“เอ๋? ทำเกินไปงั้นเหรอ!?”
อาจารย์ฟีลิเซียที่ถูกเรียกตัวมาโดยเหล่าผู้บริหารระดับสูงของสถาบัน เธอกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทางสบาย ๆ ราวกับไม่รู้สึกทุกข์ร้อนแม้แต่น้อยกับสิ่งที่กำลังโดนตำหนิอยู่
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณป่ารอบดันเจียนลูเมเรีย ซึ่งอาจารย์ฟีลิเซียได้ใช้เวทมนตร์กวาดพื้นที่ป่าออกไปเป็วงกว้างนั้น แม้จะไม่มีนักเรียนได้รับาเ็จากเหตุการณ์ดังกล่าว
แต่การใช้เวทมนตร์ระดับสูงขนาดนั้น ในพื้นที่ที่ยังมีนักเรียนของสถาบันอยู่—ก็ยังคงเป็เื่อันตรายอยู่ดี
ตรงข้ามกับเธอ—คืิอเหล่าผู้บริหารของสถาบันหลายคนกำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะยาว รายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณป่ารอบดันเจียนลูเมเรียถูกส่งมายังพวกเขาอย่างรวดเร็ว
“อาจารย์ฟีลิเซีย”
ชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงข้ามถอนหายใจออกมา
“คุณก็อายุเยอะแล้วแท้ ๆ แต่ยังทำอะไรไม่คิดเหมือนเดิมอีกนะ”
“...”
คนที่นั่งอยู่ข้างชายคนนั้นค่อย ๆ หันหน้าไปมองเขา
อีกคนที่กำลังถือเอกสารอยู่ก็ค่อย ๆ ลดเอกสารลง
จากนั้น—
“...เอ่อ”
ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“ไอ้คำนั้นมันคำต้องห้ามนะ”
“ไม่ทันแล้ว”
“เมื่อกี้แกพูดว่าอะไรนะ?”
เสียงของฟีลิเซียดังขึ้น คำพูดนั้นช่างสวนทางกับรอยยิ้มที่ยังคงประดับอยู่บนใบหน้าของเธอ แต่ไม่รู้ทำไม—ทุกคนภายในห้องถึงรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาพร้อมกัน
“เอ่อ...”
ชายแก่คนนั้นชะงักไป
“เมื่อกี้...ฉันหมายถึงว่า—”
รอยยิ้มบนใบหน้าของฟีลิเซียเริ่มกระตุกเล็กน้อย
“เมื่อกี้คุณพูดว่า—ฉันอายุเยอะ?”
“เอ่อ...”
“แกอยากตายมากสินะคะ ไอ้แก่! ฉันเพิ่งอายุสิบเจ็ดเท่านั้นนะ!”
“...”
เหล่าผู้บริหารทั้งสี่คนที่นั่งอยู่ในห้องค่อย ๆ ส่ายหน้าไปมาพร้อมกัน ราวกับกำลังปฏิเสธว่า—เื่ที่ฟีลิเซียพูดเมื่อครู่นี้ ไม่มีความจริงอยู่แม้แต่นิดเดียว
ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!!
เสียงะเิดังสนั่นไปทั่วอาคาร แรงสั่นะเืทำให้หน้าต่างทั้งห้องสั่นไหวอย่างรุนแรง และ หลังจากหลังจากนั้นไม่กี่นาทีห้องประชุมกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
แม้ผนังด้านหนึ่งจะมีรอยแตกขนาดใหญ่ก็ตาม
“เอาเป็ว่า...”
ชายอีกคนที่นั่งอยู่ปลายโต๊ะเอ่ยขึ้นแทน
“ครั้งหน้าก็ช่วยคิดก่อนทำหน่อยแล้วกันนะครับ อาจารย์ฟีลิเซียและอย่าลืมเขียนรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนี้มาส่งด้วย”
“ค่ะ ๆ”
ฟีลิเซียตอบอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นชายคนที่พูดขึ้นแทนนั้นก็ค่อย ๆ เหลือบมองไปยังอีกด้านของห้อง ชายที่พูดถึงเื่อายุของฟีลิเซียเมื่อครู่—ตอนนี้นอนหมดสติอยู่บนพื้นเรียบร้อยแล้ว
ไม่รู้ว่าถูกเวทมนตร์อะไรแต่จากสภาพของเขา—
“...งั้นก็แยกย้ายกันเพียงเท่านี้”
ไม่มีใครคัดค้านแม้แต่คนเดียวส่วนฟีลิเซีย—เธอลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนจะเดินออกจากห้องด้วยรอยยิ้มสดใสเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ไปเขียนรายงานกันดีกว่าาาา~”
แล้วประตูห้องก็ปิดลง
“...”
