หยางซุนจี้หลับตาสูดหายใจยาวลึกคราหนึ่งหยิบตราประทับหยกออกมาจากกล่องไม้ และทันทีที่เขาััมันกับทำให้ภายในห้วงจิติญญาััของเขา พลันรับรู้ได้ถึงกระแสพลังปราณิญญาอันโบราณกาลเก่าแก่ได้ถูกซุกซ่อนอยู่ภายในนั้น
แต่ทว่าเขาเองก็ไม่สามารถที่จะค้นลึกลงไปมากกว่านี้ได้ว่าพลังในตราหยกกิเลนไฟ มันจะมีมากน้อยขนาดไหนกันคล้ายกับว่ามันเหมือนมีกำแพงบางอย่างขวางกั้นเอาไว้อย่างแ่าก่อนที่เขาจะพลิกดูที่ด้านหลัง ทว่าแต่ก็ไร้ประโยชน์ที่จะสืบค้นต่อเพราะไม่มีตัวหนังสือ หรืออะไรที่บ่งบอกถึงมันได้
“มาจากตระกูลไหนกัน...?”
หยางซุนจี้หรี่ตามองดูแผ่นตราประทับในมือ สีหน้าเดี๋ยวคล้ำเดี๋ยวคลายแล้วพลางพลิกไปพลิกมาดูมันอยู่หลายครั้ง ก่อนกำตราประทับนั้นจนแน่นมือ
ตราประทับหยกกิเลนลักษณะแบบนี้ เขาเองไม่เคยพบเห็นมันมาก่อนจริงๆ เพราะแต่ละตระกูลมักเก็บเอาไว้เป็ความลับสุดยอด แม้แต่ลูกหลานบางคนยังไม่อาจพบเห็นหรือได้แตะต้องมันง่ายๆ เพราะมันมีความลี้ลับซุ่มซ่อนอยู่ในนั้นมากมายแต่เขามั่นใจได้เช่นกันว่า ป้ายตราประทับหยกชิ้นนี้ที่อยู่ในมือตน ต้องมาจากตระกูลเทพ์อย่างแน่นอนและอาจเป็ถึงหนึ่งในห้าของตระกูลใหญ่ในดินแดนสุริยันบูรพา ที่กำลังห้ำหั่นกันในทางลับดั่งคลื่นใต้น้ำที่โหมพัดกระหน่ำรุนแรง
หลังจากจิตใจอยู่ในห้วงภวังค์ครู่หนึ่ง สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็ซับซ้อนแล้วเรียกศิษย์อีกคนเข้ามาพบ ซึ่งคนผู้นั้นก็คือเหลียงเฉินนั้นเองหยางซุนจี้กำชับคำสั่งไปสองสามประโยคแล้วทั้งสองก็เร่งรีบออกเดินทางไปยังป่าดำิญญาโดยไม่ลังเล
ภายเรือนพัก
“เฟยอวิ๋นข้ามีอะไรจะให้เ้า” ชายชรากล่าวด้วยเสียงราบเรียบก่อนพลางจะยื่นห้อผ้านั้นให้กับเด็กหนุ่ม
“เ้าจงเก็บของสิ่งนี้เอาไว้ และจงพกติดตัวไว้ตลอดเวลาอย่าให้ห่างกายเป็อันขาด”
เด็กหนุ่มหยิบห้อผ้ามาถือไว้ในมือตน ก่อนจะมองดูมันกะพริบตาปริบๆถามออกไปอย่างใคร่รู้
“ท่านปู่หยางของสิ่งนี้คือ...?”
