ณ สถานรับเลี้ยงเด็กที่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็สนามหญ้า และวางไปด้วยเครื่องเล่นและของเล่นมากมาย ภายในอาคารเต็มไปด้วยเสียงคุยกันเจียวจ้าว รวมถึงสนามหญ้าด้านนอกก็เต็มไปด้วยเด็กและวัยรุ่นที่นั่งทำกิจกรรมส่วนตัวกันอยู่
“พี่ฟินน์กลับมาแล้วหรอครับบบ”
หนึ่งในเด็กหนุ่มที่กำลังนั่งเล่นของเล่นอยู่ เมื่อเห็นฟินน์เดินผ่านรั่วเข้ามา ก็รีบวิ่งมาทักทายเขาด้วยสีหน้าที่ร่าเริงและทำท่าให้ชายหนุ่มอุ้มเขา ฟินน์ที่เห็นอย่างนั้นจึงใช้มือลูปหัวเขาด้วยความเอ็นดูก่อนที่จะอุ้มเขาขึ้นมา
“วันนี้มีอะไรจะเล่าให้พี่ฟังไหมครับ อีไล” ฟินน์มักจะถามอีไลอย่างนี้ประจำ เพราะความไว้ใจของอีไลที่มีต่อฟินน์ทำให้เขามักจะเผลอหลุดปากเล่าวีรกรรมที่ตัวเองก่อให้ฟินน์ฟัง
“ไม่มีๆ วันนี้ปกติทุกอย่าง ผมไม่ได้สร้างปัญหาอะไรด้วย”
“ห้ามโกหกพี่นะ พรุ่งนี้พี่ก็จะเป็เ้าหน้าที่หน่วยบริการประชาชนแลัวด้วย อีไลโดนพี่จับแน่ ถ้าทำผิดน่ะ”
อีไลพยายามมองจ้องตาของฟินน์ด้วยแววตาที่ใสซื่อของเขาเพื่อให้ฟินน์เชื่อว่าเขาพูดความจริง ทำให้ฟินน์ที่เห็นยังงั้นก็ได้ลูปหัวอีไลอีกครั้งเป็การชมเชย ก่อนที่จะค่อยๆ วางเขาลงและเดินเข้าอาคารไป ปล่อยให้ข้างนอกมีเสียงร้องดีใจจากเด็กคนอื่นที่ได้ฟังข่าวจากอีไล ว่าฟินน์เป็เ้าหน้าที่หน่วยบริการประชาชนแลัว ระหว่างทางที่จะเดินไปชั้นบนนั้นฟินน์ก็แวะทักทายเหล่าพ่อแม่ของเขา ก่อนจะไปยังห้องในสุดของชั้นที่สามของอาคาร
“พ่อครับ กลับมาแล้วครับ”
ฟินน์กล่าวทักทายชายวัยกลางคนที่กำลังเช็ดแว่นของเขาอยู่พร้อมกับกองเอกสารที่กองอยู่ตรงหน้าเขา
อารีพ่อที่สนิทที่สุดของฟินน์ เมื่อเห็นฟินน์เปิดประตูมากล่าวทักทาย เขานั้นก็ยิ้มด้วยรอยยิ้มที่ดูอบอุ่นให้เแก่ฟินน์และรีบลุกจากเก้าอี้ของเขาเพื่อไปนั่งยังโซฟากลางห้องพร้อมกับผายมือให้ฟินน์ได้มานั่ง
“กลับมาแล้วหรอ”
“ครับผม งบปีนี้เป็ยังไงบ้างครับ เห็นกองเต็มโต๊ะเลย”
“ไม่มีปัญหาอะไรหรอก ปีนี้รัฐจัดสรรงบมาให้เยอะน่ะ ไม่ได้ตัดอะไรไป คงอยู่กันได้สบายๆ ตลอดปี”
อารีพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มเพื่อให้ฟินน์ได้สบายใจ ก่อนที่เขาจะเงียบลงเพื่อรอให้ฟินน์พูดธุระของเขาออกมา
