“คิดถึงขอรับ! ครานี้ท่านพ่อจะพักกี่วันหรือขอรับ” เหวินเกอร์กอดคอฉินอิ๋น ใบหน้าน้อยๆ สอดเข้าไปในชุดคลุมหนังกระรอก ผงกศีรษะราวกับสับกระเทียม
ฉินอิ๋นยิ้มทว่าไม่ตอบ ได้แต่อุ้มเหวินเกอร์เดินไปยังประตูสอง
อากาศในเดือนสิบสองหนาวเย็นยิ่งนัก ฟางซื่อยืนอยู่กลางทางเดินภายใต้หลังคาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ เห็นคนที่กำลังเดินมาอยู่ไกลๆ นางก็ไม่เดินเข้าไปหาแต่อย่างใด ยืนรอเขานิ่งอยู่ เรือนกายคลุมด้วยผ้าคลุมสีแสดลายสีครามเข้มช่วยขับผิวของนาง ใบหน้าใสกระจ่างเกลี้ยงเกลาแลดูเลอค่าแบบเรียบง่าย ดั่งดอกกล้วยไม้ที่สะอาดบริสุทธิ์
เมื่อใบหน้าที่ฝ่าลมหนาวของฉินอิ๋นหันมามองสบตากับฟางซื่อ สายตาก็พลันอ่อนโยนลง เขาก้าวขึ้นไปบังลมหนาวที่เย็นถึงกระดูกให้นาง “อากาศหนาวขนาดนี้ออกมาทำไมกัน” เสียงของฉินอิ๋นนุ่มนวลนัก
ฟางซื่อยิ้มแล้วตอบ “ลูกทั้งสองอยากรีบมาหาท่านพี่”
สองสามีภรรยาอยู่กินกันมาสิบกว่าปีแล้ว ไม่จำเป็ต้องต้องเอ่ยอะไรกันมากมาย รอก็รอแล้ว ไม่มีเหตุผลต้องเอ่ยคำหวานแต่อย่างใด
“ทำไมท่านพี่ถึงกลับมาวันนี้ล่ะเ้าคะ” ฟางซื่อยื่นมือไปปัดน้ำค้างที่ตามปกหนัง มองคิ้วคมเข้มของเขาแล้วใจก็ละลายเป็หยดน้ำ “เห็นว่า่นี้เหตุการณ์ในวังไม่ค่อยสงบไม่ใช่หรือเ้าคะ”
ดูเหมือนว่าในวังมีปัญหาเื่พระคลังถูกปล้นชิง องค์ชายองค์หญิงตัวน้อยต่างล้มป่วยไปหลายองค์เพราะถูกหลอกว่านอกหน้าต่างมีภูตผีอาละวาด ผู้คนต่างหวาดผวา
่นี้ท่านพี่มัวแต่สืบเื่นี้ คราก่อนเอ่ยกับนางแล้วรอบหนึ่งยังบอกด้วยว่า่นี้คงไม่ได้กลับมา
ฉินอิ๋นเบนสายตาไปยังฉินหนิงจือที่ยืนนิ่งไม่เอ่ยอันใดอยู่ด้านข้าง แววตาเจือความสำนึกผิดและกระดากอาย “ข้าได้ข่าวว่าหนิงจือป่วย”...ก็เลยรีบกลับมาดูนาง ที่ไหนได้ หนิงจือหายดีตั้งนานแล้ว!
