36 2-2
ตอนที่ 52 ลุงโม่สอนมาดีขอรับ (2)
บนหุบเขาถงฉางแห่งนี้ไม่เพียงแต่จะมีสัตว์อสูรดุร้ายเท่านั้น แต่ยังมีแมลงและพืชที่มีพิษสงร้ายกาจอยู่อีกนับไม่ถ้วน หากผู้ใดที่ช่องชำนาญเส้นทางและสามารถหลีกเลี่ยงการปะทะกับสิ่งเหล่านี้ได้ ย่อมสามารถเพิ่มโอกาสเสาะพบสมบัติที่ซ่อนอยู่ในหุบเขาถงฉางได้มากขึ้นเป็นเท่าตัว
ได้ยินสองคนเอ่ยปากบ่นรำพึงรำพันกันเช่นนั้น ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่เหลิงเจียวเหนียงสังเกตเห็นนกจำนวนหนึ่งกำลังจับกลุ่มส่งเสียงร้องจิ๊บๆอยู่ด้านนอก
“จิ๊บๆ (ได้ยินว่าจ้าวอินทรีครามสามารถทะลวงขึ้นสู่ระดับเก้าได้แล้ว!)”
“จิ๊บ...จิ๊บๆๆ (จริงรึ? ช่างโชคดีอะไรปานนั้น! ฟังว่ามันติดอยู่ที่ระดับแปดมานานกว่าสามร้อยปีแล้ว คิดว่าจะหมดหวังไปแล้วเสียอีก)”
ได้ยินบทสนทนาของนกสองสามตัวนั้น จู่ๆเหลิงเจียวเหนียงก็ถึงกับน้ำตาไหลรินออกมา
ในที่สุดก็ฟังรู้เรื่องแล้ว! ไม่เสียเปล่าโดยแท้ที่เพียรขยันฝึกฝนตามที่ท่านลุงโม่สั่งสอนมาตลอดทั้งคืน!
เหลิงหยุนเจียวหันมาหยิบถ้วยชาเพื่อจิบแก้กระหายเล็กน้อย จึงแอบสังเกตเห็นว่า เหลิงเจียวเหนียงกำลังร้องไห้น้ำตารินไหลอยู่
“เสี่ยวเปา เกิดอะไรขึ้น? หมั่นโถ่วติดคอหรือไม่?”
เหลิงเจียวเหนียงรีบส่ายหัวโดยไว
“แม่จ๋า ไฉนเราจึงไม่สอบถามจากเหล่าสัตว์อสูรโดยตรงเลยเล่า? เช่นเดียวกับที่สื่อสารกับจ้าวอินทรีครามวานนี้?”
เหลิงหยุนเจียวหยิบหมั่นโถวเข้าปากอีกคำ แววประกายความหวังสว่างวาบผ่านแววตา แต่อึดใจต่อมาก็อันตรธานหม่นลงเฉียบพลัน
จ้าวอินทรีครามตนนั้นได้ช่วยชีวิตของเหลิงเจียวเหนียงวานนี้ บางทีหากไปขอความช่วยเหลือจากมันอาจยังมีหวัง แต่...จะสื่อสารกับมันได้เช่นใด?
“แต่แม่ฟังภาษานกไม่รู้เรื่อง”
เหลิงหยุนเจียวกล่าวตอบไปเช่นนั้นก็จริง แต่ภายในใจเริ่มเดินหน้าคิดคำนวณหาแผนการแล้ว
ในเมื่อหวู่เหรินสามารถมาหานางได้เมื่อตอนเช้าตรู่ จึงมีความเป็นไปได้สูงว่า โม่เฉินหยวนอาจมีคำสั่งลับให้เขาเฝ้าติดตามนางอยู่ทุกฝีเท้า
ซึ่งหวู่เหรินเองก็เข้าใจภาษานก น่าจะเป็นเรื่องสะดวกไม่น้อย หากให้อีกฝ่ายช่วยติดต่อสื่อสารกับจ้าวอินทรีครามที่พบเจอเมื่อวานตนนั้น
“ไม่ต้องห่วงขอรับ ข้าฟังภาษานกรู้เรื่องแล้ว!”
