เฟยหลงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้ที่แข็งกระด้าง แสงจันทร์สาดส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างที่ปิดไม่สนิทลงมากระทบใบหน้าครึ่งซีกของเขา ก่อเกิดเป็เงาที่ลุ่มลึกจนน่าสพรึงกลัว ภายในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของเขาที่ดังเป็จังหวะ
เขาหลับตาลง แต่ในห้วงสำนึกกลับสว่างวาบยิ่งกว่ากลางวันแสกๆ ภาพของเส้นสายสีฟ้าอ่อนที่วิ่งวนไปทั่วร่างกายปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน นี่คือภาพจำลอง ‘เส้นชีพจรลมปราณ’ ของร่างเฟยหลงที่เขาจินตนาการขึ้นโดยอาศัยความรู้กายวิภาคศาสตร์จากชาติก่อนผสานกับความเข้าใจพื้นฐานของโลกใบนี้
“เคล็ดวิชากระบี่เมฆาคล้อย...บทที่หนึ่ง...รวมปราณสู่ตันเถียน” เสียงของเขาไม่ได้ดังออกมาจากริมฝีปาก แต่ก้องกังวานอยู่ในความคิดของตนเอง
เขาลองโคจรลมปราณอันน้อยนิดในร่างให้เคลื่อนไปตามเส้นทางที่ตำราของสำนักระบุไว้ มันเป็กระแสพลังที่เชื่องช้าและอ่อนแอ ไหลผ่านจุดชีพจรต่างๆ อย่างติดขัดราวกับสายน้ำที่ไหลผ่านลำธารที่ตื้นเขินและเต็มไปด้วยกรวดหิน
“ช้า...อ่อนแอ...และไร้ประสิทธิภาพอย่างน่าสมเพช” เขาประเมินอย่างเ็า “การโคจรลมปราณตามวิถีนี้ เปรียบเสมือนการใช้ท่อส่งน้ำขนาดเล็กเพื่อลำเลียงน้ำจากเขื่อนขนาดใหญ่ มันสูญเสียพลังงานไปกับการเสียดสีและแรงต้านระหว่างทางมหาศาล กว่าจะไปถึงจุดหมายก็แทบไม่เหลือเรี่ยวแรงอะไรแล้ว”
เขาหยุดการโคจรลมปราณตามแบบฉบับดั้งเดิม แล้วเริ่ม ‘ซูม’ เข้าไปในแผนภาพเส้นลมปราณในหัวสมองของตนเองอย่างละเอียด
“ตามหลักฟิสิกส์ การส่งผ่านพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือเส้นตรงที่สั้นที่สุด...แต่เคล็ดวิชานี้กลับบังคับให้ลมปราณต้องวิ่งอ้อมไปตามจุดชีพจรต่างๆ ที่ไม่จำเป็มากมาย ทำไมกัน?”
ความคิดของเขาวูบไหวราวกับสายฟ้าแลบ
“หรือว่า...ผู้คิดค้นเคล็ดวิชานี้จงใจทำขึ้นมาเพื่อความปลอดภัย? เส้นทางที่อ้อมค้อมและเชื่องช้า...ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ฝึกที่ยังควบคุมพลังได้ไม่ดีพอต้องประสบกับภาวะธาตุไฟเข้าแทรกจากการที่ลมปราณรุนแรงเกินไป...เป็เคล็ดวิชาสำหรับ ‘คนธรรมดา’ โดยแท้”
ดวงตาภายใต้เปลือกตาของเขาหรี่ลง
“แต่ข้าไม่ธรรมดา...ข้าคืออสุรา”
สมองของเขาเริ่มทำงานด้วยความเร็วสูงสุด ประมวลผลความเป็ไปได้นับล้านในชั่วพริบตา
“ถ้าหาก...ข้าไม่โคจรลมปราณผ่านจุด ‘จู๋ซานหลี่’ ที่ขา แต่ตัดตรงจากจุด ‘ชี่ไห่’ ที่ท้องน้อยไปยังจุด ‘หย่งเฉวียน’ ที่ฝ่าเท้าโดยตรงล่ะ? มันจะลดระยะทางการโคจรลงได้เกือบสามส่วน! พลังที่ส่งไปย่อมรุนแรงและรวดเร็วกว่าเดิมหลายเท่าตัว!”