เฟยอวิ๋นมองไปที่ใบหน้าของหยางซุนจี้ดูซับซ้อน ทว่าชายชราเพียงยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยและไม่ได้กล่าวตอบอันใดออกไป ส่วนเฟยอวิ๋น ก็ไม่ได้ถามซ้ำซักไซ้อะไรมากเพียงนำห้อผ้านั้นมาเก็บไว้ในอกเสื้ออย่างเงียบๆ
การกระทำของเด็กหนุ่มทำให้หยางซุนจี้รู้สึกที่จะอดสงสารเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้ เพราะเขาเป็คนที่ไร้ญาติขาดมิตรมาั้แ่เยาว์วัยและสภาพจิตใจ ชายชราเองก็ไม่รู้ว่าเด็กคนนี้ จะขมขื่นทุกข์ระทมขนาดไหนกันแน่
และการที่ถูกชุบเลี้ยงโดยเหลียงเฉินมาหลายปีทำให้บุรุษผู้นี้ถูกเฟยอวิ๋นเรียกเขาว่า ‘ลุงเฉิน’ มาั้แ่เด็ก ส่วนหยางซุนจี้ที่นานๆ จะปรากฏตัวให้เห็นเฟยอวิ๋นเรียกเขาว่า ‘ท่านปู่หยาง’
โดยหยางซุนจี้ สถานะอันที่จริงแล้ว
เขาเป็ถึงปรมาจารย์ท่านหนึ่งในสำนักใหญ่ อย่างสำนักสุริยัน์ และยังเป็ถึงรองเ้าสำนักอีกด้วยซึ่งเขาถูกแต่งตั้งขึ้นมาก่อนหน้านั้นหลายพันปีแล้ว เพราะเนื่องจากว่าหยางซุนจี้บ่มเพาะพลังปราณิญญา จนสามารถเลือนลำดับขั้นมาอยู่ที่ระดับสี่ดาราได้สำเร็จนั้นเองซึ่งในขั้นสี่ดารานี้ จะถูกยกย่องว่าเป็ขั้นสำหรับผู้เป็ปรมาจารย์โดยแท้จริง
‘สำนักสุริยัน์’
ถือว่าเป็สำนักใหญ่อันดับหนึ่งในดินแดนสุริยันบูรพาและยังถูกยกย่องให้เป็ ‘สำนักปราณแห่งแคว้น’อีกด้วย ฉะนั้นแล้วสำนักแห่งนี้ จึงถือได้ว่าเป็ผู้นำของสำนักทั้งหมดในดินแดนสุริยันบุรพาอีกประการหนึ่งนั้นก็เพราะว่า เป็สำนักที่ก่อตั้งมาเนิ่นนานหลายหมื่นปีใน่หลังที่มีการแบ่งแยกดินแดนหลังจากนั้น
จะว่าไปแล้ว ข่าวเื่ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนัก เหมือนจะยังคงมีชีวิตอยู่เท่าทุกวันนี้เลยเพียงแต่ไม่มีใครรับรู้ได้ชัดเจนก็เท่านั้น และผู้าุโมากมาย รวมไปถึงศิษย์ในสำนักแต่ละคนก็ล้วนมากด้วยวิถีแห่งยุทธ์ที่แข็งแกร่ง กระทั่งแตกฉานในคัมภีร์หลากหลายวิถี
ส่วนการฝึกฝนบ่มเพาะของศิษย์ในสำนัก ก็มีสถานที่อยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งถือได้ว่าเป็ความลับสุดยอดของสำนักซึ่งมันทำให้ศิษย์หลักแต่ละคน ก้าวล้ำลำดับขั้นอย่างรวดเร็วมากกว่าสำนักอื่นๆที่อยู่ในดินแดนแห่งนี้ และยังมีความได้เปรียบแม้กระทั่งเื่ทรัพยากรก็มิอาจมองข้ามได้เช่นกัน
จากรุ่นสู่รุ่น จนถึงระดับปรมาจารย์หลายคนไม่ว่าจะเป็ปรมาจารย์ด้านหลอมศาสตรา และปรมาจารย์ด้านโอสถทิพย์กระทั่งปรมาจารย์เวทผู้ชำนาญในการสลักยันต์ ก็อยู่ในขั้นสุดยอดทั้งสิ้นนับได้ว่าไม่มีสำนักใด กระทั่งแม้แต่ตำหนักเทพบางแห่ง หรือลัทธิ ก็มิอาจเทียบเคียงได้ดังนั้นถึงต่อให้มัดรวมกันมาหลายสำนัก กระนั้นก็ต้องหวั่นเกรงพวกเขาอยู่หลายส่วนเช่นกันหากคิด้าจะเปิดศึกกับพวกเขา
