ขอบเขตสามัญระดับหกขั้นพลังเทพจุติภายใน หากคิดจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตนี้ลำพังเพียงการมุ่งเน้นเพิ่มพละกำลังเพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ นอกจากการทำให้ร่างกายภายในแข็งแกร่งแล้ว ยังต้องอาศัยความเด็ดเดี่ยวทางจิตใจด้วย
หากจะพูดอย่างไม่เกินจริง ผู้บำเพ็ญเพียรที่บรรลุถึงขอบเขตนี้ได้ เริ่มเข้าสู่กระบวนการฝึกฝนทางจิติญญาแล้ว
คำว่าเทพจุติภายในหมายถึงอะไร? หมายถึงจิตใจที่แข็งแกร่งมีความเชื่อมั่นที่มุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง มีความเชื่อมั่นอันไร้พ่ายที่พร้อมจะสังหารผู้ขวางทาง ดับสูญพุทธะหรือปลิดชีพเซียน์ จิติญญาคือสิ่งที่เลือนลางยิ่งนัก ทว่าเมื่อคนเราพละกำลังและอำนาจที่เด็ดขาด จิติญญาย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ
พยัคฆ์เพลิงอัคคีไม่ว่าจะเป็พละกำลังที่ล้นเหลือ หรือกลิ่นอายความดุร้ายอันท่วมท้นล้วนสามารถทำให้จิตใจของมนุษย์สั่นคลอนได้ ดั่งคำในโลกสามัญที่ว่า ‘มีสง่าราศีทรงพลังดั่งพยัคฆ์’ ก็คือหลักการนี้นี่เอง
ในสวนสัตว์อสูรนอกจากจะเลี้ยงพยัคฆ์เพลิงอัคคีไว้สิบกว่าตัวแล้ว ยังมีสัตว์อสูรอื่น ๆ เช่น หมีดำปฐี ช้างงาั์ สิงโตวายุอัคคีและอีกมากมาย ทว่าหากจะพูดถึงตัวที่มีกลิ่นอายดุร้ายที่สุดและมีราศีแห่งราชันฝังลึกอยู่ในกระดูกย่อมหนีไม่พ้นาาแห่งสรรพสัตว์อย่างพยัคฆ์เพลิงอัคคี
นี่จึงเป็เหตุผลที่เฉินฉางอันเลือกพยัคฆ์เพลิงอัคคีเป็เป้าหมายแรก
"ตัวที่แปด! ตัวที่เก้า! ตัวที่สิบ!
เขาดูดซับปราณโลหิตและพลังชีวิตของพยัคฆ์เพลิงอัคคีไปถึงสิบตัวในคราวเดียวรอบกายของเฉินฉางอันพลันะเิรัศมีเทพออกมาอย่างมหาศาล ย้อมร่างของเขาให้ดูสว่างไสวดุจหยกหลิวหลีดูศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก
"ยังขาดอีกนิด อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น!"
นอกจากพละกำลังทั่วร่างที่เพิ่มพูนขึ้นแล้ว จิติญญาของเขาก็เริ่มเกิดการผลัดเปลี่ยนกลิ่นอาย ‘เหยียดมองทั่วหล้า ข้าคือราชัน’ แผ่ซ่านออกมาจากร่าง แรงกดดันที่มองไม่เห็นปกคลุมไปทั่วกรงขัง
พยัคฆ์เพลิงอัคคีที่เหลืออีกเพียงสามตัว ภายใต้แรงกดดันอันน่าหวาดหวั่นนี้ต่างก็ประหนึ่งแมวป่วยหมอบราบอยู่กับพื้น หนีบหางไว้แน่นโดยไม่กล้าแม้แต่จะคิดจะหลบหนี ทำได้เพียงเข้าแถวรอให้เฉินฉางอันสูบกลืนไปทีละตัว
นี่คือกลิ่นอายของผู้ที่อยู่เหนือกว่า คือความรู้สึกของการเป็ผู้ควบคุมและกดดันทางจิติญญาอย่างเด็ดขาด เล่ากันว่าบรรดาบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์หรือทายาทแห่งสำนักะ ยามที่ต้องทะลวงขอบเขตสามัญระดับหกขั้นพลังเทพจุติภายใน เหล่ายอดฝีมือในสำนักจะไปจับตัวเจียวหลงมาให้พวกเขาสังหารด้วยตนเองเพื่อเป้าหมายในการขัดเกลาจิตใจและสร้างพลังเทพจุติภายใน
แม้พยัคฆ์จะเทียบัไม่ได้ ทว่ามันก็เป็าาแห่งสรรพสัตว์ มีกลิ่นอายดุร้ายรุนแรงที่สามารถสร้างแรงกระแทกทางจิติญญาได้มหาศาลและทั้งหมดนี้เฉินฉางอันเป็ผู้วางแผนเอง ลงมือเองและสยบสังหารเอง
ความเสี่ยงในนั้นย่อมไม่ต้องพูดถึง ความสำเร็จที่ได้รับนี้เหนือกว่าการที่มีคนนำเนื้อมาป้อนให้ถึงปากเพียงแค่กัดกินมากนัก
"ตัวที่สิบเอ็ด! ตัวที่สิบสอง!"