“ผมสมัครเขาหน่วยบริการประชาชนเรียบร้อยแล้วนะครับ”
อารีที่ได้ยินยังนั้นก็ยิ้มออกมาให้ฟินน์อีกครั้งด้วยรอยยิ้มที่กว้างกว่าเดิมและยืนมือไปลูบหัวเขาเพื่อแสดงความยินดีแก่ฟินน์ พร้อมกับดวงตาที่มีน้ำตาเอ่อนองออกมาเล็กน้อย
“ยินดีด้วยนะ พ่อยินดีด้วยจริงๆ”
“ผมต้องขอโทษจริงๆ นะครับ”
“ขอโทษอะไรกัน พ่อภูมิใจในตัวลูกมากนะ ไม่เห็นต้องมีอะไรให้ขอโทษเลย”
“ก็ผมเอาแต่ฝึกฝนจนไม่ได้ไปทำงานหาเงินมาช่วยที่นี่เหมือนพี่ๆ น้องๆ คนอื่นเลย แต่ผมสัญญานะครับ ว่าจากนี้ไป เงินเดือนที่ผมได้ผมจะเอามาให้พ่อได้เลี้ยงดูพวกน้องๆ …..โอ๊ย”
มือของคุณพ่อที่กำลังลูบหัวฟินน์อยู่นั้นก็ได้เปลี่ยนเป็กำปั้นเขกไปที่หัวของฟินน์แทน เมื่อได้ยินคำพูดของเขาเื่เงิน
“ชอบไปฟังคำพูดของพวกพี่ๆเขาจัง ลูกลองดูสิพวกเราอยู่กันลำบากหรือเปล่า พ่อรู้นะว่าพวกลูกอยากตอบแทนที่นี่ แต่อย่าเอามันมาเป็ข้อผูกมัดตัวเองเลย ใช้ชีวิตของพวกลูกให้เต็มที่เถอะ แค่พวกลูกได้มีอนาคตที่ดี ก็เป็ผลสำเร็จของที่แห่งนี้แล้ว ”
ฟินน์ที่ได้ยินยังนั้นก็พยักหน้าตอบรับให้กับคุณพ่อของเขา แต่ยังคงมีสีหน้าที่รู้สึกผิดอยู่จนอารีสังเกตได้
“ฟินน์พ่อจะพูดอะไรอีกอย่างให้ลูกได้สบายใจน่ะ ั้แ่ที่ลูกเลือกจะฝึกฝนตัวเองเพื่อจะได้ก้าวหน้าในหน่วยบริการประชาชนแล้ว คุณเลออนก็ได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือที่นี่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แถมเขายังสัญญาว่าจะให้ความช่วยเหลือที่นี่ต่อไปด้วย เขาหวังในตัวลูกมากนะ ถ้าลูกอยากตอบแทนก็ทำหน้าที่ในการรับใช้ประชาชนของลูกให้ดีๆ”
“แน่นอนอยู่แล้วครับ ผมจะทำหน้าที่ของหน่วยบริการประชาชนให้ดีที่สุดอย่างแน่นอน”
“ส่วนเื่เหตุการณ์เมื่อตอนนั้น พ่อหวังว่าลูกจะเชื่อคำพ่อและไม่เอาตัวเองเขาไปเสี่ยงกับคนอันตรายแบบนั้นนะ ถ้าลูกมีชีวิตที่ยืนยาวลูกก็ยังมีโอกาสที่จะช่วยเหลือคนอื่นได้อีกมาก”
เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในตอนเด็กฟินน์ก็มีแววตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ก็ยังคงรอยยิ้มของตัวเองไว้อยู่ ก่อนที่จะพยักหน้าให้กับพ่อของเขาโดยที่ไม่ได้พูดอะไรต่อ
“อึก อึก….เห้อ”
