กระทั่ง...สามวันต่อมาทุกอย่างในบ้านก็ยังคงปกติดีนั่นก็เพราะท่านทั้งสองพยายามทำตัวให้เป็ปกติเพื่อไม่ให้ลูกดูเครียดหรือคิดมากเกินไปเมื่อกินอาหารเย็นเสร็จนายอมรกับนางผกาก็ได้เดินไปนั่งที่ห้องนั่งเล่นดูละครหลังข่าวเหมือนเช่นทุกคืน
ทั้งสองนั่งชิดติดกันโดยมีลำแขนแกร่งของนายอมรโอบกอดเอวของนางผกาเอาไว้เป็การถ่ายทอดความรักด้านอริสาที่ได้นั่งคิดนอนคิดมาตลอดสามวันเต็มสุดท้ายเธอก็มาให้คำตอบกับบิดามารดาเสียที เท้าเรียวสวยเดินตามบิดามารดาแล้วนั่งข้างๆท่าน ก่อนจะโพล่งขึ้นมา
“คุณพ่อคุณแม่คะลูกหว้ามีเื่จะบอก คือลูกหว้าตกลงจะแต่งงานกับพี่กฤษค่ะ”
นางผกาหันไปมองหน้าสามีใกับคำพูดของลูกสาว“เมื่อกี้ลูกหว้าบอกว่าจะแต่งงาน แม่ฟังไม่ผิดไปใช่ไหมลูก”
“คุณแม่ฟังไม่ผิดไปหรอกค่ะ ลูกหว้าจะแต่งงานกับพี่กฤษ”
“หนูคิดดีแล้วใช่ไหมลูกเพราะนี่คือชีวิตทั้งชีวิตของลูกเองเลยนะ” นายอมรเอ่ยถามอย่างรู้สึกห่วงใย
“ลูกหว้าคิดดีแล้วค่ะและลูกหว้าก็เชื่อว่าคุณพ่อกับคุณแม่หวังดีอย่างแน่นอน”เธอบอกอีกครั้งพร้อมกับรอยยิ้ม
“ดีจริงๆขอบใจมากนะลูก แม่ดีใจที่สุดเลยรู้ไหมที่จะได้เห็นลูกสาวสุดที่รักเพียงคนเดียวแต่งงานเป็ฝั่งเป็ฝา”
นางโอบกอดลูกสาวเอาไว้ฝ่ายหญิงสาวก็ยิ้มออกมาอย่างเป็สุขที่สามารถทำให้มารดามีความสุขกับสิ่งที่เธอเลือกถึงแม้มันจะเป็ทางเลือกที่ทำร้ายตนเองก็ตาม แต่เธอก็ยอม ยอมเพื่อให้คนที่เธอรักมากที่สุดได้มีความสุข
‘ลูกหว้าขอโทษนะคะพี่กฤษแต่สักวันหนึ่งลูกหว้าจะทำให้พี่หันมารักลูกหว้าให้ได้ค่ะ’นึกขอโทษชายหนุ่มภายในใจ ก่อนจะสัญญากับตนเองอย่างหมายมั่น
“แล้วเมื่อวันก่อนทำไมหนูถึงปฏิเสธล่ะบอกแม่ได้รึเปล่าว่าเพราะอะไร” นางเอ่ยถาม
“เอ่อ!! ลูกหว้าก็แค่รู้สึกกลัวๆ น่ะค่ะ พอคิดว่าจะต้องจากที่นี่ไปและไม่ได้เจอกับทุกคน” เธอบอกออกไปตามที่ใจคิดแต่ก็ไม่หมดเสียทุกอย่าง
“โถ..ถึงหนูจะแต่งงานไปแล้วก็ใช่ว่าเราจะไม่ได้เจอกันนี่นา ถ้าลูกคิดถึงพ่อกับแม่ก็มาหาได้ตลอดเวลาและถ้าคิดถึงบ้านหลังนี้ก็สามารถมานอนค้างที่นี่ได้เหมือนกันถึงยังไงที่นี่ก็ยังเป็บ้านของลูกอยู่ดี”
ได้ยินมารดาพูดเช่นนั้นอริสาก็โผเข้าไปโอบกอดทันทีพร้อมกับซุกใบหน้าลงกับอกก่อนจะสะอื้นออกมาเบาๆ นายอมรที่นั่งอยู่ข้างๆ เมื่อเห็นภาพตรงหน้าก็ทำให้รู้สึกสงสารและรู้สึกใจหายไม่ใช่น้อย
