เวลาครึ่งชั่วยามในการพักผ่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วไม่นานเสียงสัญญาณบอกให้รวมพลของกระกูลซูก็ดังขึ้น ในเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูปคนหลายสิบชีวิตก็ลงไปบนแพ แพของตระกูลซูมีเก้าลำซูซีห่าวให้เฉินฟงและซูอิงอิงลงแพเดียวกับตนเอง ระหว่างล่องแพผ่านไปจอมยุทธ์แต่ละคนไม่ได้ลดการระมัดระวังตัวเพราะนอกจากสัตว์อสูรที่ต้องระวัง ยังต้องคอยระวังแพจากตระกูลต่าง ๆ ที่ข้ามมาเช่นกันบางตระกูลเลือกใช้วิธีสกปรกกำจัดคู่แข่งระหว่างทาง ใช้เวลาร่วมครึ่งชั่วยามการเดินทางข้ามเเม่น้ำที่ตึงเครียดก็ผ่านพ้นไป
ตอนนี้จึงเป็ทางแยกที่จะแยกระหว่างหุบเขาจันทราและหุบเขาคนคู่ เฉินฟงกล่าวลาซูซีห่าวและซูอิงอิงเพื่อแยกไปยังเป้าหมายที่เขา้า ความจริงการไปร่วมล่าเเมวเบญจมาศก็เป็สิ่งที่เขาอยากทำ ติดเพียงแต่พละกำลังของตนตอนนี้อย่าว่าเป็ผู้ล่าเลย ตัวเขาคงเป็เพียงมดปลวกให้เหล่าจอมยุทธ์พวกนั้นฆ่าทิ้งอย่างไร้ประโยชน์เท่านั้น
เฉินฟงเดินทางต่อมาอีกประมาณหนึ่งชั่วยามก็ถึงเขตของหุบเขาจันทรา หุบเขาแห่งนี้ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับหุบเขาคนคู่ที่อยู่ห่างออกไปแต่มีขนาดไม่ใหญ่เท่า ชายหนุ่มยืนนิ่งใช้ความคิดเพื่อค้นหาความทรงจำแรกที่ลืมตาขึ้นมายังหุบเขาแห่งนี้ เฉินฟงเดินลัดเลาะไปตามแม่น้ำขนาดเล็กที่ซูซีห่าวพบตน เขาจำได้ว่าครั้งแรกที่รู้สึกตัวขึ้นมาทุกอย่างภายในหัวก็ขาวโพลนไปหมด ไม่หลงเหลือความทรงจำใด ๆ ในสมอง นอกจากนั้นร่างกายยังรู้สึกอ่อนแรงไร้ซึ่งพลังลมปราณใด ๆ ชายหนุ่มถอนหายใจกับสภาพของตนเองในตอนนี้
ใช่…ความทรงจำของเขากลับคืนมาทั้งหมดแล้ว !!
ทุกสิ่งที่เคยหลงลืม ทุกสิ่งที่สูญหายไปเขาจำมันได้ทั้งหมด แต่หมดประโยชน์ที่จะเอ่ยถึงเื่ราวเ่าั้ในเมื่อตอนนี้เขากลายเป็เพียงคนไร้ประโยชน์ ไร้ญาติ เขาจึงเลือกที่จะไม่บอกความจริงเหล่านี้ให้คนตระกูลซูรับรู้ รับรู้ไปแล้วอย่างไรมันไม่มีอะไรดีขึ้นมาได้ สิ่งเดียวที่เขา้าในตอนนี้คือพละกำลัง
เขาจะต้องเก่งกาจมากกว่าตนคนเดิน แต่นั้นก็เป็หนทางอีกยาวไกลตอนนี้อันดับแรกคือต้องเปิดเส้นิชี่ให้ได้เสียก่อน ไม่อย่างนั้นทุกสิ่งที่คิดหวังไว้จะไม่มีทางเกิดขึ้น
เฉินฟงจำได้ว่าตนเองมีแหวนประจำกูลอยู่หนึ่งวง เขาทำหล่นหายไประหว่างลืมตาขึ้นมาในหุบเขานี้ แต่เพราะสายสัมพันธ์ของแหวนกับจิติญญาของเขาทำให้รับรู้ได้ว่ามันยังอยู่ที่นี่ ตรงไหนซักแห่งในหุบเขานี้ การค้นหาแหวนที่เป็ของวิเศษทางจิติญญาไม่ใช่เื่ยากหากเขามีพลังิชี่ เพียงส่งกระเเสพลังค้นหาแหวนไม่นานก็จะพบตำแหน่ง เพียงแต่ตอนนี้เขายังไม่สามารถเปิดเส้นิชี่ได้
เดิมที่เฉินฟงตั้งใจจะใช้หญ้าครามสีรุ้งเพื่อเปิดเส้นิชี่ แต่เพราะการล่าที่เกิดขึ้นเร่งด่วนทำให้เขาตัดสินใจเดินทางมาด้วยโดยไร้ซึ่งพลังอะไร ต่อจากนี้สิ่งที่เขาจะทำคือหาสถานที่เหมาะสมในหุบเขา
เริ่มชำระหญ้าครามสีรุ้ง…เปิดเส้นิชี่ !!