อินที่อยู่ดีๆ ก็ทำท่าพะอืดพะอมขึ้นมาก็รีบหยิบแก้วน้ำตรงหน้าเขาขึ้นมากระดกจนหมดแก้ว ก่อนที่จะว่างแก้วลงบนโต๊ะกระจกข้างหน้าเขาและรินน้ำใส่แก้วต่อ
“เธอนี้เสียมารยาทจริงๆ เลย เพื่อนพูดคำพูดซึ้งกินใจอย่างนั้นออกมาทั้งทีเธอมาทำท่าจะอ้วกอย่างนี้ได้ยังไงหะ”
หญิงสาววัยกลางคนที่ดูสวยผิดกับอายุของเธอ ก็ยืนพูดต่อว่าอินออกมาเมื่อเห็นท่าทีของเขา ที่กำลังเล่าเื่ของฟินน์ให้กับเธอฟัง
“ช่วยไม่ได้นี้น่า แค่เล่าคำพูดของหมอนั้นให้ฟังยังรู้สึกพะอืดพะอมเลย ลองนึกถึงตอนที่ได้ฟังคำพูดที่แสดงถึงความดีแบบนั้นต่อหน้าซิ....อึก”
เมื่ออินนึกไปถึงเพื่อนที่แสนดีของตัวเองและคำพูดที่เคยออกมาจากปากเขา อินก็แสดงท่าทีพะอืดพะอมออกมาอีกครั้ง ก่อนที่จะกระดกแก้วน้ำที่พึงรินไปต่อ
“ฟินน์เป็คนดีมากขนาดนั้นแท้ๆ ไม่น่าหลงกลมาคบคนอย่างเธอได้เลย”
“นี้ขนาดไม่ค่อยได้เจอหมอนั้นยังชื่นชมขนาดนี้แล้วหรอ”
“ถ้าฉันได้เจอเ้าหนูส่ายหน้านั้นอีกทีคงต้องเข้าไปขอบคุณเขายกใหญ่เลยหล่ะที่ยอมมาเป็เพื่อนของเธอ เสียดายที่ครั้งก่อนไม่ได้พูดขอบคุณนึกว่าจะทนนิสัยเธอไม่ได้จนเลิกคบกันไปเองซะอีก”
“ไม่มีทางหรอก”
อินพูดขึ้นพร้อมกับกระดกดื่มแก้วน้ำต่ออีกรอบ เพื่อบรรเทาอาการพะอืดพะอมของเขา ก่อนที่ประตูจากห้องทำงานจะเปิดออก พร้อมกับหญิงสาวที่เดินถือเอกสารเขามา
“เอกสารที่คุณเมย์ให้เตรียมได้แล้วนะคะ”
หญิงสาวที่ถือเอกสารอยู่ในมือได้พูดกับเมย์ขึ้นมาพร้อมกับยื่นเอกสารเ่าั้ให้แก่เมย์
“ขอบคุณนะ เธอกับบ้านได้เลยนะเคท ฉันก็จะกลับแล้วเหมือนกัน”
“ยังงั้นหรอคะ ถ้างั้นหนูขอตัวนะคะคุณเมย์ บ๊ายบายนะอิน”
เคทที่ได้ยินคำพูดของส่ายหน้าย์ก็ก้มหัวขอบคุณเธอด้วยความนอบน้อมก่อนจะบอกลาแก่เมย์ และโบกมือบ๊ายบายให้กับอินที่นั่งอยู่ในห้อง ทำให้ชายหนุ่มที่เห็นยังงั้นก็โบกมือบ๊ายบายกลับให้แก่เธอ
เมื่อเคทออกจากห้องไปแล้ว เมย์ก็ยกเอกสารเ่าั้ขึ้นมาอ่าน ก่อนที่จะยื่นให้อินไปอ่านต่อ และเริ่มเก็บของเข้ากระเป๋าเอกสารของเธอ
“รายชื่อผู้อพยพจากดีอาดูเอลหรอ ผู้ว่าเขาจะให้คุณทำอะไรเกี่ยวกับผู้อพยพเหล่านี้กัน”
“่นี้มีผู้อพยพเขามาเยอะมากจนผิดปกติ ท่านประธานาธิบดีเลยให้แต่ละรัฐหานโยบายไว้ลองรับกลุ่มผู้อพยพน่ะ ผู้ว่าก็เลยโยนงานมาให้ฉันช่วยคิด”