โชคชะตานั้นมันช่างเล่นตลก และโหดร้ายกับเฟยอวิ๋นมากเกินไป
หยางซุนจี้ได้แต่ถอนหายใจยาว มองเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าตนไม่รู้ว่าเขาจะสามารถเดินทางอันยาวนานไปถึงเมื่อไหร่กันและจะมีชีวิตรอดอยู่จนถึงอายุยี่สิบปีได้หรือไม่? ซึ่งหยางซุนจี้เองก็ไม่อาจที่จะรับประกันได้
เพราะการซุกซ่อนเลี้ยงดู แน่นอนว่ามันไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับหยางซุนจี้แต่ทว่าเื่ที่ใหญ่กว่าก็คือ มีคนตามล่าเขาั้แ่ครั้งเยาว์วัย สาเหตุนั้นชายชราพอจะคาดเดาได้เพียงบางส่วนเล็กน้อยเพราะเื่ราวที่เขาได้ยินมา บางเื่มันก็มีเค้าลางอยู่บ้างแต่เขาก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่าของสิ่งนั้น มันจะมีอยู่จริงหรือไม่?
หลายปีก่อนหน้า ขณะตอนที่เด็กน้อยตื่นลืมตาขึ้นมาเหลียงเฉินส่งข่าวแจ้งไปยังหยางซุนจี้ ทันทีที่เขาพบเด็กนั้นกำลังนอนเล่นอยู่ในโลงศพหินกล่องโลหะที่อยู่ข้างกายก็เปิดออกอย่างน่าสงสัยและในมือซ้ายก็พบว่าเ้าปลอกแขนสีดำแปลกประหลาดนั้นมันได้รัดแน่นไปที่ข้อมือซ้ายของเด็กน้อยเสียแล้ว ทุกคนทำได้เพียงงุนงงกับเื่ราวตรงหน้า
แต่ถึงอย่างงั้น ทั้งสองเองก็ไม่อาจที่จะอธิบายได้ว่าสิ่งที่เฟยอวิ๋นสวมใส่อยู่บนแขนซ้าย มันจะเป็สมบัติวิเศษอะไร หรือเป็ศาสตราเวทิญญาแบบใดกันแน่เพราะพลังของมัน มิได้แผ่พุ่งออกมาแม้แต่น้อย หลังจากที่พวกเขาทดลองดูและค้นลึกด้วยจิติญญาััอันสูงส่ง แม้แต่หยางซุนจี้เองก็ยังปวดหัวตึบ โดยไม่ได้คำตอบจากมันเลยแม้แต่น้อยเพราะดูแล้ว มันไม่มีอะไรมากมายที่พิเศษ หรือกระทั่งดูวิเศษวิโสลึกล้ำ และต่อให้แผ่จิติญญาััจนแทบตายเพื่อค้นลึกลงไปก็พบแค่ความว่างเปล่าเท่านั้น รู้แต่ว่าตอนนี้ มันเป็แค่ปลอกแขนโลหะสีดำที่เก่าคร่ำครึเพียงเท่านั้น
แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาเริ่มรู้สึกมั่นใจได้ว่าเ้าปลอกแขนนี้มันต้องมีอะไรที่พิเศษเหนือล้ำเกินจิตนาการเป็แน่ เพราะว่า มันดันเกิดการขยายเติบโตราวกับผักไม้ใบหญ้าที่โดนรดน้ำใส่ปุ๋ยทุกวัน และขยายใหญ่ขึ้นตามรูปร่างของเฟยอวิ๋นมาอย่างแปลกประหลาดด้วยนั้นเองถึงแม้มันจะดูหนาทึบเป็พิเศษ กระทั่งดูแล้วน่าเกลียดยามมองก็ตามแต่เฟยอวิ๋นก็ตอบเขาไปว่า มันแทบจะไม่มีน้ำหนักอะไรเลยเมื่อเขาสวมมันเอาไว้
และหลายครั้งที่เฟยอวิ๋นเองก็พยายามหาคำตอบจากมันและพยายามเพื่อจะถอดมันออกมาดู เด็กหนุ่มเองก็ไม่สามารถที่จะถอดมันได้เลยสักครั้งยกเว้นคือตัดแขนตัวเองทิ้งเท่านั้น คือคำตอบสุดท้าย!