เขาดูดซับพยัคฆ์เพลิงอัคคีไปถึงสิบสองตัว ในที่สุดทั้งร่างกายและจิตใจของเฉินฉางอันก็พุ่งขึ้นไปถึงจุดวิกฤตในวินาทีหนึ่ง เฉินฉางอันกำหมัดแน่นกัดฟันกรอดโคจรปราณโลหิตทั่วร่างพุ่งตรงเข้าสู่ห้วงจิตสำนึก
"จงพังทลายลงเสีย!"
แผ่นทองแดงาในห้วงจิตสำนึกที่ได้รับการบำรุงจากโลหิตในหัวใจอยู่ตลอดเวลาราวกับััได้ว่าเฉินฉางอันอยู่ในวินาทีสำคัญของการทะลวงขอบเขต มันพลันะเิแสงสีขาวจาง ๆ ออกมา ชำระล้างร่างกายและจิติญญาของเฉินฉางอัน
แสงสีขาวนี้บรรจุไว้ด้วยพลังชีวิตที่ไพศาลและแรงกดดันอันสูงสุด เป็แรงกดดันที่อยู่เหนือสรรพชีวิตทั้งปวงตัวอักษร ‘ะ’ ที่สลักอยู่บนแผ่นทองแดงก็ยิ่งเจิดจ้าบาดตา ในวินาทีที่ทะลวงขอบเขตนั้นร่างกายได้รับการบำรุงอีกครั้งและจิติญญาก็ได้ตื่นขึ้นอีกรอบ
การตื่นขึ้นครั้งที่สอง! การยกระดับครั้งที่สอง!
ตู้ม!
ขอบเขตสามัญระดับหกขั้นพลังเทพจุติภายใน... ทะลวงสำเร็จ!
"ในตำราโบราณเคยบันทึกไว้ว่าจากระดับห้าทะลวงเข้าสู่ระดับหก พละกำลังจะเพิ่มขึ้นประมาณสามสิบม้า"
เมื่อกลิ่นอายรอบกายเริ่มคงที่ เฉินฉางอันกำหมัดทั้งสองข้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดีที่ไม่อาจสะกดกลั้นได้
"ทว่าข้ากลับเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งร้อยแปดสิบม้า ช่างน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก!"
เมื่อรวมกับพละกำลังสองร้อยม้าที่มีอยู่เดิม ยามนี้เฉินฉางอันเหวี่ยงหมัดออกไปครั้งหนึ่งสามารถะเิพลังได้ถึงสามร้อยแปดสิบม้าในพริบตา
ผู้ดูแลรองย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาอีกต่อไป แม้แต่ผู้ดูแลใหญ่เขาก็มีพละกำลังพอที่จะประชันหน้าได้แล้ว
เฉินฉางอันสะกดกลั้นความดีใจไว้ เขาหลับตาลงรวบรวมสมาธิเพื่อพินิจดูแผ่นทองแดงาในส่วนลึกของห้วงจิตสำนึก เขารู้ดีว่าพละกำลังที่เพิ่มขึ้นมหาศาลครั้งนี้รวมถึงการตื่นขึ้นครั้งที่สองของจิติญญา ล้วนเป็ผลมาจากแผ่นทองแดงานี้ทั้งสิ้น
ดูท่าว่าแผ่นทองแดงนี้จะเป็ของล้ำค่าจริง ๆ เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าชื่อเต็ม ๆ ของมันคือะอะไรกันแน่?