อินที่ได้ยินยังงั้นก็พยักหน้าอย่างเข้าใจพร้อมกับอ่านเอกสารเ่าั้ไปด้วย จนเมื่อเมย์เก็บของเสร็จแล้ว อินถึงเดินไปหยิบกระเป๋าของเมย์มาถือไว้ให้ และเดินออกจากห้องทำงานของเธอ
ภายในอาคารสำนักงานสีขาวขนาดใหญ่ของศาลาว่าการรัฐฟิฟตี้นั้น ภาพของหญิงสาววัยกลางคนที่กำลังเดินออกจากห้องทำงาน พร้อมกับชายหนุ่มที่เดินถือกระเป๋าให้กับเธอ เมื่อเธอเดินไปที่ไหนต่างก็มีคนทักทายและเคารพเธอตลอดทั้งทางด้วยท่าทีที่นอบน้อมถึงแม้บางคนจะอายุมากกว่าเธอก็ตาม
“กลับแล้วหรอครับคุณเมย์”
ชายแก่ที่กดเปิดประตูลิฟต์ข้างไว้เพื่อรอให้เธอเดินเข้าไปยังในลิฟต์ ก็ได้พูดทักทายเธอขึ้นมาเหมือนทุกวัน
“ค่ะ”
เมย์ทำเพียงแค่ก้มหัวตอบเขาไปอย่างมีมารยาทพร้อมกับอินที่เห็นชายแก่หันมามองตนเอง ก่อนที่จะเดินเข้าไปในลิฟต์พร้อมกัน จนลิฟต์เลือนลงมาถึงชั้นล่างสุดที่เป็ทางออก
“นั้นเป็ลูกของคุณเมย์หรอ”
หญิงสาวกลุ่มหนึ่งที่นั่งเล่นกันอยู่ที่ชั้นล่างของศาลาว่าการ เมื่อเห็นเมย์เดินผ่านไปพร้อมกับชายหนุ่มที่ถือกระเป๋าให้เธอ ก็เริ่มพูดคุยเม้าท์มอยเื่ของเมย์ขึ้น
“จะบ้าหรอ ฉันได้ยินว่าลูกของเธอตายไปั้แ่ยังเป็เด็กอยู่เลยไม่ใช่หรอก”
“งั้นก็แฟนนะสิ เธอได้แฟนเด็กขนาดนี้เลยหรอ อิจฉาจังเลย”
“ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันนะเห็นมาหาคุณเมย์ทุกวันเลย เด็กเกินที่จะเป็น้องชายด้วย”
เพียงการเริ่มนินทาของกลุ่มหญิงสาวเริ่มขึ้นได้ไม่นาน เคทที่เดินลงมาและเห็นกลุ่มหญิงสาวก็รีบเขาไปตักเตือนพวกเธอ
“ระวังคำพูดหน่อยค่ะ นั้นนะคือลูกของท่านที่ปรึกษา แม่ของเขาเป็เพื่อนกับคุณเมย์ เธอเป็คนฝากคุณเมย์ให้มาทำงานกับท่านผู้ว่าเอง”
“คุณเคท! คุณเคทได้ยินด้วยหรอคะ ฉันขอโทษจริงๆนะคะ อย่าไปฟ้องคุณเมย์เลยน่าาา”
เป็เื่หน้าประหลาดที่กลุ่มหญิงสาวเมื่อเริ่มนินทาก็ไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างเลย จนพวกเธอใอุทานออกมาเมื่อได้ยินเสียงของเคท ที่เดินมาถึงตัวของพวกเธอแล้ว
“ใช่ค่ะคุณเคท ฉันพึ่งมาทำงานเอง ไม่อยากมีปัญหากับคุณเมย์เลย ขอร้องนะคะคุณเคททท”
การปรากฏตัวของเคทนั้นสร้างความลนลานให้กับกลุ่มหญิงสาวอย่างมากจนแต่ละคนพยายามขอร้องเคทออกไป
