เมื่อหญิงสาวเชื่อฟังและหยุดดิ้นมู่เลี่ยงหรงยิ้มกริ่มอย่างพอใจ ั์ตาคมปลาบยังฉายแววปรารถนาอันลุกโชน นิ้วเรียวหยาบของบุรุษวาดไล้บนริมฝีปากบวมแดงที่เพิ่งผ่านการจูบอย่างเร่าร้อนรสชาติหวานล้ำยังคงตราตรึง อ๋องหนุ่มไม่คิดว่าสตรีในอ้อมกอดจะหอมหวานถึงเพียงนี้จะดูดกลืนเท่าไรก็มิพอ ทำให้เขาหิวกระหายไม่รู้จบ…
มู่เลี่ยงหรงยังไม่ยอมปล่อยร่างบางให้ลงจากตักภายในใจเริ่มรักใคร่เอ็นดูนางขึ้นหลายส่วน ชายหนุ่มเพียงหัวเราะเบา ๆทุกครั้งที่นางหน้าแดงยามถูกหยอกเย้าจุดอ่อนไหวบนใบหู
ในคราแรกฉินอ๋องเพียงหวังจะตรวจสอบวรยุทธ์ของหญิงสาวแล้วคืนขลุ่ยหยกให้แก่นางเพียงเท่านั้นไม่คิดว่าจะได้รางวัลเป็จูบอันเนิ่นนานแสนหวาน ชายหนุ่มแปลกใจอยู่ไม่น้อยเนื่องจากคาดไม่ถึงว่าคนงามจะกล้า ‘ยั่วยวน’ เขา
ครั้นนึกถึงยามพบกันที่ใต้ต้นหลิวบุตรสาวท่านกั๋วกงก็ไม่มีท่าทีอยากจะกระโจนสู่อ้อมอกของเขาเสียหน่อยแต่ก็เป็ไปได้ว่าเยี่ยนเยว่ฉีอาจจะเขินอายเมื่อมีคนอื่นอยู่ด้วยหรือไม่นางอาจจะประทับใจบทเพลงรักนกยวนยางกระมังเพราะเมื่อครู่เขาเองก็พยายามส่งกระแสความรู้สึกอันท่วมท้นไปถึงนาง
‘นางชอบข้างั้นรึ’
เขาคิดเข้าข้างตัวเอง ยิ่งหวนนึกถึงสายตาหวานหยาดเยิ้มที่นางส่งให้ที่ใต้ต้นหลิวจึงทำให้รู้สึกมั่นใจขึ้นหลายส่วน
หากนางพึงใจในตัวเขาเช่นกันการแต่งงานย่อมเกิดจากความเต็มใจ เท่ากับไม่ต้องบังคับขู่เข็นใครทั้งสิ้นรอยยิ้มอย่างหาได้ยากจึงปรากฏบนใบหน้าของฉินอ๋อง
“เสี่ยวเยว่...เ้าชอบเพลงรักของเรามากหรือ”มู่เลี่ยงหรงกระซิบถามนางพร้อมเรียกขานด้วยชื่อแอบหวังว่านางจะมีใจให้ดั่งที่เขาคิด
“ทะ...ท่านอ๋องเล่นได้ดีจนหม่อมฉันใไม่คิดว่าคนที่เพิ่งจับขลุ่ยพลิ้วพรายครั้งแรกจะเป่าเป็เพลงที่...ที่…” เยี่ยนเยว่ฉีนิ่งเงียบนางไม่กล้าบอกชายหนุ่มว่าพอได้ฟังเพลงของเขาก็เกิดความรู้สึกหวามไหวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกจนปล่อยตัวปล่อยใจให้ท่านอ๋องเชยชิมริมฝีปากและต้องตกอยู่ในอ้อมกอดของบุรุษตัวโตอย่างเช่นในยามนี้
นางไม่คาดคิดว่าเื่ราวจะเลยเถิดแม้ยามที่พบกับเขาเป็ครั้งแรกจะรู้สึกหวั่นไหวระคนประทับใจอยู่ไม่น้อยที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยมีผู้ใดสามารถทำให้หัวใจของนางเต้นระรัวได้เฉกเช่นเขาอีกแล้วแต่ถึงกระนั้นก็อดตระหนกไม่ได้ที่ความสัมพันธ์นี้จะ ‘รุดหน้า’ไวปานสายฟ้าฟาด
“ถ้าชอบ เราจะเล่นให้ฟังอีกดีหรือไม่ แต่เ้าต้องให้รางวัลอีกนะ”ชายหนุ่มกระซิบข้างหูนางแล้วขบกัดเบา ๆ เพื่อหยอกล้อหญิงสาวขนลุกไปทั้งร่างส่งเสียงครางอือในลำคอ