เมื่อค้นหาสถานที่รอบด้านเฉินฟงจึงตกลงใจให้ถ้ำขนาดเล็กใกล้ ๆ กับแม่น้ำที่ตัดผ่านหุบเขาเป็สถานที่ฝึกฝน ร่างสูงเดินเข้าไปในถ้ำที่เย็นชื้น เวลานี้ใกล้ค่ำเข้าไปทุกทีเกรงว่าขบวนตระกูลซูคงหยุดพักก่อนที่จะเริ่มเดินทางอีกครั้งในเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
หลังจากก่อกองไฟเล็ก ๆ แล้วชายหนุ่มในชุดสีดำถอดผ้าคลุมหน้าและผ้าปิดผมออกเขาตัดสินใจนั่งลงขัดสมาธิ หยิบต้นหญ้าสีเขียวออกมาจากอกเสื้อ มองมันอยู่ซักครู่ก็เคี้ยวหญ้าครามสีรุ้งและกลืนลงคอจนหมด ทันทีที่กินหญ้าครามสีรุ้งความร้อนสายหนึ่งก็เเล่นผ่านไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว !!
เฉินฟงรีบวางมือประสานไว้ที่ตักเข้าสู่สมาธิ รวบรวมสมาธิเป็หนึ่งเดียว เมื่อเข้าสู่สมาธิได้เส้นสายลมปราณภายในร่างกายก็เริ่มเเจ่มชัดในความคิดจากเลือนลางกลายเป็ภาพที่ค่อนข้างชัดเจน ขั้นแรกของการสำเร็จระดับลี่จิงขั้น 1 คือการรับรู้เส้นลมปราณภายในร่างกาย ซึ่งสิ่งนี้เฉินฟงสามารถทำได้ั้แ่ความทรงจำกลับมาเมื่อหนึ่งปีก่อน
แต่การรับรู้การมีอยู่ของเส้นลมปราณภายในอย่างเดียวไม่อาจพอ สิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์จะต้องรับรู้คือกระเเสพลังงานิชี่ในธรรมชาติ นี่ต่างหากเป็สิ่งที่เฉินฟงไม่สามารถก้าวข้ามได้ เมื่อการรับรู้กระเเสลมปราณเเละเส้นสายพลังงานในร่างกายของตนเริ่มคงที่ ชายหนุ่มพยายามเคลื่อนกระเเสจิตรับรู้กระเเสพลังิชี่ภายนอก เวลาผ่านไปเนิ่นนานแต่การรับรู้ของเฉินฟงยังไม่ก้าวหน้า เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นตามใบหน้าและร่างกาย แม้ว่าภายในถ้ำยามค่ำคืนจะเย็นมากก็ตาม
ผ่านไปค่อนคืนความพยายามของเฉินฟงรวมกับความวิเศษของหญ้าครามสีรุ้งก็บังเกิดผล จากภาพว่างเปล่าในหัวเริ่มปรากฎเส้นสายจาง ๆ สีฟ้าบ้างสีเหลืองบ้างหลายหลากสีให้พบเห็น ปรากฏรอยยิ้มมุมปากของชายหนุ่มผมเงินขึ้น กระเเสสมาธิและการรับรู้แผ่ขยายออกจากร่างกายมากขึ้น เส้นสายพลังงานสีสันต่าง ๆ เริ่มชัดเจนท่ามกลางความมืด เหล่านี้คือเส้นสายพลังงานตามธรรมชาติที่เกิดขึ้น แต่นี่ยังไม่ใช่สิ่งที่เฉินฟงตามหา
สิ่งที่เขา้ารับรู้คือ ‘พลังิชี่’ ปราณธรรมชาติบริสุทธิ์ไร้สีที่เเทรกซึมอยู่กับทุกสิ่งบนพิภพแห่งนี้ เวลาผ่านไปจนเข้าสู่เช้าวันใหม่แต่ร่างสูงยังคงนั่งขัดสมาธิแน่นิ่งอยู่ที่เดิม พลังสมาธิของแต่ละคนล้วนมีจำกัดพลังสมาธิมีมากน้อยแค่ไหนก็หมายถึง่ระยะเวลาการฝึกของเเต่ละคนที่ไม่เท่ากันในแต่ละครั้ง เื่นี้ไม่ใช่ปัญหาของเฉินฟง เขาสามารถนั่งสมาธิฝึกฝนแบบนี้ได้เป็สิบวันโดยไม่เเตะต้องน้ำหรืออาหาร เพราะพลังสมาธิเดิมที่มีก่อนจะไร้พลังถือว่าไม่น้อยหน้าใคร
หนึ่งวันผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วความก้าวหน้าของเฉินฟงก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้น ขนในกายลุกชันโดยไม่มีสาเหตุในห้วงความรู้สึกท่ามกลางเส้นสายต่าง ๆ ชายหนุ่มเริ่มััได้ถึงกระเเสพลังงานบางอย่างที่บางเบา
มันคือพลังิชี่ !!!
