ชายาสองตำหนัก

    บทที่ ๒ (แผนการทำลาย) ป้ายชื่อทายใจ {PART1}

    บทที่๒(แผนการทำลาย) ป้ายชื่อทายใจ
    สองพี่น้องฝาแฝดค่อยๆ เดินไปตามเฉลียงทางเดินซึ่งมีหลังคากระเบื้องมุงตลอดทางอย่างเชื่องช้า โดยหารู้ไม่ว่าด้านบนหลังคาหลังเดียวกันนั้นเอง คือบุรุษปริศนาในชุดดำที่ตั้งใจจะก่อการเช่นเดียวกัน...เช่นนั้นกระมังก็ว่าได้ ในเมื่อพวกนางเองก็อยากเปลี่ยนแปลงชะตากรรม พวกเขาเองก็ไม่อยากอยู่เฉยๆ รอให้ฟ้าดินบันดาลด้วย“ข้าได้ยินว่าไท่จื่อทรงมีสนมนางในประปรายอยู่ 2-3 นาง...” เยี่ยซูเจี้ยนเปิดปากพูดในสิ่งที่พี่สาวฝาแฝดไม่ทันคาดคิด “ข้าคงหวังเพียงแต่พวกนางคงดีต่อข้า”“เจ้ามีน้ำใจงาม พวกนางคงไม่กล้าทำอะไรเจ้าหรอก” คนพี่ซูจิ้นปลอบน้องสาว แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายยากที่จะซ่อนสีหน้าวิตกได้“ถึงกระนั้นข้าก็ยังกังวล ข้าต้องยอมรับว่าข้าเกรงกลัวการเป็นไท่จื่อเฟยเหลือเกิน ตลอดชีวิตข้าคิดแต่ว่าตนเองจะต้องแต่งงานเป็นฝั่งฝากับขุนนางที่ไหนสักคน ทว่าข้าไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งข้าต้องเป็นถึงพระชายา และอาจจะต้อง...”“ข้าเคยคิดแต่ว่าเจ้านั้นเรียบร้อย งดงามไม่แพ้ข้า ทว่าสงบเสงี่ยม ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะเป็นกังวลกับการใช้ชีวิตสุขสบายถึงเพียงนี้”“ข้าแค่...” เยี่ยซูเจี้ยนพยายามสรรหาข้อแก้ตัว ทว่าก็ถูกขัดคอขึ้นมาเสียก่อน“เอาล่ะ เรื่องเหล่านี้จะไม่กวนใจเจ้า หากเราทำให้ฮองเฮาทรงคิดว่าดวงของพวกเรานั้นอัปมงคล” ซูจิ้นเอ่ยขึ้นเมื่อสองเท้าพาพวกนางมาถึงประตูตึกวางป้ายชื่อบรรพชน ตามคำแนะนำของโหราจารย์ ชื่อกับเดือนเกิดของพวกนางและของว่าที่เจ้าบ่าวจะต้องถูกนำมาวางไว้บนแท่นบูชา เพื่อให้เหล่าบรรพบุรุษช่วยตัดสินใจในความเหมาะสมและมงคลของบ่าวสาว หากมิได้มีสิ่งใดส่อแววไม่มงคล คู่หมั้นหมายจะต้องเข้าพิธีสมรสตามธรรมเนียมต่อไป“เจ้าพร้อมหรือไม่?” เยี่ยซูจิ้นเอ่ยถาม พลางผินหน้าจากประตูไม้สีแดงฉานมามองดวงตากลมโตที่ไม่แตกต่างจากตน