“...” เหลิงหยุนเจียวถึงกับชะงักค้างไปชั่วขณะ เสี้ยวพริบตาต่อมา ร่างทั้งร่างของนางก็เสมือนกับมีรัศมีนางยักษ์ที่แสนดุร้ายแผ่ซ่านปรากฏขึ้น นางถามขึ้นเจือน้ำเสียงไม่สู้พอใจนัก
“เจ้ารู้ภาษานกได้เยี่ยงไร? หืม?”
“เอ่อ...ก็...ก็ข้าขอร้องให้ท่านลุงโม่สอนให้ในระหว่างที่แม่จ๋ากำลังแช่น้ำอยู่ขอรับ”
“โอ้? เรียนรู้ได้ไวปานนั้นเชียวรึ?”
“ก็..ก็ใช่ขอรับ...”
เหลิงเจียวเหนียงสัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านจากสายตาผู้เป็นแม่ได้อย่างชัดแจ้ง ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด กระทั่งตัวเขาเองยังรู้สึกเหงื่อเย็นแตกพลั่กเปียกชุ่มไปทั่วทั้งแผ่นหลัง
“มัน...มันไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยขอรับ เอ่อแล้วก็...ลุงโม่ก็สอนมาดีด้วยขอรับ”
ไป๋ซือหมิงสังเกตเห็นสีหน้าการแสดงออกที่แปรเปลี่ยนไปฉับพลันของเหลิงหยุนเจียวเช่นกัน เห็นว่าจังหวะเวลานี้ดูเหมาะสมที่จะเอ่ยถามแล้วเช่นกัน จึงร้องถามขึ้นด้วยความสงสัยว่า
“ลุงโม่คือใครอย่างนั้นรึ?”
เหลิงหยุนเจียวมิได้เป็นคนตอบ แต่เหลิงเจียวเหนียวขันอาสาตอบเองอย่างรวดเร็ว
“ที่จริงแล้ว ลุงขี้เหร่ผู้นั้นชื่อโม่ขอรับ แต่เพราะหน้าตาของเขาอัปลักษณ์นัก ท่านแม่ของข้าจึงเรียกเขาว่าลุงขี้เหร่มาโดยตลอด”
“อ่า...เช่นนี้เอง แต่พี่สาวถัง ท่านเองก็...”
ยังไม่ทันกล่าวถึงไหน เหลิงหยุนเจียวก็หันศีรษะขวับยิงสายตาคู่เย็นชาใส่อีกฝ่ายทันที ทำเอาไป๋ซือหมิงถึงกับปิดปากแทบไม่ทัน
“เมื่อครู่เจ้าอยากจะกล่าวว่าอันใด?”
“....” สัมผัสได้ถึงรัศมีความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของสตรีนางนี้ ช่างเป็นรังสีที่น่าสยดสยองประหนึ่งกำลังใช้นิ้วลูบไล้ไปตามคมมีดแหลมคม ไป๋ซือหมิงรีบส่ายหน้าไปมาอย่างรวดเร็ว
“ไม่มีอะไร ไม่มีอันใดกล่าว!”
“เช่นนั้นแล้ว เจ้าเองก็คงวางแผนที่จะปักหลักอยู่ในหุบเขาถงฉางนี้อีกสักพักสินะ?”