“พอได้แล้วๆ ฉันไม่ฟ้องคุณเมย์หรอก คุณเมย์เองก็คงไม่ได้ว่าอะไรพวกเธอด้วย...มั้ง ฉันแค่บอกให้พวกเธอฟังไว้เฉยๆ พวกเธอจะได้ไม่คิดเองเออเองไปเรื่อย เื่ของพวกเขามันไม่ใช่ความลับอะไร”
เคทที่เห็นพวกเธอตื่นกลัวก็รีบอธิบายให้กลุ่มหยิงสาวฟังออกไป จนกลุ่มสาวนั้นถอนหายใจด้วยความโล่งอกออกมา แต่หญิงสาวที่พึงจะกลัวโดนจับได้ว่าแอบนินทาไปเมื่อกี้ ก็ยังไม่อาจหยุดความสงสัยของตัวเองได้ เลยถามเคทออกไปต่อ
“ถ้างั้นก็ไม่ใช่แฟนกันสินะคะ”
“ไม่รู้ค่ะ วันแรกที่ฉันได้เป็เลขาของคุณเมย์ ก็เห็นอิน...เด็กคนนั้นรู้จักกับคุณเมย์อยู่แล้ว ..ก็5ปีได้แล้วนะคะ สำหรับฉัน ฉันว่าดูเหมือนพี่น้องกันมากกว่า”
“5ปี!...ถ้ายังงั้นฉันก็ว่าดูเหมือนพี่น้องกันแหละคะ ว่าแต่ไม่มีใครกล้าถามเลยหรอคะ ขนาดคุณเคทเป็เลขาแท้ๆ ยังไม่รู้เลย”
“เด็กคนนั้นพึ่งอายุ18 ปีนี้เองนะคะ ก่อนหน้านี้จะมีใครไปคิดเื่อย่างนั้นละ”
เคทพูดเตือนสติพวกเธอถึงเื่ความเป็ไปได้ที่พวกเธอคิด ทำให้กลุ่มหญิงสาวที่ได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าด้วยความเข้าใจออกมาให้กับเคท
“มีความสุขอะไรยังงั้นหรอ”
เมย์ที่เห็นอินเดินพร้อมกับเผยยิ้มอย่างเล็กน้อย ก็ได้เอ่ยถามชายหนุ่มออกไปด้วยความสงสัย
“หน้าตาผมดูมีความสุขหรอ?”
“ก็เธอยิ้มนิ ถึงจะนิดหน่อยก็เถอะ”
เมื่ออินได้ยินคำตอบของส่ายหน้าย์ถึงหน้าตาที่แสดงอารมณ์ของเขา อินก็พยักหน้าให้เธอไปโดยไม่ได้ตอบอะไร จนเมย์ต้องถามย่ำขึ้นมาอีกครั้ง
“ว่าแต่มีเื่อะไรที่ทำให้เธอยิ้มยังงั้นหรอ”
“สงสัยเป็เื่ที่หญิงสาวกลุ่มนั้นพูดมั้ง”
“มารยาททททท แอบใช้พลังพิเศษไปฟังเขาคุยกันได้ยังไงหะ…หรือว่าจะชอบสาวในกลุ่มนั้นน่ะ”
เมย์ที่ไม่ได้ยินเสียงพูดคุยของกลุ่มหญิงสาวก่อนหน้านั้นก็มั่นใจว่าอินต้องใช้พลังพิเศษของเขาในการฟังบทสนทนาของคนอื่น เลยต่อว่าเขาออกไปพร้อมกับพยายามเดาเจตนาของอินขึ้นมา
เมื่ออินได้ยินอย่างนั้นก็ส่ายหน้าปฏิเสธเมย์ออกไป แต่ดูเหมือนเมย์จะไม่ได้เชื่ออย่างนั้น เพราะเมย์มองเขาด้วยรอยยิ้มที่กรุ้มกริ่มเหมือนกับเธอมองเขาออกทุกอย่างและปักใจเชื่อว่าอินชอบสาวในกลุ่มนั้นไปแล้ว