แต่ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้น สัญชาตญาณก็กรีดร้องเตือนภัยขึ้นมาทันที
“ไม่ได้...เส้นทางนั้นไม่มีจุดพักหรือจุดชะลอพลังเลยแม้แต่น้อย หากทำเช่นนั้น เส้นชีพจรลมปราณที่เปราะบางของร่างนี้จะต้องฉีกขาดเป็แน่! มันคือการฆ่าตัวตายชัดๆ!”
ความเงียบเข้าครอบงำอีกครั้ง เฟยหลงขบคิดอย่างหนักหน่วงราวกับกำลังแก้สมการที่ซับซ้อนที่สุดในโลก
“ถ้าเส้นทางตรงมันอันตรายเกินไป...ก็ต้องสร้าง ‘ทางลัด’ ที่แข็งแรงพอจะรองรับพลังได้ขึ้นมาใหม่...แต่จะสร้างได้อย่างไร ในเมื่อเส้นชีพจรลมปราณเป็สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด?”
เขาหวนนึกถึงความรู้ด้านกายวิภาคของโลกเก่า...การที่กล้ามเนื้อจะแข็งแกร่งขึ้นได้ มันต้องผ่านการฉีกขาดและซ่อมแซมตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า...
“หรือว่า...เส้นชีพจรลมปราณก็เช่นเดียวกัน?” ความคิดอันบ้าคลั่งผุดขึ้นในใจ “ถ้าข้าจงใจทำให้มัน ‘าเ็’ เพียงเล็กน้อยอย่างต่อเนื่อง...แล้วใช้ลมปราณค่อยๆ เยียวยารักษา...มันจะแข็งแกร่งและหนาขึ้นกว่าเดิมหรือไม่? เหมือนกับการสร้างถนนเส้นใหม่ขึ้นมาทับเส้นทางเก่าที่ชำรุด!”
มันเป็ทฤษฎีที่บ้าบิ่นและไม่เคยมีใครในโลกใบนี้เคยคิดมาก่อน! การจงใจทำร้ายเส้นชีพจรลมปราณของตัวเองคือสิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนหวาดกลัวที่สุด แต่สำหรับชัย...มันคือ ‘โอกาส’ ที่ซ่อนอยู่ในความเสี่ยง
“ต้องลองดู...แต่ต้องเริ่มจากจุดที่เล็กและอันตรายน้อยที่สุด”
เขากลับมาจดจ่ออยู่กับแผนภาพในหัวอีกครั้ง คราวนี้เป้าหมายของเขาคือเส้นลมปราณเล็กๆ ที่แตกแขนงออกไปบริเวณแขนขวา
“เส้นทางปกติคือการโคจรลมปราณจากหัวไหล่...ผ่านข้อศอก...ไปสู่นิ้วมือ...แต่ถ้าข้า...สร้างทางเชื่อมโดยตรงจากต้นแขนไปยังข้อมือเลยล่ะ?”
เขาตัดสินใจลงมือทันที!
เฟยหลงสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมลมปราณทั้งหมดที่เขามี ก่อตัวเป็เข็มเล่มเล็กๆ ที่แหลมคมในจินตนาการ ก่อนจะบังคับให้มัน ‘แทง’ ทะลุผนังของเส้นชีพจรลมปราณที่ต้นแขนอย่างช้าๆ และแม่นยำที่สุด!
“อ๊ากกกก!”
เขากัดฟันแน่นจนกรามสั่นสะท้าน ความเ็ปราวกับมีเหล็กร้อนแดงนาบลงบนเนื้อสดๆ แล่นปราดไปทั่วทั้งแขน เหงื่อกาฬผุดขึ้นเต็มหน้าผากราวกับดอกเห็ดหลังฝน เส้นเืปูดโปนขึ้นจนน่ากลัว นี่คือความเ็ปที่แทรกซึมลึกเข้าไปถึงไขกระดูก!