พี่ใหญ่หวังผู้ซึ่งกำลังลิ้มรสหมั่นโถวฝีมือตนเองอยู่เงียบๆมาโดยตลอด ในที่สุดก็เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงอันดัง
“ถูกต้องแล้วพี่ใหญ่”
ไป๋ซือหมิงพยักหน้าตอบ ก็อย่างที่พี่สาวถังกล่าวไป หากเขาเสาะหาตัวเถาวัลย์ไม้อสรพิษไม่พบ เขาก็ต้องตายอยู่ดี สู้พยายามเสี่ยงให้ถึงที่สุดจะดีกว่า
อย่างน้อยก็คงนอนตายตาหลับที่ได้พยายามอย่างเต็มที่และสุดความสามารถแล้ว
เหลิงหยุนเจียวย่อมตระหนักถึงนัยยะที่แฝงอยู่ในคำพูดประโยคนั้นของพี่ใหญ่หวังดี สภาพของสมาชิกทหารรับจ้างที่อยู่ด้านนอกไม่สู้ดีเอาเสียเลย พี่น้องที่ต้องตายไประหว่างการเดินทางก็มีไม่น้อยแล้ว ที่เหลือก็มีอาการบาดเจ็บหนัก บ้างถึงขั้นพิการก็มี หากปล่อยไปแบบนี้ต่อไป คงต้องเผชิญพบกับจุดจบที่แสนเลวร้ายอย่างแน่นอน
นางคาดการณ์ได้ทันทีว่า สิ่งที่พี่ใหญ่หวังกำลังจะพูดต่อจากนี้คือสิ่งใด
พี่ใหญ่หวังปรายตาชำเลืองมองไปทางเหลิงหยุนเจียว กล่าวขึ้นด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียดจริงจัง
“แม่นางถัง พูดตามสัตย์จริง สิ่งที่ท่านกล่าวมาคราก่อนนั้น ในความเห็นของข้าแล้ว ช่างเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี แต่ทั้งหมดก็เพื่อเสี่ยวไป๋ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ข้ายังอยู่ที่นี่”
“นี่ก็วันที่ห้าแล้ว หลังจากผ่านเหตุการณ์คลื่นสัตว์อสูรโกลาหลนับร้อยพันชีวิตถาโถมปะทะเข้าใส่ สมาชิกทหารรับจ้างที่พามาตายไปกว่าครึ่ง ที่เหลือก็อาการสาหัส หากไม่รีบพากลับไปรักษาเกรงว่าจะตายตามกันไปอีก”
“ข้าเต็มใจอยู่ที่นี่เพื่อเสี่ยวไป๋ แต่ชีวิตของสมาชิกทหารรับจ้างคนอื่นๆก็สำคัญไม่แพ้กัน ต้องขอโทษจริงๆ พวกเราคงมาไกลได้เท่านี้แล้ว”
เหลิงหยุนเจียวมิได้รู้สึกโกรธเกลียดพี่ใหญ่หวังเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม นางกลับรู้สึกเห็นใจและซาบซึ้งในความสัมพันธ์ระหว่างคนกลุ่มนี้ด้วยซ้ำ อย่างไรเสีย หากพูดถึงเรื่องเหตุการณ์คลื่นสัตว์อสูรที่โกลาหลแตกฮือในครานั้น นางเองก็มีส่วนผิดและต้องรับผิดชอบเช่นกัน
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เหลิงหยุนเจียวรู้สึกตกใจที่สุดก็คือ ไหนว่ากระแสเวลาภายในห้วงมิติพื้นที่ของโม่เฉินหยวนเดินช้ากว่าภายนอกมิใช่รึ? เหตุใดเมื่อนางออกมาจากที่นั่น เวลากลับล่วงเลยผ่านไปถึงห้าวันแล้ว! ซึ่งทั้งหมดนี้แตกต่างไปจากที่เจ้านั่นกล่าวไว้ก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง!
เมื่อทราบดังนี้ นางจึงสื่อจิตถามเหนียวเหนี่ยวทันทีว่า เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่
“พี่ใหญ่หวัง อย่าได้กังวลใจไปเลย เพียงเท่านี้ก็นับว่าท่านทำเพื่อข้ามากเกินพอแล้ว ข้าซาบซึ้งยิ่งนักและขอขอบคุณพวกท่านทุกคนจากใจจริง”