ทั้งคู่เดินด้วยกันไปอย่างเงียบๆ โดยไม่ได้พูดอะไรต่อ จนถึงคอนโดสูงภายในหมู่บ้านนักการเมืองที่อยู่ติดกับศาลาว่าการและเดินเข้าลิฟต์ไปยังห้องของเมย์ จนเมื่อลิฟต์ขึ้นมาถึงชั้นที่เมย์อยู่ เมย์ก็เดินไปเปิดประตูห้องของเธอ และอินก็เอากระเป๋าเอกสารที่เขาถืออยู่ไปวางไว้บนโต๊ะทำงานของเมย์
ชายหนุ่มจำรายละเอียดภายในห้องของเมย์ได้เป็อย่างดี ข้าวของของเธอต่างถูกจัดไว้อยู่อย่างเป็ระเบียบ มีก็แต่กล่องของขวัญปริศนาขนาดเล็กที่วางไว้อยู่บนโต๊ะทำงานของเธอพร้อมกับดอกไม้สีขาวที่ติดอยู่บนกล่อง ซึ่งเป็ของที่อินแน่ใจว่าไม่เคยเห็นมาก่อน
“ใครให้มาหรอครับ”
ชายหนุ่มหยิบกล่องของขวัญเล็กๆ นั้นขึ้นมาดูอย่างละเอียดก่อนจะโชว์ไปทางเมย์ ที่กำลังล้างมือของเธออยู่ที่ซิงค์ล้างจานในโซนครัว
“น้องชายของท่านผู้ว่าเขาฝากคนเอามาให้เมื่อเช้า พอดีฉันรีบไปทำงานเลยวางทิ้งไว้อย่างนั้น”
เธอตอบคำถามของชายหนุ่มออกไปอย่างไม่สนใจมากนักพร้อมกับใช้ผ้าเช็ดมือของเธอไปด้วย
เมื่อได้คำตอบแล้ว อินจึงค่อยๆ วางกล่องของขวัญนั้นกลับลงที่เดิม ก่อนที่จะบอกลาหญิงสาว
“ทำไมวันนี้กลับไวละ ไม่กินอะไรก่อนหรอ”
“พรุ่งนี้ผมมีธุระ เดียวระหว่างทางค่อยแวะซื้ออะไรกลับไปกิน”
“อืมๆ ถ้างั้นก็ขอให้เธอสมหวังนะ”
เมย์ที่กำลังเลือกหยิบของจากตู้เย็นนั้นอยู่ดีๆ เธอก็อวยพรให้แก่อินขึ้นมา จนทำให้ชายหนุ่มที่กำลังเดินออกจากห้องไปนั้นแสดงสีหน้าสงสัยและหันกลับมามองเธอ
“เจอคนที่ตกหลุมรักแล้วใช่มั้ยละ ขอให้เธอสมหวังในความรักไง จะงงอะไร”
เมย์ขยายความคำพูดของเธอขึ้นมาอีกทีเพื่อให้ชายหนุ่มคลายสงสัย เมื่ออินได้ยินยังงั้นเขาก็ค่อยๆพยักหน้าให้กับเธอและเดินออกจากห้องของเมย์ไป
แต่ไม่ทันจะเดินถึงลิฟต์เพื่อลงไปชั้นล่าง ชายหนุ่มก็เดินถอยหลังไปเรื่อยๆ จนถึงห้องของเมย์ และเดินไปนั่งที่โต๊ะอาหารในห้อง เมื่อชายหนุ่มนั่งลงก็ต้องเจอกับสายตาของเมย์ที่มองเขาอยู่ด้วยสีหน้าไม่พอใจ ก่อนที่เธอจะขยับเก้าอี้ที่เธอนั่งอยู่ไปข้างหลัง และลุกขึ้นไปหยิบอาหารในตู้เย็นมาว่างเพิ่มเติมพร้อมกับตักข้าวให้กับชายหนุ่ม
"แล้วไหนบอกว่าจะไม่กินไง"
"ผมกลัวว่าคุณจะเข้าใจผิดและคิดไปเองจนลืมไปว่าผมรักคุณ ... และเมื่อผมโตมาจนถึงวัยที่คุณบอกว่าผมจะเลิกชอบคุณไปเอง...ผมก็ยังรักคุณอยู่"