ในเสี้ยวความรู้สึกที่เหมือนจะััได้กลับกลายเป็ค่อย ๆ ห่างไกลออกไป เสี้ยวนาทีนี้เองเฉินฟงรับรู้ได้ว่า…
เขากำลังล้มเหลว !!!
แต่แล้วกระเเสความร้อนแบบเดียวกับตอนที่กลืนหญ้าครามสีรุ้งก็แผ่กระจายไปทั่วร่างรุนแรงกว่าตอนที่กินเข้าไป ชั่วขณะนั้นเหมือนได้รับความช่วยเหลือจากพลังงานพิเศษการรับรู้เลือนลางเริ่มเเจ่มชัดมากขึ้น เหงื่อเม็ดใหญ่หยดจากใบหน้าสู่ลำตัวเป็สาย เ้าของร่างยังคงตั้งใจรักษาระดับการรับรู้และทะลวงผ่านประตูล่องหนเพื่อััพลังพิเศษที่เป็รากฐานพลังงานของพิภพ
เวลาผ่านไปอีกสองวันท่ามกลางการฝึกฝนยาวนานในที่สุดเฉินฟงก็ผ่อนลมหายใจร่างกายลดความเกร็งเครียดลง
ในที่สุด…เขาได้กลายเป็จอมยุทธ์ระดับลี่จิงขั้น 1 !!!
เฉินฟงยังไม่ออกจากการฝึกฝนในทันที ชายหนุ่มเคลื่อนจิตของตัวเองไปยังจุดยอดของหัวใจ ตรงนั้นมีกลุ่มแสงบางเบาปรากฏขึ้น เมื่อเพ่งกระเเสจิตไปตรงจุดนั้นก็ปรากฏดินแดนแห่งหนึ่งท้องฟ้ามีเมฆปกคลุมดูขุ่นมัว ทุ่งหญ้าสีน้ำตาลแห้งแล้งไกลสุดสายตา ูเาที่ไร้ต้นไม้ เเม่น้ำที่แห้งเหือด
เฉินฟงมองดินแดนในตันเถียนของเขาแล้วถอนหายใจ เดิมมันเคยอุดมสมบูรณ์และสวยงาม แต่ยามนี้สิ่งเ่าั้หลับหายไป แต่นี่ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มหมดกำลังใจเพราะการฟื้นฟูตันเถียนเป็สิ่งที่เขาตั้งใจจะทำ !
เมื่อเดินมาถึงกลางดินแดนในตันเถียนปรากฏศาลาสีทองอร่าม มันคงเป็ที่เดียวในดินแดนแห่งนี้ที่ยังคงงดงามทรงอำนาจเหมือนเดิม ใจกลางศาลามีลูกแก้วขนาดเท่าศีรษะคนลอยอยู่ พร้อมกลิ่นอายพลังอำนาจเลือนลางที่เเผ่ออกมาจากมัน ลูกแก้วลูกนี้ไม่ได้กระจ่างใสเหมือนที่เคยเป็ แต่กลับเต็มไปด้วยรอยร้าวลึกรอบบริเวณพร้อมกับกลุ่มควันสีเทาหม่นปกคลุมโดยรอบ
มันคือ…ลูกแก้วตันเถียนที่ได้รับความเสียหาย !!!
ต้องบอกว่าจอมยุทธ์ระดับลี่จิงโดยทั่วไปยังไม่สามารถััถึงโลกแห่งตันเถียนในจิตใจได้ ต้องก้าวไปอีกระดับคือ ‘เจี่ยนจิง’ ถึงจะเริ่มััเข้ามาในรากฐานของตันเตียน แต่ตันเถียนเเรกเริ่มจะเป็เพียงดินแดนว่างเปล่า มีเพียงท้องฟ้า ผืนดิน และศาลากลางตันเถียนเท่านั้น ยังไม่ได้มีต้นไม้ แม่น้ำ ูเาดั่งเช่นของเฉินฟงในตอนนี้ แต่ที่เขามีทุกอย่างเพราะเขาผ่านการฝึกฝนระดับเ่าั้มาไกลแล้ว แม้ว่าตอนนี้ดินแดนตันเถียนจะแห้งแร้งดูไร้ชีวิตก็เพราะความเสียหายของระดับการฝึกฝนที่ทำให้เขากลายเป็คนธรรมดาถึง 2 ปี !!