ยกเว้นความอ่อนไหวภายในตาเท่านั้นที่แตกต่าง ยามนี้ซูเจี้ยนดูมีอาการลังเลอยู่เล็กน้อย ก่อนผู้น้องจะทำเพียงพยักหน้าให้สัญญาณ คนพี่จึงถอดสลักและผลักบานประตูเข้าไป ด้านในคือห้องหกเหลี่ยมที่ปิดตายมาตลอด คงจะมีการเปิดใช้เฉพาะวันที่มีการเซ่นไหว้บรรพบุรุษเท่านั้น ป้ายชื่อบรรพชนวางเรียงรายกันอยู่โดยรอบ เสียงลมวูบหนึ่งดังขึ้นตามหลังส่งผลให้เส้นผมของพวกนางไหวระรัว ซูจิ้นเป็นผู้เดินกลับไปปิดบานประตูโดยหารู้ไม่ว่าในขณะที่เผลอง้างประตูนั้น ได้มีคนอีกพวกลักลอบเข้าไปพร้อมกันพร้อมลมวูบนั้นเอง หลังจากนั้นด้านในตำหนักบรรพชนก็มืดมิด มีเพียงแสงโคมที่สองสาวถือติดมาเป็นที่ส่องสว่างเพียงแห่งเดียว เงาสะท้อนจากป้ายสลักนามต่างๆ ดูวูบไหวเป็นช่วงๆ ขณะฝาแฝดช่วยกันหาธูปเทียนมาจุดไฟ “ท่านพี่ แล้วถ้ามีใครได้กลิ่นควันธูปล่ะ?” ซูเจี้ยนชะงักมือที่กำลังถือธูป“ก็คงคิดแค่ว่าเป็นกลิ่นตกค้างจากเมื่อเย็น ไม่มีอะไรหรอก เจ้ารีบจุดเถอะ” ฝ่ายพี่สาวเมื่อคว้าเทียนได้เล่มหนึ่งก็รีบจุดกับโคมที่ถือมา“แต่ว่า —” คนน้องยังหวาดหวั่นอยู่ไม่นิ่ง ทำให้ซูจิ้นต้องเอ่ยเสียงแข็งดุขึ้นมา“เจ้านี่ก็...!”ระหว่างที่ทั้งสองมัวแต่ลังเลว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี จูหยางเหยี่ยนและจางไป๋หูซึ่งซ่อนอยู่บนขื่อเพดานนั้นค่อยๆ โรยตัวลงมาซ่อนตามหลังชั้นวางป้ายชื่อบรรพชนอาศัยความมืดช่วยพรางสายตา อีกทั้งพยายามลอบมองกิจกรรมของคนที่มาถึงก่อนอย่างไม่วางตา“พวกนางตั้งใจมาทำลายป้ายเสี่ยงทาย หรือแค่มาไหว้บรรพชนกันนะ...?” รัชทายาทเอ่ยกระซิบแผ่วเบากับองครักษ์หนุ่มที่ซ่อนอยู่ข้างๆ“พวกนางดูจะแค่มาไหว้บรรพบุรุษนะพะยะค่ะ” จางไป๋หูตอบด้วยเสียงอยาบกระด้าง แม้ว่าพวกเขาจะลอบตามพวกนางมาตลอดทาง ทว่าก็มิอาจได้ยินจุดประสงค์แน่ชัดว่าพวกนางต้องการสิ่งใดถึงได้มาเยี่ยมหอบรรพชนกลางดึก หรือแม้แต่ทันทราบว่าเหตุนั้นอาจตรงใจกันอย่างคาดไม่ถึง“เช่นนั้นก็น่าจะทำอะไรบางอย่างให้พวกนางรู้สึกไม่ดีไปเลยดีกว่า!” ไม่ทันที่จางไป๋หูจะห้ามปรามได้ทัน องค์ไท่จื่อของเขาก็กระโจนข้ามไปอีกทาง