“อะ...อือท่านอ๋องปล่อยหม่อมฉันได้แล้ว เราทั้งสองออกมาเสียตั้งนาน ควรต้องกลับเข้าไปในงานเลี้ยงเสียที”เยี่ยนเยว่ฉีพยายามใช้เหตุผลหวังให้เขาปล่อยนางลงจากตักตนเองก็ไม่ใช่สตรีกร้านโลกที่จะไม่รู้สึกถึงความไม่เหมาะสมที่เกิดขึ้นขณะนี้
‘ชายหญิงไม่อาจใกล้ชิด’ เสียงมารดาก้องอยู่ในหัวของหญิงสาว
“อืม...ข้าขอจูบเ้าอีกทีได้หรือไม่”
“มะ...ไม่ได้เพคะ”
“ทำไมเล่า ขออีกทีเถิดนะ...นะข้ายังไม่อิ่มเลย” ชายหนุ่มเปล่งเสียงเว้าวอนกระชับอ้อมกอดอีกครั้ง
“ท่านอ๋อง...จูบไม่ใช่กินข้าวจะให้อิ่มท้องได้อย่างไรพอแล้วเพคะ ท่านรังแกหม่อมฉันมากเกินไปแล้ว” เยี่ยนเยว่ฉีเริ่มมีโทสะบุรุษตรงหน้าทำตัวเหมือนเติงถูจื่อ[1]ขึ้นทุกที
“ข้ามิได้รังแกเ้าเสียหน่อยก็เห็นอยู่ว่าเ้าเต็มใจ” อ๋องหนุ่มงุนงงกับคำพูดของนางยิ่งนักก็เห็นอยู่ว่ายินยอมพร้อมใจ นางไม่ได้ปัดป้องจุมพิตของตนสักนิดซ้ำยังจูบตอบอย่างอ่อนหวานอีกด้วย
“ท่านอ๋อง...เลิกพูดเหลวไหลเสียที”เยี่ยนเยว่ฉีเสียงแข็งขึ้นสามส่วน
“พูดเหลวไหลเมื่อไหร่กันเป็เ้ายั่วยวนก่อน ทำทีเป็หมดเรี่ยวหมดแรงให้อุ้ม เราก็ตอบสนองเ้าแล้วมิใช่หรือ”บุรุษหนุ่มประชดประชันไม่พอใจที่นางพูดเหมือนกับว่าเขาไปบังคับขืนใจ
“ในเมื่อท่านอ๋องเห็นว่าหม่อมฉันเป็สตรีไร้ยางอายก็ปล่อยสิเพคะปล่อย...ปล่อยนะ” ถึงแม้จะเผลอตัวเผลอใจไปชั่วครู่ แต่นางก็มีศักดิ์ศรีของตนกับตระกูลให้รักษา
“เ้าเป็อะไรไปถ้าเ้าชอบเราก็ไม่มีเหตุผลจะต้องอาย ใช่ว่าเราจะไม่พึงใจเ้าเสียหน่อยเอาอย่างนี้ดีหรือไม่ เราจะรับผิดชอบสู่ขอเ้ามาเป็ชายาเอกเท่านี้เ้าคงพอใจแล้วกระมัง”
เขาพยายามปลอบใจสตรีตรงหน้าด้วยเสียงที่อ่อนลงเพราะนึกว่าสาวน้อยคงจะเขินอาย และเกรงว่าเขาจะไม่รับผิดชอบนาง
แต่หารู้ไม่ว่าคำปลอบโยนเมื่อครู่เปรียบเสมือนคำดูถูกก็มิปานวาจาของมู่เลี่ยงหรงทำให้เยี่ยนเยว่ฉีทั้งโกรธทั้งน้อยใจเป็อย่างมากนางไม่ได้หมายอยากกลายเป็หงส์เสียหน่อย
“ท่านอ๋องโปรดรับรู้เอาไว้ หม่อมฉันไม่ได้อยากแต่งงานกับท่านจนตัวสั่น”
“เฮอะ! เ้ารู้หรือไม่มีสตรีมากมายเพียงใดอยากปีนขึ้นเตียงของเราบางคนพยายามมากกว่าเ้าเรายังไม่ชายสายตาเราอุตส่าห์เอ็นดูเ้าถึงเพียงนี้แต่กลับพูดจายโสโอหังตำแหน่งหวางเฟยของฉินอ๋องมีใครบ้างไม่อยากเป็” มู่เลี่ยงหรงเหยียดปากสีหน้ากลับมาเ็า น้ำเสียงของเขาแฝงความเย้ยหยันสตรีเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม
“หึ! แต่หนึ่งในนั้นย่อมไม่ใช่หม่อมฉัน” เยี่ยนเยว่ฉีตวาดใส่แทบจะทันทีถลึงตามองบุรุษสูงศักดิ์ด้วยอารมณ์อันเดือดดาล
“เห็นว่าเราดีต่อเ้าเพียงนิดหน่อยคงคิดว่าจะพูดจาอย่างไรกับฉินอ๋องก็ได้อย่างนั้นสินะเราขอเตือน ต่อให้พึงใจเ้าสักเพียงใด หากความอดทนของเราหมดสิ้นแล้วละก็ เกรงว่าศีรษะสวยๆ นั่นอาจจะไม่ได้อยู่บนบ่าอีกต่อไป”
คิ้วกระบี่ขมวดมุ่นกำมือจนเส้นเืปูนโปน สตรีนางนี้้าสิ่งใดกันแน่พยายามป่วนปั่นจนเขาเสียการควบคุม ต่อมาก็ทำเหมือนเขาเป็โจรขโมยจูบเอะอะโวยวายพูดอะไรไม่คำนึงสถานะ
“เอะอะก็ส่งกรมอาญา เอะอะก็ตัดหัวหากท่านอ๋องอยากจะฆ่าก็ลงดาบมาเสียเลย หม่อมฉันเยี่ยนเยว่ฉีขอยอมตายแต่มิอาจยินยอมให้ท่านหยามศักดิ์ศรี” นางจ้องั์ตาสีนิลของเขานิ่งแต่ในใจกลับสับสนปนเปทั้งโกรธและน้อยใจ ทั้งที่เมื่อครู่ชื่นชมหลงใหลเขาเสียมากมายไฉนเหตุการณ์กลับกลายเป็เช่นนี้
‘สตรีผู้นี้น่าตายนัก ทั้งที่ตอนแรกก็ยอมให้กอดจูบแต่ตอนนี้กลับตัดพ้อต่อว่าดั่งข้าเป็คนฉวยโอกาส นี่นางกำลังทดสอบความอดทนของข้าอยู่ใช่หรือไม่’
“ฮือ... ปล่อยนะถ้าหม่อมฉันไร้ยางอายแล้วมากอดทำไมกันถ้าหม่อมฉันเหมือนสตรีที่อยากปีนขึ้นเตียงท่านพวกนั้น...แล้วจะมาจูบทำไมในเมื่อเหยียดหยามกันขนาดนี้ ทำไมท่านอ๋องไม่เมินหม่อมฉันไปเสียเลย”
เห็นนางตัดพ้อร้องไห้สะอึกสะอื้นมู่เลี่ยงหรงก็ปวดใจอย่างบอกไม่ถูก สตรีนางนี้ช่างบอบบางยิ่งนักขนาดร้องไห้ก็ยังงดงามราวดอกสาลี่ที่ต้องฝนแล้วผู้ใดเล่าเมื่อได้เห็นภาพนี้จะทนใจแข็งอยู่ได้อีก
ชายหนุ่มรวบมือเรียวบางที่กำลังทุบอกเขาเอาไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียวแล้วโน้มคอลงประทับจูบบนเปลือกตาอย่างแ่เบาราวััของปีกแมลงปอใช้ริมฝีปากดูดซับน้ำตาของนางเพื่อปลอบประโลม จมูกโด่งรั้นลากไล่ลงมาบนแก้มนวล
มู่เลี่ยงหรงชะงักไปครู่หนึ่งลมหายใจร้อนเริ่มกระชั้นถี่ สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อแรงดึงดูดอันมหาศาลท่านอ๋องตัดสินใจริมฝีปากสีแดงระเรื่อของนางอีกครั้งเหยียนเยว่ฉีต่อต้านโดยการเม้มปากเอาไว้แน่น พยายามครองสติของตนไว้ไม่ให้หวั่นไหวไปกับการล่อลวงอันแสนวาบหวามนี้เขายังคงคิดว่านางมีใจเพียงแต่ขวยอายอยู่เท่านั้น
“อืม...เด็กดี อย่าปากแข็งอีกเลยจะเอียงอายไปไย เ้าไม่ได้ชอบเราแม้สักนิดเลยหรือ” มู่เลี่ยงหรงกระซิบชิดริมฝีปากนางลมหายใจเจือกลิ่นสุราเป่ารดใบหน้าพาให้มึนงงไปหมด