เมื่อคิดว่าอีกไม่นานลูกสาวเพียงคนเดียวจะต้องจากอ้อมกอดไปอยู่กับผู้ชายอื่นที่ไม่ใช่พ่ออย่างเขาและต่อไปบ้านหลังนี้คงจะเหลือเพียงสองตายายเท่านั้นคิดแล้วก็เอามือลูบหัวลูกสาวอย่างปลอบโยน พร้อมกับโอบกอดผู้หญิงที่เขารักมากที่สุดทั้งสองคนเอาไว้
เช้าวันใหม่อากาศแจ่มใสวันนี้ช่างน่ายินดียิ่งนักกับเื่ดีๆ ที่ได้รับรู้มาตั้งเมื่อคืนนี้จึงทำให้ประมุขของบ้านอย่างนางกรองแก้วเดินมายังโต๊ะอาหารพร้อมรอยยิ้มที่โดดเด่นมาแต่ไกล ไม่มีเื่ไหนที่จะทำให้นางรู้สึกดีใจได้เท่ากับเื่นี้อีกแล้ว
“วันนี้ฉันจะออกไปหาหลวงพ่อที่วัด แม่แช่มไปกับฉันด้วยนะ”นางเอ่ยบอกหลังจากนั่งลงเสร็จสรรพแต่อีกฝ่ายกลับทำหน้ามึนงงก่อนเอ่ยถามอย่างใและคาดเดาไปต่างๆ นานา
“ไปหาหลวงพ่อ ไปทำไมกันคะ อย่าบอกนะว่า คุณผู้หญิงจะบวชชีหนีทางโลกเหตุเพราะคุณกฤษกับคุณลูกหว้าไม่ได้แต่งงานกัน”
นางกรองแก้วยิ้มออกมาอย่างขบขันกับความคิดของแม่แช่ม “จะบ้ารึแม่แช่มถ้าจะบวชก็คงจะเป็แม่แช่มนั่นแหละ ฉันไม่เอาด้วยหรอก อยู่ทางโลกก็สบายดีอยู่แล้วแต่ที่ฉันบอกว่าจะไปหาหลวงพ่อน่ะ แค่อยากจะให้ท่านหาฤกษ์ดีๆ ดูวันแต่งงานให้ก็เท่านั้น”นางแถลงไข แต่คราวนี้กลับเป็เสียงของน้อยที่เอ่ยถามขึ้นมาอย่างใแทน
“ตะ แต่งงานคุณผู้หญิงจะแต่งงานใหม่หรือคะ”
“พอๆๆ หยุดเลยอยากจะลาทางโลกพร้อมกันเลยไหม” นางกรองแก้วเอ่ยเสียงเข้ม พรางมองหน้าสองยายหลานสลับกันไปมาให้มันได้อย่างนี้สิ แต่ละคน
“อุ๊ย!! อย่าเลยค่ะคุณผู้หญิงน้อยยังมีอนาคตอีกยาวไกลขอส่งยายไปแทนแล้วกันค่ะ” หลานสาวผู้น่ารักเอ่ยบอกเสียงใส
“แน่ะ!!นังเด็กคนนี้ แช่มก็แค่ล้อเล่นน่ะค่ะว่าแต่คุณผู้หญิงหาฤกษ์เตรียมไว้ล่วงหน้าแบบนี้ มั่นใจได้ไงกันคะว่าคุณกฤษเธอจะยอมแต่ง แล้วไหนจะคุณลูกหว้าอีก”คราวนี้หล่อนเอ่ยถามอย่างเป็การเป็งาน โดยที่อีกฝ่ายยิ้มอารมณ์ดีตอบกลับมา
“มั่นใจสิแม่แช่มก็เมื่อคืนฉันเพิ่งจะได้รับข่าวดีมาจากผกา ว่าหนูลูกหว้าตกลงที่จะแต่งงานแล้วส่วนเ้าลูกชายตัวดีไม่ต้องเป็ห่วง รายนั้นน่ะหนีไปไหนไม่รอดหรอก หึหึหึ”
..........................................................................................................................................