ส่งผลให้เกิดเงาวูบไหวต่อสายตาของแม่นางทั้งสอง เยี่ยซูจิ้นที่ตาไวกว่าผลักอีกร่างข้างกายให้กระเด็นออกมิตกเป็นเป้าของบางอย่างที่พุ่งเข้าหา คนถูกแรงดันถอยร่างรับแรงกระแทกพร้อมตั้งท่ารอรับการโจมตี ถึงพวกนางจะเป็นสตรีชั้นสูง แต่เติบโตมาในตระกูลนักรบ การเรียนรู้ที่จะระวังตนพื้นฐานและฝึกหูตาให้ว่องไวเป็นเรื่องไม่ยากนักสำหรับพวกนาง ซูจิ้นนั้นรีบปลดผ้าคลุมไหล่ออกแรงสะบัดตรงเข้าหาร่างที่ทะยานเข้ามา ทว่าก็ถูกสกัดด้วยฝีมือของใครอีกคนที่นางไม่ทันได้เห็น เขาคว้าชายผ้าของนางเอาไว้มั่น ยึดเอาไว้แน่นจนยากจะดึงกลับมา คนนั้นคือจางไป๋หูที่ติดตามไท่จื่อเข้ามาทีหลังนั่นเองปรายตาไปยังแท่นบูชา ซูเจี้ยนแอบเห็นร่างแรกที่มาถึงกำลังเอื้อมมือไปยังป้ายชื่อ นางจึงรีบกระโดดเข้าขวาง รัชทายาทจูหยางเหยี่ยนที่ตั้งใจจะคว้าป้ายจึงได้สัมผัสมือของแม่นางแทน ความอ่อนนุ่มของผิวหนังพร้อมกลิ่นหอมร่ำไรนั้นสะกดใจเขาไว้ชั่วครู่ ก่อนที่ศอกของแขนอีกข้างตรงเข้ามาหมายกระแทกเข้าที่ตรงกลางเบ้าหน้าซึ่งซ่อนเอาไว้ใต้ผ้าปิดสีดำ เขาจึงต้องยกมืออีกข้างบิดตัวนางเข้าหาร่างตนเพื่อปลดอาวุธ แผ่นหลังเล็กของเยี่ยซูเจี้ยนปะทะกับอกกว้าง มือหนึ่งถูกตรึงไว้แนบอกตน อีกมือนั้นยังไม่ยอมปล่อยจากแผ่นป้าย อย่างไรเสีย…พวกนางจะต้องได้มันเพื่อสร้างรอยมลทินทิ้งไว้!แน่นอนว่าซูจิ้นจะต้องไม่ยอมให้น้องสาวตนเป็นอันตราย ด้วยทีท่าซึ่งช่ำชองการยุทธ์ นางตวัดปลายเท้าขึ้นสูง กดลงบนผ้าซึ่งถูกดึงทึ้งจนแน่น ก่อนจะสะบัดพลิกตัวกลางอากาศจนเกิดแรงกระแทกไปถึงจางไป๋หูจนต้องยอมระมือออกในที่สุด ก่อนที่นางจะพุ่งตรงมาช่วยน้องสาวโดยการนำผ้าชิ้นเดิมขึ้นรั้งคอขององค์รัชทายาท (ที่นางไม่ทันได้รู้) ทว่าจูหยางเหยี่ยนเองก็ยังพอเอาตัวรอดได้โดยการยกมือข้างที่จับมือของซูเจี้ยนออก ทำให้นางมีโอกาสฉวยป้ายชื่อไว้ได้ในที่สุด“เจ้าโจรบ้า! วันนี้พวกเจ้าต้องไม่ตายดีแน่!” ซูจิ้นคำราม แม้เป็นคำเตือนจากปากหญิงสาว แต่เมื่ออยู่ในจวนของตระกูลเยี่ย พวกนางมิใช่ไก่กาแน่นอนสำหรับแผ่นดินนี้“แม่นาง...