ฟางซื่อถึงได้สังเกตว่าเขาไม่ทันได้ผลัดเปลี่ยนชุดองครักษ์เสื้อแพรออกด้วยซ้ำ เขาเป็พ่อที่ใจดี กลัวก็แต่ว่าหนิงจือจะไปเสียมารยาทกับเขา
ฟางซื่อกลัวว่าฉินหนิงจือจะพูดอะไรที่ทำร้ายจิตใจคนฟังเลยคิดจะเอ่ยตัดหัวข้อสนทนานี้ไป ทว่าฉินหนิงจือกลับเอ่ยออกมาตรงๆ “ท่านพ่อ เหวินเกอร์บอกว่าท่านรับปากจะให้ลูกม้า ข้าเองก็อยากได้เหมือนกันเ้าค่ะ”
ฉินอิ๋นอึ้ง ก่อนค่อยๆ ยิ้มออกมาอย่างสบายใจ “ย่อมได้ ลูกหนิงอยากได้กี่ตัวก็ย่อมได้” เอ่ยปากขอสิ่งของกับเขาได้เช่นนี้แสดงนางว่าไม่ได้โกรธเขา
ฉินหนิงจือมองบิดาที่ยิ้มด้วยใบหน้ามีความสุข หัวใจก็เจ็บแปลบ...ภพก่อนนางมักจะฝันเห็นหน้าบิดาทุกคืน คิดถึงความรักความเอาใจของเขาที่มีต่อนาง คิดถึงท่านพ่อที่ให้อภัยนางโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ความรู้สึกเสียใจถาโถมเข้าใส่นางอย่างหนักหน่วงจนแทบหายใจไม่ออก
นางไม่เคยทำให้บิดาสบายใจเลย มีแต่พูดกระทบกระทั่งให้เขาผิดหวังเสียใจ พอบิดาตายจึงเสียใจเป็อย่างมาก คุกเข่าร้องไห้อยู่ในห้องเขาสามวันสามคืน บิดาก็ไม่ฟื้นกลับมา นางไม่มีโอกาสได้ชดเชยกับความเหลวไหลไม่รู้ความในวัยเด็กอีกแล้ว
ต่อมามารดาก็ตาย ชีวิตที่ไร้ซึ่งความหวังของนางก็ได้เริ่มต้นขึ้น...
การตายของบิดาเหมือนเชือกชีวิตของนางเส้นหนึ่งที่ขาด จากนั้นก็ราวกับฟ้าถล่มดินทลาย
ภพก่อนนางพยายามตามหาคนร้ายที่สังหารบิดา แต่อีกฝ่ายก็เหมือนกับหมอกขาวที่มองอย่างไรก็ไร้ตัวตน
จวบจนถึงวินาทีที่นางสิ้นลมหายใจ ความเสียใจและเคียดแค้นที่สุดคือไม่อาจทวงความยุติธรรมให้บิดาได้ ไม่ได้ตอบแทนความรักความเอาใจใส่ของเขาที่มีต่อนางเป็เวลาสิบกว่าปี
ตอนนี้นางฟื้นคืนชีพอีกครั้ง ์ให้โอกาสนางอีกครั้ง แล้วนางจะปล่อยให้ตัวเองตกระกำลำบาก มีชีวิตระทมไปกับความเคียดแค้นเสียใจเช่นนั้นอีกได้อย่างไร
“ลูกเอาแค่ตัวเดียว ขอเป็สีขาว แต่ท่านพ่อต้องเป็คนเลือกเองนะเ้าคะ” ฉินหนิงจือเก็บความเสียใจไว้แล้วเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว
ฉินอิ๋นทั้งอึ้งทั้งดีใจ ฟางซื่อก็ตกตะลึงเช่นกัน
เหวินเกอร์ที่อยู่ตรงนั้นถึงกับหันหน้ามามองจ้องฉินอิ๋น “ข้าก็ได้หรือ”
“แน่นอน เหวินเกอร์เรียนขี่ม้ากับพี่สาวได้” หากมีนางพาขี่ม้า ท่านย่าคงคิดว่าฉินหนิงจือพาน้องเกเรและไม่คิดว่าบิดาหรือมารดาเป็ผู้ยุให้บุตรชายคนเดียวของบ้านรองแหกกฎวงศ์ตระกูล นางคงจะไม่โกรธมากเท่าไรนัก