“ทนไว้...นี่คือราคาของความแข็งแกร่ง!” เขาตอกย้ำกับตัวเองในใจ
จากนั้น เขาเริ่มโคจรลมปราณส่วนที่เหลืออย่างเชื่องช้าและแ่เบาที่สุด เข้าไป ‘ซ่อมแซม’ าแที่เขาสร้างขึ้นเอง มันเป็กระบวนการที่ต้องใช้สมาธิขั้นสูงสุด หากควบคุมพลังพลาดแม้แต่นิดเดียว ลมปราณอาจจะทะลักออกจากาแและอาละวาดจนแขนทั้งข้างของเขากลายเป็อัมพาตไปตลอดกาล!
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า หนึ่งชั่วยาม...สองชั่วยาม...
ในที่สุด ความเ็ปอันแสนสาหัสก็เริ่มบรรเทาลง กลายเป็ความรู้สึกอุ่นซ่านที่แผ่กระจายไปทั่วแขนขวา เฟยหลงค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาของเขาอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด แต่ส่วนลึกของดวงตากลับทอประกายแห่งความสำเร็จอย่างเจิดจ้า
เขาลองโคจรลมปราณผ่านแขนขวาอีกครั้ง...และผลลัพธ์ที่ได้ก็ทำให้มุมปากของเขายกขึ้นเป็รอยยิ้มอย่างห้ามไม่อยู่!
แม้ว่าทางเชื่อมใหม่ที่เขาสร้างขึ้นจะยังเล็กและเปราะบาง แต่มันก็มีอยู่จริง! ลมปราณสามารถไหลผ่านจากต้นแขนไปยังข้อมือได้โดยตรง ความเร็วในการโคจรลมปราณในแขนขวาของเขา...เพิ่มขึ้นจากเดิมถึงสองส่วน!
“สำเร็จ...ก้าวแรกสำเร็จแล้ว!”
นี่ไม่ใช่เคล็ดวิชาของโลกนี้อีกต่อไป...มันคือการผสานศาสตร์แห่งการทำลายล้างและการสร้างสรรค์...มันคือการนำความรู้จากสองโลกมาหลอมรวมกัน...
“นี่แหละ...คือวิถีของข้า...‘วิถีอสุราไร้ลักษณ์’!”
เขาหอบหายใจอย่างหนักหน่วง แต่จิตใจกลับปลอดโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน เขารู้ดีว่าหนทางนี้ยังอีกยาวไกลและเต็มไปด้วยขวากหนาม แต่เขาก็ได้วางศิลาฤกษ์ก้อนแรกที่แข็งแกร่งที่สุดลงไปแล้ว
เฟยหลงเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง ทอดสายตาไปยังทิศทางของป่าทึบหลังเขา...ที่ซึ่ง ‘อีเวนต์’ สำคัญกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
“การหลีกหนีไม่ใช่คำตอบ...แต่การเผชิญหน้าในตอนนี้ก็โง่เกินไป” เขากระซิบกับตัวเอง “แต่หากข้า้าทรัพยากรที่เหนือกว่าคนอื่น...การพบพานกับ ‘โอกาส’ บางอย่างก่อนพระเอก...ก็เป็ทางเลือกที่ไม่เลว”
ความคิดหนึ่งวาบขึ้นมาในหัว...ภาพแผนที่ของป่าหลังเขาที่เขาเคยเห็นในความทรงจำของเฟยหลงคนเก่า...และเส้นทางลับที่นำไปสู่หุบเขาที่ซ่อนเร้นซึ่งไม่มีใครล่วงรู้
“ข้าจำทางเข้าสู่ป่าหลังเขาได้...และข้ารู้ว่า ‘ผู้าุโปริศนา’ ผู้นั้น...ซ่อนตัวอยู่ที่ไหน”
รอยยิ้มอันเยียบเย็นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาอีกครั้ง
“เย่เฉินเอ๋ย...เ้าไม่ต้องรีบร้อนไปพบอาจารย์ของเ้าหรอก...เพราะบางที...ศิษย์คนแรกของเขา...อาจจะไม่ใช่เ้าอีกต่อไป”