พวกข้าต้องการเพียงแค่ป้ายชื่อเท่านั้น...” เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลังเยี่ยซูจิ้น นางมัวแต่ระวังหน้าจนลืมหลัง เป็นจางไป๋หูที่จ่อปลายกระบี่ไว้ที่ท้ายทอยของนาง พอได้ยินเช่นนั้น แทนที่นางจะสนใจ กลับยังต่อปากต่อคำ“ข้าบอกแล้วใช่ไหม...ว่าวันนี้พวกเจ้าต้องไม่ตายดีแน่ เจ้าคงไม่ทันรู้กิตติศัพท์ของจวนใต้เท้าเยี่ยสินะ” ปลายเสียงนางมีแววขบขัน จางไป๋หูขมวดคิ้วเป็นปมแน่น ร่างกายเกร็งตรึงเมื่อคิดเดาทางไม่ออกว่านางจะมาไม้ไหนกับเขาได้อีกในใจของซูจิ้นเองก็ราวกับมีพายุของความสับสนถาโถม แม้ใบหน้าจะซ่อนอยู่ภายใต้รอยแย้มยิ้มและเสียงหัวเราะ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม การที่มีคนบุกเข้ามาโจมตีพวกนางถึงสองครั้ง รวมถึงต้องการป้ายชื่อเสี่ยงทาย ย่อมหมายถึงมีผู้ไม่ประสงค์ดีต่อตระกูลเยี่ยเป็นแน่ นางคิดไปเสียไกลจนลืมคิดไปว่า...แท้จริงแล้วแค่บรรดาเจ้าบ่าวของพวกนางมิอาจทนรับพวกนางเป็นภริยาได้ จึงได้เข้ามากระทำความอัปมงคลให้ป้ายชื่ออย่างที่พวกนางหมายจะทำเช่นนั้นเองอย่างไรก็ตาม เยี่ยซูเจี้ยนเหมือนรู้ใจพี่สาว นางโยนป้ายชื่อขึ้นไปในอากาศ จังหวะนั้นเองที่ฝาแฝดตนใช้เท้าเตะโคมกระดาษบนพื้นเข้าหาเต็มแรง จนแผ่นไม้ซึ่งจารึกชื่อสกุลวันเดือนปีเกิดของบ่าวสาวต้องสะเก็ดไฟทันใด ทุกคนกระโดดหลบไปคนละทิศทาง ทว่ามีจางไป๋หูมองเห็นว่าหญิงที่ตนจ่ออาวุธเอาไว้นั้นอาจต้องอันตรายจากเปลวไฟ เขาจึงจำต้องโดดประคองนางออกมาพร้อมกัน ตรงกันข้ามคือคู่ของรัชทายาทในคราบชุดดำ ซึ่งถูกแรงถอยของเยี่ยซูเจี้ยนปะทะจนล้มไปอีกทาง เมื่อเห็นว่าตรงทางที่รออยู่นั้นคือพื้นหิน เขาจึงยอมรับแรงกระแทกของตัวนางเอาไว้ด้วยอ้อมแขน โดยลืมระวังส่วนใบหน้าซึ่งถูกนางจงใจกระชากออกซูเจี้ยนแฝดน้องไม่เหมือนคนพี่ ถึงต่อให้เหมือนซูจิ้นซึ่งสะสมภาพชายงาม ทว่านางก็หาได้สนใจในตัวของรัชทายาทเจ้าสำราญองค์นี้ไหม เมื่อโฉมหน้าของคู่หมั้นในคราบโจรปรากฏ นางจึงมิได้แสดงอาการสงวนตัวใดๆ ต่ออ้อมกอดที่เขารัดจนแน่นเมื่อครู่ กลิ่นของเครื่องหอมไม้จันท์ซึ่งเป็นของหายากอันองค์ไท่จื่อโปรดปรานส่งกลิ่นกำจาย นางพิจารณาใบหน้ายาว คางแหลมคม สันจมูกเรียวเช่นเดียวกับริมฝีปากบางราวกับอิสตรีก็ไม่ปาน อีกทั้งดวงตาซึ่งกำลังสบกันอยู่นั้นเล่า...