ผู้บริหารคนหนึ่งมองชายที่สลบอยู่บนพื้น
“เื่ก็เป็อย่างที่เล่ามาเลยจ้าา อัลเดรเซียคุง~”
“งั้นก็แปลว่าอาจารย์ไม่ได้โดนอะไรมากสินะครับ”
ผมพยักหน้าราวกับเข้าใจทุกอย่าง
“ถึงส่วนหนึ่งที่อาจารย์โดนเรียกไปเทศแบบนั้นจะเป็เพราะผมก็เถอะ”
“น่ารักจังเลยนะ อัลเดรเซียคุง”
ผมหันไปมองเธอ ตอนนี้—ผมกำลังเดินอยู่ข้าง ๆ อาจารย์ฟีลิเซีย บริเวณโถงทางเดินของสถาบัน
“ว่าแต่ตอนนี้เป็คลาสเรียนดาบไม่ใช่เหรอ?”
ฟีลิเซียเอียงศีรษะเล็กน้อย
“มาเดินเล่นอยู่แถวนี้จะดีเหรอ อัลเดรเซียคุง?”
“ไม่ต้องห่วงครับ”
ผมตอบอย่างมั่นใจ
“ผมไปทันอยู่แล้ว”
“แต่นี่มันคือหน้าที่ของตัวละครหลักอย่างผม ที่ต้องรู้ทุกเื่ที่เกิดขึ้นไว้ก่อนเสมอครับ”
“น่าสนใจจังนะ การเล่นของอัลเดรเซียคุงเนี่ย”
“ถ้าสนใจก็มาเข้าองค์กรผมเถอะครับ”
“ขอปฏิเสธจ้า”
อาจารย์ฟีลิเซียหยุดเดิน ก่อนจะหันมาปฏิเสธผมด้วยท่าทางน่ารักสุด ๆ
“...”
ผมยืนมองเธออยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็หันกลับไปหน้าต่างที่อยู่ข้าง ๆพร้อมกับท่าทางที่พร้อมะโลงไปสุดๆ ตอนนี้ผมกำลังจะโดดออกจากหน้าต่างชั้นสามของอาคารเรียน เพื่อไปยังคลาสเรียนดาบ
“เดี๋ยวอาจารย์ก็เปลี่ยนใจครับ”
ผมหันกลับไปพร้อมกับท่าทางที่คิดว่าดูเท่ที่สุดและใช้นิ้วชี้แตะที่ศีรษะและลากชี้ออกเหมือนพวกตัวประกอบที่ชอบคิดว่าท่าแบบนัี้จะปักใจสาวๆได้เพราะความเท่ แบบว่าชั้นไปก่อนนะแล้วเจอกัน ~✩ และขยิบตาตาเล็กๆก่อนจากไป
“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ~”
และในวินาทีนั้น—ร่างของผมก็หายไปจากหน้าต่าง
“...”
อาจารย์ฟีลิเซียยืนมองอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง จากนั้นเธอก็หันกลับไป—พร้อมรอยยิ้มที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าและเดินจากไปอย่างสบายใจ
เหล่านักเรียนยืนตัวรวมกันอยู่ที่สนามฝึกของสถาบัน สนามขนาดใหญ่ที่ถุกเปิดโล้ง พื้นด้านล่างเป็ดินแข็งที่ถูกปรับระดับไว้อย่างดีจนแทบไม่มีหลุมหรือก้อนหินให้เห็น รอบบริเวณมีชั้นวางอาวุธไม้สำหรับใช้ในการฝึกวางเรียงกันอยู่
ดาบไม้ โล่ไม้ หอกไม้ รวมไปถึงอาวุธอีกหลายประเภท
“ถึงนี้จะถูกเรียกว่าวิชาดาบการต่อสู้แต่จริงๆแล้วก็แค่ผู้บริหารสถาบันมันไม่ยอมเปลี่ยนชื่อคราสนี้เท่านั้นครับคลาสนี้พวกคุณจะได้ใช้อาวุธที่ตัวเองถนัดในการฝึกการต่อสู้”
อาจารย์ที่ดูมีออร่าความหล่อกำลังบรรยายเกี่ยวกับคลาสนี้อยู่
“ทำไมต้องเรียนดาบด้วยนะ...พวกเราจัดการมอนเตอร์ได้ตั้งเยอะเลยนะ”
นักเรียนคนหนึ่งพึมพำขึ้น
“นั่นสิ ที่นี่มันสถาบันที่เด่นด้านเวทมนตร์ไม่ใช่หรือไง?”
