้น
“แย่แล้ว! คานาตะหลบเร็ว!” เคเตือน
ทว่าก่อนที่ัั์จะถึงตัวคานาตะ Aeronic ของ S-12 วิ่งตัดหน้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว ยกแขนสองข้างขึ้นสูงปล่อยให้ Vultum โดนดาบพลังงานปาดปีกทั้งสองข้างของมันจนขาดสะบั้นพร้อมกัน ร่างของ Vultum เสียหลักหักพุ่งกลิ้งไถลไปกับพื้นดินไกลหลายเมตร
“ขะ... ขอบคุณนะ S-12” คานาตะหอบหายใจแรง หัวใจเต้นรัวด้วยความลนลาน
“ขอปฏิเสธคำขอบคุณนั้นแล้วกัน นี้เป็การทำงานร่วมกันของพวกเราไง” S-12 ตอบเสียงเรียบ เดินเข้าไปหยิบปืนลูกโม่ออกจากมือของ ANX แล้วโยนคืนให้ McProton “McProton มีอัตราความแม่นยำมากกว่านายเยอะ”
McProton ยกมือรับปืนแล้วเดินกลับมารวมกลุ่มอย่างเงียบๆ
“ทำงานร่วมกัน...” เรย์พึมพำกับตัวเองเบาๆ จนเคที่นั่งข้างๆ หันมาทัก “เป็อะไรไปเรย์?”
ทันใดนั้น Vultum ที่ปีกขาดก็พยายามยันกายลุกขึ้นด้วยขาขาทั้งสี่ มันอ้าปากกว้างแล้วส่งเสียงคำรามกึกก้อง พลังเสียงมหาศาลซัดเอาต้นไม้โดยรอบหลุดถอนรากถอนโคนปลิวไปตามลม
“มันคงแค้นน่าดู” คานาตะพูดพลางตั้งท่าเตรียมรับมือ
“ไม่... ฉันว่านั่นมันเสียงเรียกพวกมากกว่า มันร้องดังเกินความจำเป็ไปเยอะ” A-5 กล่าว
“A-5! เลิกพูดจาเป็ลางร้ายสักทีได้ไหม!” เอเลเซียหันไปตะคอกใส่
ทันใดนั้น พื้นดินรอบตัวก็สั่นะเือย่างรุนแรงจนหุ่นทั้งสามเครื่องแทบเสียการทรงตัว ก่อนที่ผืนดินจะะเิออก ปรากฏร่างของงูั์เกราะปล้องขนาดมหึมาเลื้อยขึ้นมาจากใต้ดิน มันมีเขี้ยวยาวโง้งสองข้าง ดวงตาสีฟ้าเรืองแสง และมีท่อปล่อยไฟสีฟ้าพ่นออกมาตามปล้องของเกราะตลอดเวลา
“มาแล้วตัวที่สอง~ Meganus Tianaga” A-5 พูดพร้อมฉีกยิ้มสยองอย่างถูกใจ
ยังไม่ทันขาดคำ เสียงฝีเท้าขนาดใหญ่ั์ก็ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เผยให้เห็น Meganus Absum สัตว์ร้ายสองขาเกราะหนาไร้ขน ดวงตาสีฟ้า และมีท่อพ่นไฟสีฟ้าที่หัวไหล่ ใบหน้าคล้ายหมาป่า ซึ่งเป็จุดเดียวบนร่างกายที่มีขน กำลังวิ่งเข้าร่วมวงล้อม
“*ิบ*ายแล้ว....” S-12 พูด