ช่างงดงามจนนางไม่อาจละสายตาและนี่เป็นครั้งแรกนอกจากเยี่ยเค่อซู...ที่นางถูกโอบรัดสัมผัสด้วยเรือนร่างของชายหนุ่มแนบชิด“ไม่นะ!” นางออกแรงดิ้นทันทีที่ได้สติ ปลายเล็บนางตวัดเข้าหางคิ้วจูหยางเหยี่ยน ทิ้งรอยบาดจางๆ ไว้ราวแมวข่วน ก่อนจะรีบถอยเข้าไปอีกทางทันที ส่วนจางไป๋หูน่ะหรือ...แทบจะจุกอกตายเพราะแรงกระแทกที่รับแทนแม่นางเยี่ยซูจิ้นเต็มๆ ด้วยรูปร่างที่ค่อนข้างแอบซ่อนสรีระ แถมนางยังกินเผื่ออดอยากหน้าหนาวหรืออย่างไร ถึงได้ทำให้เขารู้สึกเหมือนมีลูกหมีกำลังโตกระโดดเข้าใส่เต็มๆ ซูจิ้นแฝดพี่ลืมตาขึ้นบนแผ่นอกกว้าง คะเนแล้วคิดว่าเป็นอกพี่ชายเป็นแน่เพราะช่างสมส่วนและหนั่นแน่นไม่ต่างกัน นางจึงเผลอซบเข้าอีกให้เต็มแรงพร้อมอ้อมกอด“ท่านพี่! ท่านมาช่วยข้าแล้วสินะ!”“ใครพี่เจ้า?!” จางไป๋หูคำรามอย่างหัวเสีย เล่นเอารัชทายาทที่กำลังกุมศีรษะหัวเราะคิกด้วยไม่เคยเห็นสหายอยู่ในอารมณ์ลืมตนมาก่อน“เดี๋ยวนะ!” เยี่ยซูจิ้นรีบยันตัวลุกขึ้น พอมองเห็นว่าที่นอนทับอยู่คือชายชุดดำอันนางขนานนามเป็นโจร นางจึงยกกำปั้นทุบซ้ำเข้าไปอีกด้วยความตกใจ “กรี๊ด!”“ท่านพี่!” แฝดน้องรีบตรงไปดึงตัวนางออกมา พลางโอบกอดหลบอยู่ด้านหลังอย่างสะพรึงกลัวชายทั้งสอง จางไป๋หูจึงสามารถยันกายลุกขึ้น ก่อนจะพุ่งไปคว้าตัวรัชทายาทที่ยืนขบขันเขาอยู่ออกไปทางหน้าประตู แล้วใช้วิชาลอยตัวหายวับขึ้นบนหลังคาไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางท้องฟ้ายามราตรี ชัดเจนว่าสองหญิง สองชาย ได้ทำตามจุดมุ่งหมายแล้วโดยมิได้ล่วงรู้แผนการของกันและกัน“พวกมันมาเพื่อการใดกัน?” แม่นางซูเจี้ยนคล้ายจะยังปะติดปะต่อเรื่องได้ไม่ชัดนัก ทว่าซูจิ้นผู้พี่ที่มองเห็นแผ่นป้ายถูกไฟเผาไปบางส่วน จึงพอจะเข้าใจ“ดูเหมือนว่า...จะมิได้มีแต่พวกเราที่อยากทำลายการแต่งงานนี้ล่ะสิ!”
