วาตีเดินตัวลอยเหมือนเท้าไม่ติดพื้นหัวสมองมึนงงและเบลอไปหมด แม้จะก้าวขาไปจนถึงรถ แต่ก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกคาดไม่ถึงว่าจะพบชลันที่นี่...แถมยังควงกับสารทูลหน้าตาเฉย เห็นเพียงเท่านี้หล่อนก็พอมองออกว่าทั้งคู่น่าจะมีความสัมพันธ์กันอย่างไร
“ถึงกับอึ้งกิมกี่ไปเลยเหรอแกเลิกกับไอ้หมอนั่น...ไม่ใช่สิ อีตานั่น มาตั้งนานแล้วยังไม่ลืมเรื่องเก่าๆอีกหรือไง”พีรดาคว้าหมับที่ต้นแขนของหล่อน ส่งสายตาเห็นอกเห็นใจให้อย่างเคยทำ
หล่อนจึงได้แต่ถอนหายใจอย่างแรง...
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าตัวเองคิดยังไงกับสิ่งที่เห็นจริงๆแล้วฉันปลงกับสิ่งที่ชลันทำเอาไว้แล้วแหละแต่บางทีมันก็รู้สึกเจ็บแปล๊บๆเหมือนกันนะ”
“ถือซะว่าแกกับเขาอยู่กันคนละโลกสิจะได้ไม่ต้องรู้สึก”
วาตีสบตาเพื่อนจ้องมองลึกเข้าไปเหมือนต้องการค้นหาคำตอบให้กับตัวเองและให้ผู้ที่ถาม...ได้แต่เอ่ยเสียงเครือนิดๆออกไปว่า “เรื่องของความรักมันก็แปลกนะพูดง่ายแต่ทำยากชะมัด”
ชลธีซึ่งเดินตามออกมาทีหลังหยุดมองสองสาวพูดคุยด้วยสีหน้าฝืดเฝื่อนไปตามกันจึงถามออกไปโดยที่ไม่รู้ว่าคำพูดของเขากลับยิ่งไปสะกิดแผลในใจของวาตีเข้าไปอีก
“ตกลงวาเคยเป็นแฟนกับผู้ชายที่ควงนายเสือจริงๆเหรอ...โอ้วมาย ก้อด ไม่นึกว่าโลกมันจะกลมขนาดนี้สิพับผ่า”
พีรดาหันไปเขม้นมองผู้พูดพร้อมกับย่นหัวคิ้วด้วยความสงสัย“ยังไงกันยะชลลี่”
“ก็ผู้ชายคนนั้นน่ะสิเคยเป็นแฟนเก่าของเพื่อนมาก่อน เรื่องมันยาว แถมยังอีนุงตุงนังไปหมด...เดี๋ยวขึ้นรถก่อนแล้วจะเล่าให้ฟัง ขืนยืนคุยกันตรงนี้นานๆ เดี๋ยวจะมีแต่คนมอง”
วาตีจึงกลับไปนั่งประจำที่คนขับโดยที่พีรดาเสียสละให้ชลธีนั่งข้างหน้า ส่วนหล่อนเองก็ยื่นหน้าอยู่ตรงกลางทำปากยื่นปากยาว
“เล่าซักทีสิ รอฟังจนคางจะยานอยู่แล้ว”
ชลธีจึงใช้นิ้วชี้จิ้มหน้าผากพีรดาแรงๆอย่างหมั่นไส้“นิสัยชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้านของดาร์ลี่นี่แก้ไม่หายนะสงสัยวันหลังต้องฝากฝังให้ไปทำงานกับสุริซะให้เข็ด”
วาตีรู้สึกสะดุดหูกับชื่อ‘สุริ’ ยิ่งนัก จึงถามว่า “สุรินี่คือใครกันคะชลลี่”
“ก็คนที่ผมกำลังจะเล่าให้ฟังอยู่นี่แหละสุริเป็นเพื่อนของผมเอง ตอนนี้มันกลายเป็นคนดังไปแล้ว ใครๆก็รู้จักคุณวาเคยซื้อหนังสือประเภทกอสซิปอ่านบ้างไหมล่ะครับ...สุริมันเป็นเจ้าของคอลัมน์ล้วงติ่งตับแตก แล้วก็ยังเป็นปาปารัซซีตัวแสบที่ดาราหลายคนขยาด เพราะว่าเพื่อนผมคนนี้เป็นพวกหูตาเป็นสัปปะรดกัดใครไม่เคยปล่อย สร้างกระแส ปั่นข่าวก็บ่อย แถมบางครั้งยังเป็นที่แรกๆด้วยนะครับที่ได้ภาพและข่าวมาลงในหนังสือ จนความลับของพวกดาราไม่เคยมีอยู่ในโลก”