เหวินเกอร์ได้ยินดังนั้นก็ร้องขึ้นด้วยความดีใจ “ว้าว! ข้าจะมีม้าน้อยแล้ว” หากมีพี่สาว เื่ที่เขาเรียนขี่ม้าก็จะไม่ดูกะทันหันจนผิดตานัก ท่านย่าคงคิดว่าพี่สาวเป็คนผิด และไม่โกรธเกลียดเขา
จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าการที่มีพี่สาวก้าวร้าวสักคนก็ไม่ใช่เื่เลวร้ายสักเท่าไร อย่างน้อยพี่สาวที่อยู่ในกฎเช่นพี่หญิงรองนั้นคงไม่มีวันเรียนขี่ม้ายิงธนูเป็เพื่อนเขาแน่นอน
ฉินอิ๋นเห็นความสัมพันธ์ที่เริ่มจะดีขึ้นของสองพี่น้อง แววตาก็เผยรอยยิ้มแห่งความสุข
ฟางซื่อมองดูพลางส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย จากนั้นทั้งสี่ก็มีท่าทางมีความสุข พานให้หิมะในคืนเดือนสิบสองอบอุ่นขึ้น ฉินหนิงจือไม่รู้ว่าตนห่างหายจากความอบอุ่นเช่นนี้มานานเท่าไรแล้ว นางโหยหายิ่งนัก ถึงกับสาบานว่าจะจดจำไว้ไม่มีวันลืม
ฉินอิ๋นอุ้มเหวินเกอร์และจูงสองแม่ลูกกลับเรือนม่อเซี่ยงจวี จากนั้นฟางซื่อก็สั่งให้คนไปเตรียมชาขิงน้ำลำไยเพื่อให้ทุกคนดื่มสร้างความอบอุ่นต่อร่างกาย
ทั้งสี่ดื่มชาขิงในถ้วยชาสีขาวลายเหลียนฮวา กินของหวานหลายชิ้น ก่อนฟางซื่อจะสั่งให้ฉินหนิงจือพาเหวินเกอร์ไปท่องตำรา
ฉินหนิงจือเสียดายความอบอุ่นเช่นนี้ แต่นางก็รู้ว่ามารดามีธุระที่ต้องปรึกษากับบิดา จึงได้แต่พยักหน้า ก่อนพาเหวินเกอร์ออกไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจ
“ทำไมลูกหนิงถึงเปลี่ยนไปล่ะ” ฉินอิ๋นมองตามหลังฉินหนิงจือที่ลับตาไปแล้วพลางเอ่ยกับฟางซื่อด้วยรอยยิ้ม “เมื่อครู่ข้าเห็นเหวินเกอร์เอามือตะปบบนตัวนางจนเป็รอย นึกว่านางจะฟาดเข้าให้ ข้าใเลยรีบอุ้มเหวินเกอร์ขึ้น แต่นางกลับไม่โต้ตอบแต่อย่างใด”
ฟางซื่อได้ยินคำพูดเขาก็ขมวดคิ้ว “ท่านพี่พูดราวกับอยากจะให้หนิงจือฟาดเขา”
ฉินอิ๋นเอามือลูบจมูกเบาๆ แล้วยิ้มแหยๆ “นิสัยของลูกหนิงนั้นเหมือนข้ายิ่งนัก ตอนเด็กๆ ข้าก็ไม่ยอมคนเช่นนี้แหละ พอครานี้นางเปลี่ยนไปข้าเลยเกรงว่านางจะโดนเ้าจำกัดขอบเขตมากเกินไป”
เขาจำได้ว่าครั้งก่อนที่กลับจวน ฉินหนิงจือถูกฟางซื่อลงโทษเพราะร่วมมือกับซูเสียนจวิ้นจู่ไปเผาบ้านผู้อื่น เด็กตัวเล็กๆ นั่งคุกเข่าอยู่ตรงนั้นโดยไม่ยอมรับผิด บอกว่าตนปกป้องความยุติธรรม ทำเอาฟางซื่อโกรธจัดลงโทษให้นางนั่งคุกเข่าทั้งวันทั้งคืน แม้เขาจะขอร้องไปก็ไม่มีประโยชน์