    ครั้งที่สองแล้วที่บุรุษทั้งสองได้ลองลิ้มชิมรสชาติฝีมือของว่าที่เจ้าสาว เล่นเอาขนพองสยองเกล้าไปตามๆ กัน แม้ว่าจะถูกมองเห็นหน้าเข้าแล้ว แต่องค์ไท่จื่อกลับรู้สึกหัวร่อไม่หยุดกับการที่ทรงได้เห็นองครักษ์หนุ่มออกอาการหน้านิ่วคิ้วขมวดแบบนานครั้ง เมื่อหลบพ้นเขตจวนตระกูลเยี่ยแล้ว ยิ่งทรงสรวลร่วนไม่หยุด“สุดยอดจริงๆ! แม่นางน้อยทำให้ยอดพยัคฆ์เช่นเจ้าต้องคำรามใส่ แถมนางยังไม่กลัวอีกต่างหาก!”“องค์ชาย ท่านถูกมองเห็นพระพักตร์แล้ว ใยยังทรงแย้มสรวลได้อีกเล่า?” คนถูกแหย่ถามกลับด้วยสีหน้าเรียบตึงเช่นเคย“แลกกับการได้เห็นเจ้าแบบนี้ นับว่าคุ้มค่ายิ่ง อีกอย่างดูเหมือนพวกนางจะไม่เคยเห็นหน้าข้า พวกนางจึงไม่ได้เอะใจอะไรเลย”“แล้วถ้านาง...” จางไป๋หูพาลคิดไปถึงว่าหากต้องเข้าหอกันขึ้นมา เช่นนั้นก็ชะงักพลัน ใบหูมีสีแดงเรื่อขึ้นมาด้วยความเขินอายที่เก็บซ่อนไว้“เอาน่า ป้ายชื่อก็โดนทำลายไปแล้ว แถมคนถูกเห็นหน้ายังเป็นข้า ไม่ใช่เจ้า ยังจะต้องกังวลอะไรอีก?” รัชทายาทหนุ่มออกอาการครึ้มอกครึ้มใจ ทว่าความรู้สึกเจ็บแปลบที่หางคิ้วทำให้ได้สติ “อา...ข้าไม่อยากคิดเลยว่าถ้าต้องแต่งกับนางคนใดคนหนึ่งจริงๆ ใบหน้าข้าจะเหลือสิ่งใดไว้ให้สตรีทั่วแผ่นดินเชยชมได้อีก”“พระบารมีไม่พ้นเกล้า ข้ายังเห็นเพียงรอยแมวข่วน มิอาจแปรพระพักตร์จากยอดบุรุษเป็นขอทานได้พะยะค่ะ” ถวายคำแล้วจางไป๋หูก็ยกมือขึ้นลูบอก ยังรู้สึกคล้ายมีน้ำหนักของเยี่ยซูจิ้นประทับบนนั้น “หนึ่งในแม่นางทั้งสองช่างหนั่นแน่น อุดมสมบูรณ์เสียจนข้าน้อยแทบอกแตก”“เก็บอกเอาไว้แตกเสียตอนได้แต่งเมียจริงเสียเถิด หลบพวกนางพ้นเมื่อไร เจ้าคงมีโอกาสหาสาวงามมาเชยชมแทนบ้างหรอก หรือจะหาอนุน่ารักมาเคียงกายสักสองสามคนอย่างข้าก็ได้ รับรองเจ้ามิมีเบื่อ”“อันอนุมีมากคนก็มากความพะยะค่ะ หม่อมฉันคงไม่หวังมีอนุเคียงกาย ขอเพียงภรรยาที่ดีเพียงหนึ่ง...ข้าก็พอใจแล้ว”ชายหนุ่มพูดด้วยเสียงหนักแน่นจริงจัง จูหยางเหยี่ยนไม่เคยเห็นชายผู้นี้กลับคำ หากจางไป๋หูพูดว่าไม่ ก็คือไม่ บุรุษผู้มากคุณธรรมเช่นนี้จึงเป็นที่ถูกใจรับใช้เคียงกายกันแต่เล็กจนเติบใหญ่ หากจะหาชายใดมากคุณธรรมได้เช่นจางไป๋หู เห็นคงมีแต่เยี่ยเค่อซู บุตรคนโตของใต้เท้าเยี่ยที่พอจะมีบารมีทัดเทียมกัน คิดถึงจวนใต้เท้าเยี่ยแล้ว ก็พาลคะนึงถึงดรุณีทั้งสอง แม่นางฝาแฝดก็งดงามใช้ได้ดีอยู่หรอก ทว่าเขี้ยวเล็บนั้นใช่ย่อย จูหยางเหยี่ยนไม่กล้าจินตนาการว่าหากนางมาเป็นไท่จื่อเฟยจริง บรรดาพระสนมนางน้อยๆ ของเขาจะวางตัวกันเช่นไรถึงรอดพ้นฝีมือของนางหรือบางทีมีเมียเดียวอาจจะดีกว่าแบบที่จางไป๋หูว่า...มากคนก็มากความ ปวดหัวจริง!