“ฉันได้ยินมาว่าการเรียนการต่อสู้ด้วยอาวุธเป็วิชาบังคับน่ะ”
“นักเวทย์แบบฉันไม่เห็นต้องใช้ดาบเลยแท้ๆฉันใช้เวทย์จัดการไวท์วูฟของคลาสเอาชีวิตรอดได้สบายๆเลย”
ผมยืนเนียบอยู่เหล่านักเรียนของคลาสนี้ ผมที่เป็พวกที่อันดับเกือบสุดท้ายแบบนี้ทำไมถึึงได้มาอยู่ห้องAได้นั้นผมก็ไม่แน่ใจหรอก แต่อาจจะเป็เพราะความสมดุลของห้องเรียนก็ได้ ขณะที่ผมกำลังยืนฟังบทสนทนาที่ดูยังไงก็เป็พวกที่ไม่ได้รู้ถึงความเท่ของการใช้ทั้งอาวุธและเวทย์ได้มันสมกับเป็บทสนทนาที่ดูเป็ตัวประกอบสุด ๆ เพราะดันภูมิใจเื่เล็กๆ แค่จัดการมอนเตอร์ได้ก่อนหน้านี้
“พวกนักเรียนตรงนั้น ผมได้ยินหมดนะครับ”
อาจารย์หนุ่มผมสีทองคนนั้นหันไปมองกลุ่มนักเรียนที่กำลังจับกลุ่มพูดคุยกันอยู่ด้านหลัง
“ถ้าพวกคุณคิดว่าวิชานี้ไม่จำเป็ ผมก็ไม่ว่าอะไรนะครับ พวกคุณสามารถเลือกไม่เข้าร่วมคลาสนี้ได้เลย และผมก็ยังให้คะแนนผ่านกับพวกคุณเหมือนเดิม”
เขาพูดด้วยรอยยิ้มที่ดูสุภาพสุด ๆ ก่อนจะเว้น่ไปเล็กน้อย
“แต่ว่า….”
ผมหรี่ตามองอาจารย์คนนั้นอย่างละเอียด
จากนั้นสมองของผมก็เริ่มทำงานอย่างเต็มกำลัง
เขาชื่อ อาร์ต เรย์ เป็บุตรชายของตระกูลเรย์ ตระกูลที่ขึ้นชื่อเื่ความสามารถด้านเวทมนตร์ แต่ไม่รู้ด้วยเหตุผลอะไร ชายคนนี้กลับหันหลังให้กับเวทมนตร์ของตระกูล แล้วเลือกหยิบดาบขึ้นมาแทน
แถมยังมีหน้าตาที่ดูดีเกินความจำเป็ ผมสีทองเป็ประกายราวกับพวกขุนนางระดับสูง บุคลิกก็ดูสุขุมเยือกเย็น—และดวงตาที่เหมือนพวก ตาที่เกือบจะปิดอยู่แล้วจนราวกับกำลังหลับตาพูดอยู่
ผมกอดอก
(น่าสงสัย…)
จากข้อมูลทั้งหมดที่มี ผมเริ่มวิเคราะห์ความเป็ไปได้อย่างจริงจัง
กว่าเก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ของนิยายแนวโรงเรียนต่อสู้ที่ผมเคยศึกษาและวิเคราะห์มา ตัวละครประเภทนี้—
ต้องเป็ตัวร้ายสุดหล่อแน่นอน
ไม่มีทางผิดพลาด
ชายผู้เกิดในตระกูลที่มีชื่อเสียงด้านเวทมนตร์ แต่กลับปฏิเสธพลังของตระกูลแล้วเลือกเส้นทางของตัวเอง? แถมยังมีหน้าตาดีเกินความจำเป็อีก?