แม่นมม่ออวิ๋นร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน ทั้งยังพูดอย่างเจ็บใจว่าจะไม่ปล่อยตามนิสัยฉินหนิงจือแล้ว หากวันหนึ่งนางไปทำผิดกฎหมายเข้า พวกเขาจะไม่อาจปกป้องนางได้ ทั้งยังบอกให้เขาไปหาดูว่ามีที่ใดที่มีแม่นมช่วยอบรมกิริยามารยาทให้นางได้บ้าง แม่นมม่ออวิ๋นตัดสินใจแล้วว่าจะดัดนิสัยที่กำเริบเสิบสานของฉินหนิงจือให้ได้
เขาเกรงว่าใน่ที่ตนไม่อยู่นี้ ฉินหนิงจืออาจจะถูกม่ออวิ๋นดัดนิสัยจนเปลี่ยนไปแล้ว
“อย่างไรเ้าคะ ก็เพราะทะเลาะกับเหวินเกอร์ถึงได้ตกน้ำเกือบไม่รอด ท่านพี่ยังจะเข้าข้างนางอีก!” ฟางซื่อทำหน้าไม่พอใจและผลักเขาออก ลืมไปว่าตนต่างหากที่เข้าข้างฉินหนิงจือมากที่สุด
ฉินอิ๋นไม่แก้ตัวแต่อย่างใด หัวเราะหึๆ “เดี๋ยวข้าก็ต้องไปแล้ว เ้ายังจะทำหน้าเ็าใส่อีกหรือ”
ฟางซื่อร้อนใจ “เพิ่งกลับมาแท้ๆ ทำไมถึงรีบไปนักล่ะเ้าคะ” ปกติเวลาเขากลับมาก็มักจะอยู่พักสี่ห้าวัน
ฉินอิ๋นโบกมือด้วยความไม่สบายใจ “เื่ในวังยังไม่เรียบร้อย ทั้งขุนนางก็ป่วยกันหลายคน องค์ชายแปดตัวน้อยก็ถูกหลอกจนเสียขวัญไปแล้ว ฮ่องเต้ทรงกำชับว่าต้องสืบความให้ได้ในสิบวัน ไม่เช่นนั้นองครักษ์เสื้อแพรก็อย่าได้คิดจะมีชีวิตอยู่ต่อ”
เขาพูดอย่างสบายๆ ทว่าฟางซื่อกลับใจเต้นตึกตัก “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เ้าคะ”
“บางทีอาจเกี่ยวข้องกับเฉิงอ๋อง” ฉินอิ๋นเอ่ยเสียงต่ำด้วยท่าทางจริงจัง
‘เฉิงอ๋องเช่นนั้นหรือ!’ ฟางซื่อใไม่กล้าเอ่ยอันใด
“แล้วท่านพี่จะทำเยี่ยงไรเ้าคะ” หากเื่นี้เกี่ยวข้องกับเฉิงอ๋อง ฮูหยินในเรือนเช่นนางรู้เื่นี้ไปแล้วจะมีผลอันใดเล่า
“ใต้เท้าหานจะต้องมีวิธีแน่” ฉินอิ๋นไม่อยากพูดอะไรมาก ใต้เท้าหานเป็ผู้บัญชาการสูงสุดของหน่วยองครักษ์เสื้อแพร เป็หัวหน้าของฉินอิ๋นและเป็ผู้มีพระคุณของเขา ฮ่องเต้ทรงนับถือและไว้วางพระทัยในตัวเขาเป็อย่างมาก มีเขาแล้ว ฉินอิ๋นก็ไม่จำเป็ต้องกังวลอะไรนัก
ฟางซื่อถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่หัวใจก็ยังเต้นแรงอยู่ดี
อยู่ข้างประมุขก็เหมือนอยู่ข้างเสือ แลกกับความมั่งคั่งและชื่อเสียงคับฟ้า ใครเล่าจะกล้าปฏิเสธว่านั่นไม่ใช่ดินแดนแห่งความตายหรือขุมนรก
นางยกชาขึ้นดื่มเพื่อข่มความกลัวในใจแล้วเอ่ย “เกิดเื่ขึ้นกับน้องสาม! รบกวนท่านพี่เป็ธุระช่วยสืบให้หน่อยนะเ้าคะ”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/e8c39af2eb995c5d8c97da730cbb055e