ชลธีเล่าถึงปาปารัซซีผู้เป็นเพื่อนอย่างออกรสออกชาติทำให้วาตีถึงกับหูผึ่ง ไม่นึกว่าจะใกล้เกลือกินด่างขนาดนี้ถ้าชลธีรู้จักสนิทสนมกับสุริจริง หล่อนก็มีหนทางสืบข่าวเข้าไปถึง ‘ความลับ’ ของภูพัดในมุมของคนรอบข้างได้ไม่ยาก บางทีอาจได้ข้อมูลเด็ดชนิดที่นายแบบหนุ่มผู้นั้นปกปิดไว้ก็ได้
เมื่อนึกเช่นนั้นภาพของสุริ ชายหนุ่มผู้เดินอ้อนแอ้น สูงยาวเข่าดี สวมเสื้อเชิ้ตลายสก็อตเข้ารูปกางเกงขาเดฟ รองเท้าหนังหัวแหลม สะพายกระเป๋าหนังใบใหญ่ มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์รุ่นใหม่กวัดแกว่งไปมาขณะที่มีกล้องถ่ายรูปคล้องอยู่บนบ่าอีกข้างอย่างเตรียมพร้อม
“แล้วสุริที่ชลลี่พูดถึง เกี่ยวอะไรกับอีตาชลันนั่นล่ะ ฉันไม่เข้าใจ” พีรดาเป็นฝ่ายตั้งคำถาม
ชลลี่จึงหันมาจ้องสองสาวสลับไปมาพร้อมกับเล่าถึงจุดไต้ตำตอที่พูดแต่แรก “คืออย่างนี้...สักปีสองปีก่อนน่ะ ชลันเคยเป็นแฟนกับสุริน่ะสิทีแรกเพื่อนคนนี้มันก็คิดจะคบกับชลันจริงจังเหมือนกันนะมันเล่าว่ารักผู้ชายคนนี้มาก อยากอยู่ด้วยกันไปจนตลอดชีวิต เรื่องเงินเรื่องทองมีเท่าไหร่ก็ทุ่มให้หมด...เรียกว่าเป็นสาวซองจูตัวแม่เลยก็ได้ ผู้ชายอยากได้อะไรมันเปให้หมด”
“เดี๋ยวๆก่อนค่ะ...อะไรคือซองจู อะไรคือเปคะฉันตามไม่ทัน”
ชลธีหัวเราะคิก“ซองจูกับเปมีความหมายใกล้ๆกันนี่แหละครับหมายถึงพวกเกย์หรือกะเทยที่ชอบทุ่มทุน ปรนเปรอทั้งเงินทองทั้งทรัพย์สินของมีค่าให้กับพวกผู้ชายน่ะครับ”
เมื่อวาตีพยักหน้าอย่างเข้าใจพีรดาก็ล้วงลูกเข้าไปถามถึงเรื่องราวของสุริให้ลึกขึ้นไปอีก “แล้วที่ชลลี่ว่ามันพัวพันกันจนวุ่นวายไปหมดคืออะไรล่ะ”
“ก็ตอนหลังสุริมันจับได้น่ะสิว่าชลันคิดไม่ซื่อเอาเงินที่ได้จากมันไปเลี้ยงผู้ชายต่ออีกทอด...แถมคู่ขาของชลันคนนั้นยังเยาะเย้ยสุริอีกว่า...ชลันไม่ได้มีแค่สุริเท่านั้นแต่ชลันยังคบกับผู้หญิงอีกคน ตอนนั้นสุริมันปรี๊ดแตกมันเล่าว่าเข้าไปตบคู่ขาของชลันจนเลือดกบปาก...แล้วนับตั้งแต่นั้นสุริมันก็เลิกติดต่อกับชลันไปเลยเผาพริกเผาเกลือสาปแช่งกันทุกวัน...นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าผู้หญิงคนนั้นที่พูดถึงกันก็คือ...เอ่อ...”