“มะ...ไม่ ไม่ชอบ...อือ...อืมมม” ปากบางประกบเข้ามาอีกครั้งตวัดลิ้นพัวพันดูดลิ้มชิมรสหวานอย่างเหิมเกริม ลิ้นอ่อนนุ่มของนางทำให้เขาแทบคลั่งชายหนุ่มพบว่าตนกำลังจะจมดิ่งลึก ความปรารถนาที่จะััเทพธิดาในอ้อมกอดมีมากขึ้นจนทบทวีความรู้สึกนี้ช่างแผดเผาทำลายตัว
ถึงหญิงสาวยังคงปฏิเสธเสียงแข็งแต่ในหัวใจก็ยอมรับว่าหวั่นไหวั้แ่ได้พบหน้าเขากิริยาไม่ได้บ่งบอกสักนิดว่ารังเกียจ เพียงพยายามดันฝ่ายชายออกไปเบา ๆ เท่านั้นหากเป็ชายอื่นนางคงซัดฝ่ามือออกไปแล้ว
มู่เลี่ยงหรงเลื่อนจุมพิตลงมาบนซอกคอหอมกรุ่นสูดกลิ่นกายหอมละมุนอย่างเต็มที่ ตัวของนางไม่มีกลิ่นแป้งหรือเครื่องหอมแสบจมูกกลับเป็กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของบุปผาในวสันตฤดู ทำให้ชายหนุ่มอยากดอมดมไม่รู้เบื่อ
“ท่านอ๋องหยุดเถิดเพคะ เมตตาหม่อมฉันสักครั้ง”หญิงสาวสะอื้นไห้ น้ำตาหยดพร่างพราวราวกับไข่มุกแม้ชั่วขณะหนึ่งจะรู้สึกดีกับชายผู้นี้จนคิดไปว่าหากเขาเป็เนื้อคู่ของนางก็คงดีแต่ก็เสียใจที่ถูกกินเต้าหู้จนแทบไม่เหลือหลอ
“เยี่ยนเยว่ฉีเ้า้าสิ่งใดกันแน่อยากให้เราปล่อยเ้าจากไปจริงๆ หรือ หากไม่ได้มีใจเหตุใดจึงมา...”มู่เลี่ยงหรงกลืนคำว่ายั่วยวนลงคอ ด้วยไม่อาจพูดให้นางรู้สึกย่ำแย่กว่านี้ได้“ปั่นป่วนเราเช่นนี้เล่า”
“หม่อมฉันเพียงรู้สึกหน้ามืดจากนั้นท่าน...” สตรีในชุดสีชมพูสะอึกสะอื้นมือเรียวงามลูบลงใต้ดวงตาเพื่อปาดน้ำสีใสออกไป “ท่านอ๋องก็ขโมยจูบแรกของหม่อมฉันไป”นางตัดพ้อเสียงเบาหวิวอย่างน่าสงสาร
“เรานึกว่าเ้า…” มู่เลี่ยงหรงไม่คิดว่านางจะไม่ชอบเขา ชายหนุ่มรู้สึกจุกในอกเขาพบเจอเล่ห์เหลี่ยมสารพัดจากหญิงงามที่หมายกลายเป็หงส์แต่ครานี้สายตาของตนคงพร่าเลือน หญิงสาวผู้นี้คงไม่เหมือนสตรีอื่นที่หากมีโอกาสก็จะรีบฉวยเอาไว้
ความรู้สึกกระดากระคนละอายใจทำให้ฉินอ๋องตัดสินใจคลายอ้อมกอดเขากำลังจะปลดปล่อยนางให้เป็อิสระ แต่แล้ว์ก็ทำให้เื่ยุ่งยากขึ้น
“คุณหนูเ้าคะ...ท่านอยู่ที่ใด!”เสียงของซูจิ้งดังใกล้เข้ามา ปลุกให้คนทั้งสองตื่นจากภวังค์แห่งความคิด
“ข้าอยู่นี่...ซูจิ้ง” เยี่ยนเยว่ฉีรีบะโเพราะใ
“ซิ่นเฉิง ลากนางออกไปจัดการให้อยู่เงียบๆ อย่าให้เข้ามารบกวน”มู่เลี่ยงหรงะโสั่งซิ่นเฉิงที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอก ความจริงตนอยากจะสั่งแยกร่างสาวใช้น่าชังผู้นี้ด้วยซ้ำ
‘เช้าไม่มาสายไม่มาดันมาเอาตอนนี้’
[1] เติงถูจื่อ เป็ตัวละครในบทประพันธ์จีนใช้เปรียบเทียบกับผู้ชายเ้าชู้ปากว่ามือถึง