‘เติบโตอย่างไร้เหตุผล’ และ‘ไม่มีพลังอันใดให้น่าตกตะลึง’เฟยอวิ๋นก็ได้มองมันตาปริบๆ ดูเผื่อแก้เบื่อแก้เซ็งไปวันๆ และสวมมันเอาไว้ั้แ่นั้นเป็ต้นมา
‘อาจมีบางสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน หรืออาจมีพลังลี้ลับบางอย่างที่ข้าเองก็ไม่สามารถจะพิสูจน์มันได้ในตอนนี้ หากเมื่อถึงเวลานั้นมันคงเปิดเผยออกมาเองก็เป็ได้’
หยางซุนจี้ได้แต่ลอบคิดอยู่ในใจ ถึงแม้พลังของเขาจะสูงส่งมากแล้วก็ตามแต่ทว่ามันอาจจะยังไม่เพียงพอ ที่จะสามารถััลึกถึงพลังงานบางอย่าง ซึ่งถูกปกปิดซุกซ่อนอยู่ในปลอกแขนนั้นก็เป็ได้
ก่อนที่เขาจะหวนนึกถึงเื่ราวบางอย่าง ถึงที่มาที่ไปเกี่ยวกับ ‘ปลอกแขนอัญมณีสี่ธาตุ’ ซึ่งดูอาจจะคล้ายกับของเฟยอวิ๋นสวมใส่มันอยู่แต่ก็ไม่มั่นใจมากนัก ว่าสิ่งที่เด็กคนนี้สวมมันไว้กับตัว จะเป็ถึงสมบัติวิเศษ ที่ทวยเทพได้หลอมสร้างมันขึ้นมา
ซึ่งตามบันทึกม้วนหยกโบราณได้จารึกเอาไว้ว่ามันเป็สิ่งของที่มีมาั้แ่ครั้งา หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็่ที่วัง์ออกศึกกับเผ่าพันธุ์อื่นๆ ก่อนหน้านั้นเมื่อนานมาแล้วหลายหมื่นปีโดยพลังอำนาจของมัน ก็ดูลึกล้ำมากล้นเสียจนยากที่ผู้คนจะจินตนาการถึง
บ้างก็ว่า การสร้างหลอมอาวุธอันทรงพลังอำนาจนี้เกิดจากผู้มีพลังปราณิญญาสูงล้ำ ‘ระดับขั้นเทพอนันต์’!