นี่มันพล็อตตัวร้ายชัด ๆ!
ขั้นต่อไปเขาต้องมีคู่หมั้นเป็นางเอกสักคนในโรงเรียนอย่างแน่นอน ก่อนที่ตัวเอกจะเข้ามาขัดขวางแผนการชั่วร้ายของเขา แล้วสุดท้ายก็ถูกเปิดเผยว่าเื้ัรอยยิ้มสุภาพนั้นซ่อนอดีตอันมืดมนเอาไว้—
ผมพยักหน้าให้กับการวิเคราะห์ของตัวเองอย่างมั่นใจ
(ใช่…ต้องเป็แบบนั้นแน่นอน)
ถ้าถามว่าผมรู้ข้อมูลพวกนี้ได้ยังไงก็ง่ายมาก ผมมีนักฆ่าส่วนตัวอยู่แล้วนี่นา แค่เอ่ยปากขอความช่วยเหลือ เธอก็ยินดีทำงานให้ผมเสมอ บางทีอาจเป็เพราะความหล่อของผมก็ได้ ถึงได้ยอมช่วยเหลือกันขนาดนี้
...
“ฮัดชิ่ว!”
เสียงจามดังขึ้นจากเคาน์เตอร์ของโรงแรมแห่งหนึ่ง อาเรียขมวดคิ้ว ก่อนจะกัดฟันแน่น
บ้าที่สุด...หมอนั่นกล้าขู่ฉันจริง ๆ ด้วย!ถ้าเธอไม่ยอมช่วยสืบเื่ของอาจารย์ภายในสถาบัน เขาจะเอาเื่ที่เธอเคยนอนถูกเขากอดตลอดทั้งคืนไปประกาศให้คนทั่วเมืองรู้
บ้าที่สุด!ใครกันเป็นักฆ่าของนายกันยะ
ตูบ!
อาเรียทุบเคาน์เตอร์อย่างแรง
แขกภายในโรงแรมที่กำลังนั่งอยู่ต่างหันมามองเธอเป็ตาเดียว
“...”
อาเรียชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ยิ้มออกมา
“เอ๋...ขอโทษค่ะ พอดีเมื่อกี้เห็นแมลงน่ะค่ะ”
“...”
แขกทุกคนหันกลับไปทำธุระของตัวเอง ส่วนอีกด้านหนึ่ง—
อาเรียก็เป็นักฆ่าที่ภักดีจริง ๆ ผมพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“แต่ว่า….พวกคุณต้องล้มผมให้ได้ก่อนนะครับ”
เสียงของอาจารย์อาร์ต พูดขึึ้่นพร้อมกับสีหน้าจริงจังขึ้นมา
“…..”
เหล่านักเรียนมองหน้ากันราวกับกำลังบอกให้ นายสิออกไป ออกไปสิ
“ถ้าไม่มีใครกล้างั้นก็กลับมาเรียนกันเถอะครับ”
บ้าน่า! บทมันส่งมาแบบนี้แท้ๆ แล้วทำไมถึงไม่มีใครออกมาเลยล่ะ ถ้าเป็ไปตามที่คิดวไว้ มันต้องมีคนที่ออกมาสู้ด้วยแล้วสิ แบบ งั้นผมขอลอง แล้วก็ โดนอาจารย์คนนั้นจัดการอย่างง่ายดาย
จะปล่อยให้เป็แบบนี้ไม่ได้ใครก็ได้ช่วยออกมาโดนกระทืบทีขอร้องล่ะได้โปรด
“ค่ะอาจารย์”
มาริ ยกมือขึ้นจากลุ่มนักเรียน
เยี่ยมแบบนี้สิ ในที่สุดก็มีคนเข้าใจว่าฉากนี้ไม่ควรปล่อยผ่านได้ ชั้นขอชื่นชมเธอจากใจเลย มาริ!
“หนูว่าเราเริ่มเรียนกันเถอะค่ะ”
“???!”
รอยยิ้มแห่งความมั่นใจบนใบหน้าของผมแข็งค้างไปทันที เมื่อกี้มันไม่ใช่แบบนี้สิ ผมหันไปมองมาริด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง
ไม่ใช่! เธอไม่ได้เข้าใจบทเลยสักนิด!