เฉินฟงกอดอกมองลูกแก้วตันเถียนที่เสียหายพักใหญ่แม้จะเ็ปกับระดับพลังที่ถดถอย เดิมเฉินฟงก้าวเข้าสู่ระดับหยวนเสินขั้น 3 แล้วอีกเพียงครึ่งก้าวก็สามารถทะลวงไปสู่ระดับที่สูงขึ้นได้ ! แต่นั้นไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มหมดกำลังใจ เขาจะต้องหาทางซ่อมแซมลูกแก้วตันเถียนให้ได้
ลำดับขั้นการฝึกยุทธ์พื้นฐานจะถูกแบ่งออกเป็ ลี่จิง เจี่ยนจิง เสวี้ยจิง เสิน สือเสิน หยวนเสิน หกระดับแรกเปรียบดั่งขั้นพื้นฐานของเหล่าจอมยุทธ์
ต่อมาคือระดับที่ได้ชื่อว่าก้าวเข้าสู่หนทางแห่งการเป็จอมยุทธ์ที่แท้จริง คือ ระดับจิงเสินซึ่งแบ่งเป็ จิงเสินระยะต้น จิงเสินระยะกลาง จิงเสินระยะปลาย ระดับต่อมาคือระดับเน่ยว่ายซึ่งถูกแบ่งออกอีก 9 ขั้น ในพิภพแห่งนี้ผู้ที่อยู่จุดสูงคือระดับเน่ยว่ายขั้น 9
โดยระดับที่สูงเกินกว่าระดับเน่ยว่ายขั้น 9 ถือเป็ตำนานที่คล้ายกับเื่เล่าขานมากกว่าความเป็จริง
ในระดับ ‘ลี่จิง’ ที่เฉินฟงเป็อยู่มีทั้งหมด 7 ขั้นด้วยกัน แต่ละขั้นคือการทะลวงประตูลมปราณในร่างกายเพื่อเตรียมพร้อมในการเข้าสู่ตันเถียนแรกเริ่ม
ระดับ ‘เจี่ยนจิง’ มีทั้งหมด 7 ขั้น ในระดับนี้นอกจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายแต่ละส่วนแล้ว ยังจะต้องรวบรวมพลังิชี่ไว้ในศาลากลางตันเถียน
ระดับ ‘เสวี้ยจิง’ มีทั้งหมด 3 ขั้น ในระดับนี้จะเป็การเปลี่ยนแปลงของของเหลวในร่างกายทั้งหมด และเริ่มเข้าสู่กระบวนการควบแน่นพลังิชี่ให้กลายเป็ลูกแก้วตันเถียนจึงจะถือว่าทะลวงระดับไปสู่ระดับที่สูงกว่าได้ นั้นคือระดับ เสิน โดยระดับลี่จิง เจี่ยนจิง เสวี้ยจิง ทั้ง 3 ระดับล้วนแล้วแต่เป็ระดับที่เกี่ยวพันกับความแข็งแกร่งของร่างกายทั้งสิ้น
ต่อมาคือระดับ ‘เสิน’ มีทั้งหมด 3 ขั้น ระดับนี้ผู้ฝึกยุทธ์จะมีลูกแก้วตันเถียนเป็ของตัวเองแล้ว และจะต้องเริ่มรวบรวมพลังิชี่ไว้ในลูกแก้วตันเถียน เมื่อผ่านระดับนี้ตันเถียนจะเริ่มก่อกำเนิด ‘ต้นไม้’ ขึ้นมา
ระดับ ‘สือเสิน ‘ มีทั้งหมด 3 ขั้น เมื่อผ่านระดับนี้ตันเถียนจะเริ่มก่อนกำเนิด ‘ูเา’ ขึ้นมา
ระดับ ‘หยวนเสิน’ มีทั้งหมด 3 ขั้น เมื่อผ่านระดับนี้ตันเถียนจะเริ่มก่อกำเนิด ‘ท้องทะเล’ ขึ้นมา สำหรับเฉินฟงแล้วในอดีตเขายังไม่สามารถทะลวงผ่านระดับหยวนเสินไปได้ในตันเถียนของชายหนุ่มจึงยังไม่มีท้องทะเลปรากฏขึ้น โดยระดับเสิน สือเสิน หยวนเสิน ล้วนแต่เป็ระดับที่เกี่ยวพันกับความแข็งแกร่งของจิติญญาทั้งสิ้น
ส่วนระดับ ‘จิงเสิน’ ทั้ง 3 ขั้นนั้นเฉินฟงยังไม่สามารถเข้าใจได้ชัดเจนมากนักนอกจากรับรู้ว่าผู้ที่คู่ควรแก่การเรียกว่าจอมยุทธ์ที่แท้จริงจะต้องบรรลุระดับจิงเสินเสียก่อน
ระดับที่สูงกว้าจิงเสินทั้ง 3 ขั้น อย่าง ‘ระดับเน่ยว่าย’ สำหรับเฉินฟงตอนนี้ก็ดูห่างไกลเกินกว่าจะเอ่ยถึงนัก
สำหรับลูกแก้วตันเถียนที่เสียหายของตนเอง การซ่อมแซมลูกแก้วตันเถียนไม่ใช่สิ่งที่ตอนนี้เฉินฟงสามารถทำได้ทั้งพลังและความรู้ ใช่แล้ว…เขาไม่รู้วิธีที่ถูกต้องในการซ่อมแซมมัน แต่ถึงอย่างไรเขาจะต้องหาทางซ่อมมันให้ได้ ตอนนี้สิ่งที่ทำได้ก็คือการเริ่มสะสมพลังในศาลาตันเถียน
เขาตัดสินใจจะสร้างลูกแก้วตันเถียนอีกลูกใหม่ขึ้นมา !!!