ชลธีชะงักคำพูดในตอนท้ายวาตีจึงได้แต่หายใจหนักๆ รู้สึกอึดอัด คับแน่นไปทั้งอก นึกไม่ถึงว่าชลันจะหลอกลวงใครต่อใครหลายคนทีเดียวพร้อมกัน
แล้วพีรดาก็เป็นฝ่ายสรุปให้ฟังสั้นๆ
“โลกมันกลมฉิบ...”
วาตีนิ่งไปอึดใจนั่งแช่อยู่อย่างนั้นโดยที่สตาร์ทเครื่องรถยนต์เอาไว้ไม่ยอมเคลื่อนรถออกจากลานจอด...พีรดาสังเกตเห็นอาการของหล่อนซึมกะทือไปชั่วพริบตาเหมือนโดนหมัดฮุคเข้าเบ้าตาขวาบนเวทีไทยไฟท์จึงเขย่าแขนหล่อนเบาๆ
แล้วหล่อนก็ค่อยๆเคลื่อนรถออกไปช้าๆเมื่อถึงประตูทางเข้า ความคิดเรื่องของชลันก็มลายหายไปจนสิ้นเมื่อมองผ่านพนักงานรักษาความปลอดภัยที่กำลังขยับรั้วเหล็กกั้นสีขาวแดงไปยังตู้สี่เหลี่ยมห่างออกไปสามถึงสี่ช่วงตัว
ใครบางคนในนั้นช่างคลับคล้ายคลับคลาภูพัดนัก...
แม้จะเห็นเพียงเสี้ยวด้านข้างมีแว่นตากับปีกหมวกแก๊ปบังไว้เกือบมิดอีกทั้งมือข้างหนึ่งของชายผู้นั้นกำลังจับโทรศัพท์แนบหู
“แกมองใครกันยะ”
เสียงพีรดาขัดความคิดของหล่อนกอปรกับมีรถยนต์คันอื่นแล่นตามหลังมาจอดต่อท้าย เมื่อเห็นรถของหล่อนจอดนิ่งสนิทจึงบีบแตรไล่เสียงดัง หล่อนจึงจำใจต้องขับรถออกไปเมื่อเหลียวหลังกลับไปมองอีกครั้งตอนที่จอดอยู่ขอบประตู ก็ไม่พบชายผู้นั้นแล้ว
“ฉันคงตาฝาดไปมั้งเห็นใครก็ไม่รู้ดูคล้ายๆกับคุณพัด”
พีรดาจึงแหย่เย้าด้วยความสนุกปาก“นี่แกบ้างาน ขนาดระบบสมองสั่งการให้เห็นภาพใครต่อใครเป็นนายแบบคนนั้นเชียวหรือยะ...ทุ่มเทแบบนี้ระวังเผลอตัวเอานายแบบคนนั้นมาดามอกที่หักไปหลายปีนะยะ รับรองว่าอีตาเสืออะไรนั่นคงได้ตามหึงแกจริงๆ...”
พีรดายังคงพูดอีกยืดยาวแต่วาตีไม่สนใจจะฟังแล้ว เพราะตอนนี้หล่อนชักสับสนไปหมดได้แต่พร่ำออกไปคำเดียวสั้นๆว่า
“...บ้า!”
//////////////////////////////////////////////////