“งั้นเรามาเริ่มเรียนบทแรกกันเลยดีกว่านะครับ”
อาจารย์อาร์ตพูดขึ้นพร้อมกับหันกลับไปมองเหล่านักเรียน
“อย่างที่ทุกคนคงเคยสงสัยกันมาแล้ว ว่าทำไมวิชานี้ถึงจำเป็ต้องเรียนการใช้อาวุธ ทั้ง ๆ ที่เวทมนตร์มีทั้งพลังทำลายล้างและความสามารถในการป้องกันที่ยอดเยี่ยม แถมยังสามารถรับมือกับศัตรูได้แทบทุกสถานการณ์”
เขาหยุดพูดเล็กน้อย ก่อนจะยกมือขึ้น
“แต่ผมคิดว่าในหมู่พวกคุณ คงมีบางคนเคยใช้มานาจนหมดกันมาบ้างแล้วสินะครับ”
สถานะมานาเหือดแห้ง—หรือแล้วแต่คนจะเรียก
มันคือสภาวะที่ร่างกายใช้มานาจนถึงขีดจำกัด จนไม่สามารถดูดซับมานาจากภายนอกได้ตามปกติ ร่างกายจะเริ่มอ่อนแรง การเคลื่อนไหวไม่เป็ไปตามที่้า และในกรณีที่หนักมากก็อาจควบคุมสติของตัวเองได้ยาก ถึงจะมีบางคนที่ยังสามารถรักษาสติเอาไว้ได้ แต่ก็แทบไม่สามารถขยับร่างกายได้ตามปกติ
พูดง่าย ๆ—ก็เหมือนคนที่กำลังหมดแรงนั่นแหละเหมือนตอนที่ผมเคยวิ่งไปกลับหนึ่งร้อยกิโลเมตรในวันเดียว
“...”
พอลองคิดดูแล้ว แบบนั้นมันก็น่าจะเบากว่าการใช้มานาจนหมดอยู่พอสมควรเลยแฮะ
แต่เมื่อก่อนผมเองก็เคยอยู่ในสภาวะมานาเหือดแห้งบ่อยเหมือนกัน สาเหตุหลักก็ง่ายมากผมอยากได้ท่าเท่ ๆ ตอนใช้เวทมนตร์ เพราะงั้นผมเลยชอบทดลองใช้เวทมนตร์แปลก ๆ และลองปรับเปลี่ยนวิธีใช้พลังไปเรื่อย ๆ
“ก็อย่างที่พูดไปครับเพราะงั้นเราเลยต้องพยายามรักษามานาตัวเองเอาไว้และใช้พลังกายเพื่อลดภาระลง เพราะงั้นเชิญเลือกอาวุธที่พวกคุณ้าได้เลยครับ”
เหล่านักเรียนต่างทยอยเลือกอาวุธที่ตัวเอง้ากันอย่างวุ่นวาย บางคนเลือกดาบ บางคนเลือกหอก ขณะที่บางคนก็เลือกอาวุธที่ดูเหมาะกับสไตล์ของตัวเอง
ส่วนผม—ในฐานะคนญี่ปุ่นแล้วล่ะก็ แน่นอนว่าอาวุธที่เท่ที่สุดก็ต้องเป็ คาตานะ อยู่แล้ว หรือไม่ก็ Yari หอกเท่ๆ ที่ให้ความรู้สึกเหมือนนักรบโบราณสุด ๆ แต่ถ้าจะเอาให้เท่กว่านั้นอีก—ผมกวาดตามองอาวุธตรงหน้า ก่อนจะหยุดลงที่ชุดดาบคู่หนึ่ง
ดาบยาวหนึ่งเล่มกับดาบสั้นอีกหนึ่งเล่ม แค่คิดภาพตัวเองเหน็บดาบทั้งสองเล่มไว้ที่เอวก็รู้สึกถึงความเท่ที่กำลังพุ่งขึ้นมาแล้ว
“...”
ไม่มีเหตุผลอะไรต้องคิดอีกนี่แหละ—
ผมเอื้อมมือไปหยิบดาบทั้งสองเล่มขึ้นมาอย่างไม่ลังเล ยังไงภาพลักษณ์ต้องมาก่อน!