นี่เป็สิ่งที่ท้าทายมาก โดยปกติคนเราจะมีลูกแก้วตันเถียนเพียงลูกเดียวเท่านั้น หากมันเสียหายคนคนนั้นก็เปรียบดั่งคนพิการเหมือนที่เฉินฟงเคยเป็ หรือถ้าสามารถเข้าสู่เส้นทางจอมยุทธ์ได้อีกครั้งการสร้างลูกแก้วอีกลูกก็เเทบเป็ไปไม่ได้ แม้จะมีหนทางก็ตามคนเ่าั้จึงมีคอขวดที่ไม่มีทางก้าวผ่านได้อยู่ที่ระดับเสวี้ยจิงขั้น 3 เท่านั้น (ระดับที่ก่อเกิดลูกแก้วตันเถียน) ไม่มีทางกลับไปยังจุดสูงสุดที่ตัวเองเคยยืนอย่างแน่นอน
ดวงตาสีน้ำตาลลืมขึ้นจากสมาธิใบหน้าหล่อเหลาที่ก่อนหน้านี้ซีดเซียว แต่เมื่อฝึกฝนผ่านระดับตอนนี้ใบหน้าของเฉินฟงเปล่งปลั่งดูสุขภาพดีมาก ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาตัดสินใจหยุดการฝึกฝนไว้เท่านี้ก่อนเพราะด้วยความพร้อมของเขาตอนนี้ยังไม่สามารถสะสมพลังในศาลาตันเถียนได้
ที่สำคัญคือจะต้องตามหาแหวนประจำตะกูลให้ได้ ชายหนุ่มเดินออกจากถ้ำตอนนี้เป็แสงแรกของวันใหม่นับ ๆ ดูแล้วเขาใช้เวลาบรรลุระดับลี่จิงขั้น 1 สามวันเต็ม ! ไม่ได้เนินนานแต่ก็ไม่ได้ถือว่ารวดเร็วนัก
เส้นผมสีเงินปลิวไสวไปตามแรงลม เฉินฟงสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วหลับตาลง พร้อมกับปล่อยคลื่นพลังของตัวเองแผ่ขยายออกไปรอบบริเวณ แต่ก็ยังไม่พบสิ่งที่้าเมื่อลองเดินไปตามจุดต่าง ๆ แล้วค้นหาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูปก็ยังไม่พบเจอสิ่งใด ในที่สุดจึงตัดสินใจทำสมาธิปล่อยกระเเสจิตให้แผ่กว้างไปรอบบริเวณ การแผ่พลังิชี่ของเขายังมีขอบเขตค่อนข้างเเคบตามระดับความสามารถของพลัง แตกต่างกับพลังจิตของเขาที่สามารถแผ่ไปได้ไกลกว่า แหวนประจำตระกูลผูกกับเขาไว้ด้วยพันธะทางจิติญญา กระเเสจิตที่อาศัยพลังิชี่คอยขับเคลื่อนของเขาจะรับรู้ตำแหน่งที่ตั้งของมันได้ทันทีเมื่อัักับแหวนแม้จะอยู่ห่างไกลหลายลี้ก็ตาม
เวลาผ่านไปซักพักใหญ่ในที่สุดมุมปากชายหนุ่มก็คลี่ยิ้มออกมา เขาก็หามันเจอ !! ไม่รอช้าเฉินฟงเคลื่อนตัวไปยังทิศทางนั้นในทันที ไม่แปลกที่พลังิชี่ของเฉินฟงตรวจจับเเหวนไม่ได้ เพราะแหวนประจำตระกูลของเขาอยู่ใต้แม่น้ำ !!
เฉินฟงตัดสินใจถอดเสื้อผ้าตัวนอกออกวางไว้และก่อกองไฟกองเล็ก ๆ ไว้ใกล้ ๆ กัน ไม่นานร่างสูงที่เปล่าเปลือย่อก เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อที่ถูกแอบซ่อนเอาไว้ภายใต้เสื้อผ้าและรูปร่างสูงของตนก็ะโลงไปภายในเเม่น้ำ
แม่น้ำสายนี้ไม่ได้ลึกมากมายนักดำมาได้ไม่นานก็มาถึงพื้นของแม่น้ำ เฉินฟงมองหารอบบริเวณพร้อมใช้พลังจิตช่วยชี้ตำแหน่งของแหวนเพื่อความแม่นยำ ในที่สุดเขาก็เจอสิ่งที่กำลังตามหา แหวนสีทองประดับอัญมณีทรงกลมสีแดงเืขนาดเท่าก้อนหินก้อนเล็กส่องประกายวิบวับล่อตาเเม้จะอยู่ในน้ำมาเนินนานก็ตามที เฉินฟงว่ายไปเก็บแหวนขึ้นมาและไม่นานร่างสูงก็โผล่กลับขึ้นมายังผิวน้ำ
ชายหนุ่มบีบเสื้อผ้าที่ชุ่มน้ำออกหมาด ๆ แล้วนั่งพิงกองไฟเพื่อให้เสื้อผ้าแห้งเร็วขึ้น มือข้างขวาที่กำแหวนไว้แบออกเผยให้เห็นตัวเรือนแหวนสีทอง ประดับอัญมณีสีแดงสดท่อแสงประกายวิบวับ สิ่งนี้เป็ของวิเศษถึงอย่างไรก็ไม่อาจปิดบังประกายความสวยงามไว้ได้ เขาตัดสินใจใส่เเหวนไว้ที่นิ้วกลางข้างขวา เมื่อสวมใส่แหวนขนในกายของชายหนุ่มลุกซู่ขึ้นเล็กน้อย แหวนเองก็ส่องแสงประกายออกมามากกว่าเดิมราวกับดีใจที่ได้พบเจอเ้าของตัวจริง !