ที่ดำรงอยู่จุดสูงสุดเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง และเป็เทพทั้งสี่ ที่ปกครองแห่งห้วงเอกภพจักรวาลอันกว้างใหญ่หรืออาจจะเรียกขานว่า ทวยเทพผู้สร้างสรรพสิ่งก็ดูจะไม่เกินไปนักเมื่อพวกเขาได้ร่วมลงมือกันสร้างสิ่งของบางอย่างขึ้น ด้วยพลังอำนาจแห่งพลังเวทมนตร์ของพวกเขาเอง
และการสร้างหลอมครั้งนี้ ก็ทำออกมาทั้งหมดสี่รูปแบบด้วยกันโดยปลอกแขนทั้งสี่ชิ้นนั้น มีพลังอันลึกลับที่แฝงเร้นและพลังอำนาจการใช้งานก็ดูจะแตกต่างกันออกไป
ซึ่งบางอันก็ดูเรียบง่ายธรรมดาสามัญบางอันก็สลักเสลาลวดลายที่แสนวิจิตรงดงามประณีต บางอันก็ให้ความรู้สึกถึงพลังอันแข็งแกร่งประดูจขุนเขาและบางอัน ก็ให้ความรู้สึกถึงกลิ่นอายทรงพลังของพลังปราณิญญาที่น่าพรั่นพรึงหวาดกลัว
ทว่าแต่ละชิ้น ก็มีส่วนดีส่วนร้าย และพลังอันร้ายกาจแตกต่างกันออกไป
แต่ที่แน่ๆ ไม่ว่าชิ้นไหนก็แล้วแต่ หากใครได้มัน
บุคคลผู้นั้น จะสามารถครองใต้หล้า กระทั่งห้วงดาราจักรอันกว้างใหญ่ก็ยังได้!
และเมื่อหลอมสร้างมันจนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์ ของทั้งหมดสี่ชิ้น ก็ได้แบ่งแยกโดยเหล่าทวยเทพทั้งสี่พระองค์หลังจากนั้น พวกเขาก็กลับไปยังห้วงเอกภพจักรวาลของตนเองที่ได้ถือว่าเป็ผู้ปกครองดูแลในเวลาต่อมา
โดยเจตนาในการหลอมสร้างแท้จริงนั้น
ก็เพียงเผื่อว่า หากใครมีบุญวาสนาที่ได้มันคนผู้นั้นจะกลายเป็กำลังสำคัญของวัง์อีกบุคคลหนึ่งเพื่อช่วยเหลือเผ่าพันธุ์มนุษย์ ให้รอดพ้นจากพลังอำนาจของเผ่าพันธุ์ชั่วร้ายที่หมายจะยืดครองโลกหล้า
หยางซุนจี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย เพราะข้อมูลเหล่านี้ มันเปรียบได้นิยายปรัมปราที่เล่าขานสืบต่อกัน และบันทึกลงเอาไว้เพียงเท่านั้น ซึ่งยากนักที่จะทำให้เขาเองปักใจเชื่อได้เช่นนั้นจริงๆแล้วอีกอย่างยังถูกสวมด้วยเด็กน้อยที่ไม่มีโอกาส แม้กระทั่งจะฝึกฝนบ่มเพาะ ในเส้นทางแห่งผู้มีพลังปราณิญญาอีกด้วย
ฉะนั้นแล้วปลอกแขนชิ้นนี้...
คงเป็ได้แค่เพียงเครื่องประดับแล้วจริงๆ......และเป็เครื่องประดับที่ไร้ความงดงามอย่างที่สุดอีกด้วย
.
.
.
.
.
………………………………
“ท่านอาจารย์ข้าได้ไปสืบความมาแล้วที่ ‘วิหารปราณศักดิ์สิทธิ์โบราณ’เื่นี้ไม่น่ามีอะไรให้ผิดพลาดอย่างแน่นอนขอรับ” ซุนเป่าชิงยิ้มกว้างเอ่ยออกมาด้วยอาการตื่นเต้น ซึ่งทำให้เหลียงเฉินที่ยืนอยู่ข้างๆก็พลอยตื้นเต้นไปด้วยเช่นกัน
“อืมม...” หยางซุนจี้สูดหายใจยาว สีหน้าเองก็ดูผ่อนคลายลงอย่างมากหลังจากที่อึดอัดมาเนิ่นนาน กับสิ่งที่ทุกคนตามหาแทบพลิกแผ่นดินและก้นบึ้งของจิตใจก็รู้สึกตื้นเต้นเช่นเดียวกันกับลูกศิษย์ทั้งสองก่อนพลางพยักหน้าขึ้นลงสองสามครั้ง
“ข้าไปสืบมาได้ความว่า...