เฉินฉางอันยามนี้ทะลวงขอบเขตสำเร็จแล้ว อารมณ์ดีอย่างยิ่ง เขาเหลือบมองพยัคฆ์เพลิงอัคคีตัวสุดท้ายที่ขดตัวอยู่ใต้เท้าและใจนปัสสาวะราดไปแล้วเขายกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย
"อย่างไรเสียก็ทะลวงขอบเขตได้แล้ว งั้นไว้ชีวิตมันสักตัวถือว่าเป็การเหลือเชื้อไว้ให้... สวนสัตว์อสูรของคุณหนูใหญ่ก็แล้วกัน~"
เมื่อเห็นว่าท้องฟ้าใกล้จะสว่างเฉินฉางอันก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เขาถีบเท้าขวาพุ่งร่างออกไปไกลด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเดิม ในตอนที่เดินผ่านหน้าประตูสวนสัตว์อสูรเขาก็พบว่าข้ารับใช้ที่อยู่เวรยังคงนั่งคุยกันอยู่
"พวกเ้า ข้าเหมือนจะได้ยินเสียงพยัคฆ์เพลิงอัคคีร้องนะ พวกเราลองไปดูหน่อยดีหรือไม่?"
"ดูอะไร? ดูหัวแม่เท้าเ้าสิ ใครจะกล้ามาแอบขโมยพยัคฆ์เพลิงอัคคีกันเล่า?"
"อาหนิวพวกเรามาคุยกันต่อดีกว่า… เราจะไปรับเงินรางวัลจากเฉินฉางอันที่สวนสมุนไพรอย่างไรดี"
"เขาว่าเฉินฉางอันเป็มารร้ายอำมหิตนะ เ้าว่าจะเป็ไปได้หรือที่พวกเราไปรับเงินรางวัลเสร็จแล้วรีบหนีก่อนที่เฉินฉางอันจะรู้ตัว"
สิ่งแรกที่เฉินฉางอันทำเมื่อกลับถึงห้องลับในสวนสมุนไพริญญา ไม่ใช่การพักผ่อน แต่เป็การรีบเติมฟืนเข้ากองไฟทันทีเพื่อให้เปลวเพลิงลุกโชนยิ่งขึ้น
เมื่อเตาหลอมโอสถบนกองไฟถูกเผาจนกลายเป็สีแดง เฉินฉางอันจึงหยิบเม็ดบัวอัคคีโลกันตร์มาเม็ดหนึ่ง บี้จนเป็ผงแล้วโปรยลงไป เมื่อใส่บัวขาวเมฆาวารีและดอกมู่หลานม่วงตามลงไปพลังงานในของเหลวโอสถก็เริ่มขาดสมดุลอีกครั้ง
"ตู้ม!"
เสียงะเิดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งสวนสมุนไพร จนทำให้ข้ารับใช้นับร้อยที่อาศัยอยู่ที่นั่นต้องสะดุ้งตื่น
"์! ผู้ดูแลสามหลอมโอสถทั้งคืนเลยหรือ? เขาไม่เหนื่อยบ้างหรืออย่างไร?"
"เ้าจะไปรู้อะไร ท่านเฉินฉางอันได้เป็ผู้ดูแลสามก็เพราะความขยัน เมื่อก่อนตอนที่เขาฝึกอยู่ที่หลังเขา เขาทำงานหนักั้แ่เช้ามืดจนดึกดื่นทุกวัน"
"พูดจาเหลวไหล ข้าสืบมาหมดแล้ว ผู้ดูแลสามของพวกเราเพื่อที่จะหาวิธีประสานฤทธิ์โอสถให้คุณหนูใหญ่เขาจึงทุ่มเทศึกษาอยู่ทุกวันต่างหาก"
"ผู้ดูแลสามช่างมีความจงรักภักดีต่อคุณหนูใหญ่จริง ๆ มีใจเช่นนี้ ไม่น่าเล่าถึงได้รับความชื่นชมจากคุณหนูใหญ่"
แม้จะไม่ได้นอนมาทั้งคืน แต่หลังจากสูบกลืนพยัคฆ์เพลิงอัคคีไปถึงสิบสองตัว เฉินฉางอันก็ไม่มีอาการง่วงเหงาหาวนอนเลยแม้แต่น้อย ปราณโลหิตในกายร้อนรุ่มดั่งเปลวเพลิงราวกับมีพละกำลังเหลือเฟือที่ใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมด ไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย
เหลือเวลาอีกเพียงสามวัน เฉินฉางอันตัดสินใจไม่พักผ่อนเขาขังตัวเองอยู่ในห้องลับ มุ่งมั่นศึกษาวิธีประสานฤทธิ์โอสถเพียงอย่างเดียว ยังดีที่เขาเตรียมสมุนไพรไว้มากพอ ส่วนเื่อาหารการกินสวี่เฟยและคนอื่น ๆ ก็นำมาส่งให้ที่หน้าห้องลับอยู่เสมอ
ในสายตาของผู้อื่น เฉินฉางอันกำลังทุ่มเทศึกษาอย่างหนักเพื่อแบ่งเบาภาระของคุณหนูใหญ่โดยไม่สนใจเื่ราวภายนอก แต่ทุกครั้งที่ราตรีมาเยือนเฉินฉางอันในชุดรัดกุมสีดำจะเปลี่ยนร่างเป็เทาเที่ยที่อำมหิตท่วมท้นและสูบกลืนเท่าไหร่ก็ไม่เคยอิ่มลอบเข้าไปในสวนสัตว์อสูรเพื่อสูบกลืนสัตว์อสูรที่ผู้ดูแลรองเลี้ยงไว้ตามใจชอบ
คืนวันที่สาม เฉินฉางอันสูบกลืนช้างงาั์ไปอีกสิบห้าตัว
คืนวันที่สี่ เฉินฉางอันสูบกลืนหมีดำปฐีไปสิบแปดตัว
คืนวันที่ห้าคือครั้งที่บ้าคลั่งที่สุด เฉินฉางอันสูบกลืนสิงโตวายุอัคคียี่สิบห้าตัว นกกระเรียนเซียนสามสิบเจ็ดตัว กวางิญญาห้าสิบเก้าตัวในคราวเดียว เกือบจะทำเอาตัวเองท้องแตกตายเสียแล้ว
ในสวนสัตว์อสูรมีสัตว์อสูรทั้งหมดสามร้อยกว่าตัว ทว่าเพียงเวลาสั้น ๆ ห้าวันกลับถูกเฉินฉางอันสูบกลืนไปถึงหนึ่งร้อยสี่สิบกว่าตัว ความสูญเสียระดับนี้เรียกได้ว่าไม่เคยมีมาก่อนั้แ่วันที่เทือกเขาเฟิ่งหวงถูกบุกเบิกเป็สถานที่ฝึกตน
วันที่หก ท้องฟ้าเริ่มทอแสงรำไรแสงสีทองของดวงตะวันลอดผ่านหมู่เมฆสาดส่องไปทั่วเทือกเขาเฟิ่งหวง
ตู้ม!
เสียงะเิดังขึ้นอีกครั้ง ข้ารับใช้ในสวนสมุนไพรถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกรอบ เฉินฉางอันมองดูของเหลวโอสถที่ไหม้เกรียมในเตาหลอมโอสถ และมองตะกร้าสมุนไพรข้างหลังที่ว่างเปล่าเขาถอนหายใจออกมาเบา ๆ
บัวขาวเมฆาวารีสามสิบต้น เม็ดบัวอัคคีโลกันตร์สามสิบเม็ด และดอกมู่หลานม่วงอีกสามสิบกว่าต้นถูกใช้จนหมดสิ้น แต่ว่าผลลัพธ์ก็ยังคงเป็ความล้มเหลว ขนาดคุณหนูใหญ่ยังถูกปัญหานี้ขัดขวาง การจะหาวิธีประสานฤทธิ์โอสถนี้ช่างยากลำบากเหลือเกิน
ทว่าในความเลือนลางนั้นเฉินฉางอันคล้ายจะจับจุดสำคัญบางอย่างได้เพียงแต่น่าเสียดายที่เขาไม่มีสมุนไพรและเวลาให้สิ้นเปลืองอีกต่อไปแล้ว
ในขณะนั้นเองเสียงของสวี่เฟยก็ดังขึ้นที่หน้าประตู
"ผู้ดูแลสาม คุณหนูใหญ่เรียกพบขอรับ!"
สิ่งที่ต้องมาในที่สุดก็มาถึงจนได้ เฉินฉางอันผลักประตูเปิดออก ก้าวเท้าเผชิญหน้ากับแสงอรุณสีทองมุ่งตรงไปยังตำหนักหลักแห่งเทือกเขาเฟิ่งหวงทันที
"คุณหนูใหญ่จงคอยดูเถิดว่าวันนี้… ข้าจะอยู่หรือตาย?"