เฉินฟงส่งกระเเสพลังเข้าไปในเเหวนเล็กน้อย ปรากฏภาพในความคิดคือห้องห้องหนึ่งที่ภายในเต็มไปด้วยชั้นตำรามากมายเป็ร้อยเล่ม มีชุดโต๊ะและเก้าอี้สำหรับนั่งอ่านตำรา ภายในห้องมีประตูบานหนึ่งแต่เฉินฟงไม่อาจเปิดออกไปได้ เขาคาดว่าด้วยพลังของเขาตอนนี้ไม่อาจเปิดมิติของแหวนมากไปกว่านี้ได้ แม้เขาจะเป็เ้าของแหวน ‘เก้าจันทรา’ แหวนประจำตระกูล แหวนวิเศษซึ่งเป็ ‘วัตถุเชื่อมิญญา’
วัตถุเชื่อมิญญาคือของวิเศษที่เ้าของจะต้องทำพันธะทางิญญากับวัตถุจึงสามารถเปิดใช้งานวัตถุชนิดนั้น ๆ ได้ และนอกจากเ้าของก็ไม่มีใครสามารถใช้งานมันได้อีกนอกจากได้รับการอนุญาต ต่อให้เ้าของตายลงพันธะนี้ก็ยังคงอยู่จนกว่าิญญาหลักของเ้าของจะกลับสู่ห้วงวัฏสงสารพันธะทางิญญาจึงจะสิ้นสุด หรือเ้าของคนเดิมยินดีสิ้นสุดพันธะิญญาด้วยตนเอง ด้วยความเหนียวแน่นของพันธะนี้เองวัตถุเชื่อมิญญาจึงหาได้ยากยิ่งกว่าวัตถุเชื่อมโลหิตที่ใช้เืในการสร้างความสัมพันธ์มากมายนัก วัตถุเชื่อมิญญามีมากมายหลายอย่าง ทั้งอาวุธต่อสู้ อาวุธป้องกัน ของใช้ต่าง ๆ
แหวนเก้าจันทราวงนี้ก็จัดอยู่ในหมวดของการสร้างมิติ มีมิติกว้างใหญ่ในแหวนไว้ใช้เก็บสิ่งต่าง ๆ มากมาย เช่นที่ตระกูลเขาเก็บห้องตำราไว้ในแหวนแห่งนี้ ยิ่งวัตถุมีพลังมากพื้นที่ในมิติก็ยิ่งมากตาม เฉินฟงเพียงรับรู้ว่าแหวนเก้าจันทรามีมิติกว้างใหญ่ แต่เขาไม่เคยเข้ามา ตอนเขาได้รับสืบทอดมันคือ่เวลาวิกฤตทำให้ไม่สามารถสำรวจของวิเศษชิ้นนี้ได้ ครั้งนี้ได้เข้ามาแล้วจึงพบว่ามันมีกลไกที่ซับซ้อนมากกว่านั้น ไม่ใช่เพียงเป็เ้าของพันธะิญญาแต่ยังต้องมีพลังในระดับหนึ่งจึงจะเปิดใช้งานแหวนได้ครบสมบูรณ์
เมื่อรับรู้ว่าไม่สามารถเปิดใช้งานมิติในแหวนได้มากกว่านี้จึงตัดสินใจเดินไปรอบ ๆ ห้องเพื่อสำรวจตำราต่าง ๆ ใช้เวลาครู่ใหญ่เฉินฟงจึงรู้ว่าตำราภายในห้องคือตำราฝึกยุทธ์ ตำราการแพทย์ มีทั้งระดับพื้นฐานซึ่งเขารู้อยู่แล้ว และระดับกลางบางเล่มเท่านั้นหนังสือในห้องนี้มีมากกว่าร้อยเล่มเขาอาจต้องใช้เวลานานซักหน่อยในการค้นหาว่ามีเล่มไหนที่เป็ประโยชน์ต่อตนเองบ้าง
ดวงตาสีน้ำตาลลืมขึ้นอีกครั้ง การสำรวจแหวนเขาจะทำมันหลังกลับถึงตระกูลซูตอนนี้ได้เวลาเดินทางกลับแล้ว เฉินฟงตกลงกับซูอิงอิงไว้ว่าหากเขาใช้เวลานานกว่าระยะเวลาการล่าของขบวนตระกูลซูก็ให้ซูอิงอิงทิ้งแพให้เขาหนึ่งลำ แต่ถ้าเขาเสร็จธุระก่อนจะเดินทางไปรอขบวนล่าที่แม่น้ำเพื่อเดินทางกลับพร้อมกัน
ใช้เวลาไม่นานด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นของผู้ฝึกยุทธ์ระดับลี่จิงขั้น 1 ทำให้เฉินฟงเดินทางมายังริมแม่น้ำจุดนัดพบกับซูอิงอิงได้รวดเร็ว ชายหนุ่มค่อนข้างมั่นใจว่าขบวนการล่าน่าจะเดินทางกลับไปแล้ว เนื่องจากเขาใช้เวลาในการบรรลุระดับลี่จิงนานกว่าที่คาดการไว้ แต่เมื่อเดินทางมาถึงริมน้ำกลับพบว่าแพที่มีสัญลักณ์ของตระกูลซูยังคงอยู่ครบทุกลำ นอกจากนี้ยังมีแพรของตระกูลอื่น ๆ อยู่ใกล้เคียงกันอีกด้วย
แปลว่าการล่ายังไม่สิ้นสุด…
คิ้วได้รูปขมวดเข้าหากันหรือว่าการล่ามีปัญหา เดิมทีไม่ควรใช้เวลานานขนาดนี้นอกเสียจากเกิดการขัดเเย้งรุนเเรงระหว่างกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ในการล่า เมื่อสังเกตจากมุมสูงที่เฉินฟงอยู่ทำให้เขามองเห็นกลุ่มคนที่ซ่อนตามจุดต่าง ๆ บางจุดพร้อมอาวุธครบมือ ดูรูปการทำให้เฉินฟงพอจะคาดเดาได้ว่ากลุ่มอำนาจบางกลุ่มคง้าได้รับประโยชน์เพียงคนเดียวในการล่าครั้งนี้ ถึงขนาดส่งจอมยุทธ์มาคอยซุ่มโจมตีผู้ที่เดินทางกลับเพื่อปล้นเอาผลประโยชน์ให้มากที่สุด
ชั่งใจอยู่เพียงครู่เดียวร่างสูงตัดสินใจทะยานตัวไปยังหุบเขาคนคู่ในทันที ถึงอย่างไรตอนนี้เขาก็ไม่ใช่พวกไร้ประโยชน์อีกแล้วเขามั่นใจในความสามารถว่าตนเองพอจะเอาตัวรอดได้ !
ร่างสูงวิ่งทะยานตัวไปข้างหน้าตามรายทางใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วยามกว่าโดยไม่หยุดพัก ยิ่งเข้าใกล้หุบเขาคนคู่มากเท่าไหร่ชายหนุ่มััถึงคลื่นิชี่หลากหลายที่ถูกปล่อยออกมา บรรยากาศตึงเครียดและกลิ่นคาวเืเริ่มลอยฟุ้งมาเเตะจมูกของเฉินฟงเขาตัดสินใจปีนูเาไป้า เขา้าเห็นสถานการณ์โดยรอบที่สำคัญคือตำแหน่งของตระกูลซู
เมื่อซุ่มมองอยู่้าภาพที่ชายหนุ่มเห็นคือกลุ่มคนมากมายที่แต่งตัวแตกต่างกันกำลังโรมรันต่อสู่ดุเดือดอยู่โดยจุดศูนย์กลางก็เป็ร่างขนาดเล็กปกคลุมไปด้วยขนสีทองอร่ามกำลังนอนหายใจรวยรินอยู่ท่ามกลางวงล้อมของกลุ่มคน เมื่อเพ่งมองดี ๆ จึงพบตัวอักษร ‘เว่ย’ บนธงที่โบกสะบัดเหนือร่างเเมวเบญจมาศ
“เป็ตระกูลเว่ยที่ได้เเมวเบญจมาศไปนี่เอง”
เฉินฟงไม่เคยได้ยินชื่อตระกูลนี้ในหนานตูมาก่อน เดาได้ว่าคงเป็ตระกูลใหญ่ในเมืองใกล้เคียงที่เข้าร่วมการล่าในครั้งนี้ด้วย เมื่อมองจากจำนวนคนดี ๆ จะเห็นได้ว่าตระกูลเว่ยเตรียมตัวมาดี ทั้งจำนวนคนที่เตรียมมา ทั้งการวางเเผน ไหนจะจอมยุทธ์ตระกูลเว่ยที่ดักอยู่ริมแม่น้ำนั้นอีก เดาได้เลยว่าครั้งนี้ตระกูลซูต้องกลับไปมือเปล่าอย่างแน่นอน นั้นเป็สิ่งที่เขาได้เเต่ทำใจเท่านั้นหวังแค่ว่าฝ่ายเขาจะไม่เสียเืเนื้อหรือทรัพยากรที่นำติดมาให้กับตระกูลอื่นมากเกินไปนัก ดวงตาสีน้ำตาลยังคงกวาดไปทั่วบริเวณพยายามมองหากลุ่มคนตระกูลซู
“พวกเขาอยู่นั้นไง” แม้ด้านล่างจะมีคนหลากหลายกลุ่ม แต่แต่ละตระกูลหรือขั่วอำนาจต่าง ๆ จะมีชุดเฉพาะของตนเองเพื่อง่ายต่อการแยกเเยะพักพวก เฉินฟงมองเห็นตระกูลซูในชุดสีดำเช่นเดียวกับเขาแล้ว พวกเขาเกาะกลุ่มกันต่อสู้กับกลุ่มอื่นดูจากจำนวนคนที่น้อยกว่าทำให้บอกได้เลยว่าการต่อสู้นี้ไม่อาจยืดเยื้อได้นานนัก เมื่อเพ่งมองออกไปเฉินฟงไม่พบคนที่้านั้นคือเขาไม่เห็นซูอิงอิงและซูซีห่าว ใน่สถานการณ์วุ่นวายเช่นนี้คงมีการพลัดจากกันบ้างไม่ใช่เื่แปลก
แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เฉินฟงแปลกใจคือ ทำไมหลายกลุ่มอำนาจจึงให้ความสนใจตระกูลซูนัก พวกเขาไม่ได้แมวเบญจมาศ และยังไม่มีทรัพยากรมากมายให้ตระกูลอื่นปล้นชิง แต่พวกนั้นกลับเลือกโจมตีคนของตระกูลซู
ร่างสูงเคลื่อนตัวเองออกจากที่ซ่อนลงไปยังลานโล่งที่ชุลมุน ระหว่างทางเขาต้องกลบหลีกการต่อสู้กับบางตระกูล เมื่อเดินทางเข้ามายังป่าเขียวชอุ่มก่อนที่จะไปโผล่ยังลานต่อสู้ เสียงคุ้นเคยเสียงหนึ่งก็ทำให้ฝีเท้าของเฉินฟงหยุดชะงัก
“ท่านไหวหรือไม่เ้าคะ”
เฉินฟงเคลื่อนตัวไปยังต้นเสียงที่อยู่ห่างจากเขาไม่ไกลทันที จนในที่สุดก็พบร่างสองร่างที่คุ้นเคย เป็ซูอิงอิงที่กำลังโอบประคองซูซีห่าวซึ่งมีสภาพยับเยินาแตามตัวมากมาย เืสด ๆ ที่ไหลอาบมุมปาก รวมถึงาแลึกที่หัวไหล่ซ้าย ทำให้เสื้อผ้าของซูซีห่าวชุ่มไปด้วยเื สภาพซูซีห่าวถือว่าย่ำแย่โชคดีที่ซูอิงอิงดีกว่ามากนัก หญิงสาวเพียงมีร่องรอยการต่อสู้เล็กน้อยบนร่างและความเหนื่อยอ่อนบนใบหน้าน่ารักที่ซีดเซียวลง
“ท่านลุง พี่อิงอิง”
เป็เฉินฟงที่เข้าไปทักทายคนทั้งสอง สายตาสองคู่หันมาทางต้นเสียง เป็ซูซีห่าวที่เอ่ยขึ้นก่อน
“เ้า ! เ้ามาที่นี่ทำไมกัน มันอันตราย”
เฉินฟงไม่สนใจคำของคนเจ็บเขารีบเข้าไปช่วยซูอิงอิงประคองร่างที่ชุ่มไปด้วยเื แล้วหยิบขวดยาสีขาวขึ้นมาเปิดขวดพร้อมโรยผงยาสีเขียวลงบนบาดเเผลของซูซีห่าวทันที ทุกการกระทำอยู่ในสายตาของซูอิงอิงทั้งหมด นางมองเฉินฟงพร้อมหรี่ตาลงด้วยความสงสัย ในที่สุดริมฝีปากบางก็เอ่ยขึ้น
“นี่…เ้าบรรบุระดับลี่จิงแล้วหรอ !!”
เฉินฟงเงยหน้ามองใบหน้าอ่อนล้าของซูอิงอิง ชายหนุ่มเพียงพยักหน้าเบา ๆ ให้นางเท่านั้น ใบหน้าน่ารักคลี่ยิ้มออกมาทันที
เป็เื่น่ายินดีนัก !!
นางคงยินดีกับเฉินฟงมากกว่านี้หากพวกเขาไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ถูกล่า !!
“เกิดเื่อะไรขึ้นกับพวกท่านกัน ทำไมถึงได้มีสภาพแบบนี้” เมื่อจัดการซูซีห่าวเสร็จเฉินฟงจึงหันมาถามซูอิงอิง หญิงสาวเพียงถอนหายใจ และค่อย ๆ เปิดผ้าสีดำที่ห่ออะไรบางอย่างออกให้เฉินฟงดู
เพราะเขารีบร้อนเข้ามาช่วยซูซีห่าวจึงไม่ได้สังเกตว่าตลอดเวลาซูอิงอิงอุ้มอะไรบางอย่างไว้โดยมีผ้าสีดำคลุมอยู่ เมื่อนางคลายผ้าออกจึงเผยให้เห็นร่างเล็กขนฟูสีทองที่กำลังนอนหลับตาในอ้อมกอดของซูอิงอิง มันมีขนาดเล็กกว่าตัวที่ถูกตระกูลเว่ยจับกุมไว้มากทีเดียว
“นั้นมันเเมวเบญจมาศ !!”
ซูอิงอิงพยักหน้าแล้วใช้ผ้าคลุมตัวลูกเเมวเบญจมาศไว้
“อย่าเพิ่มถามเลย ถัดไปตรงนู้นประมาญ 2 ลี้ มีโพรงซ่อนอยู่ เ้ารีบช่วยข้าพยุงท่านพ่อไปหลบที่นั้นเถอะ”