จู่ ๆ บนท้องนภาก็มีเรือวิเศษที่มีขนาดเท่ากับลานกว้างลำหนึ่ง ลอยลงมาจากชั้นเมฆ
เมื่อเห็นเรือวิเศษที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกตา มู่เชียนจิ่วก็รู้สึกตกตะลึงทันที เรือวิเศษลำนี้ใช่ลำเดียวกันกับในชาติก่อน ที่นางอยู่ว่าง ๆ จึงศึกษาและหลอมมันขึ้นมาหรือไม่!
แม้เรือวิเศษลำนี้จะเป็นเพียงสมบัติวิญญาณขั้นสูง แต่สามารถจุคนได้หลายพันคน อีกทั้งยังสามารถโจมตีและป้องกันได้อีกด้วย มูลค่าของมันจึงสูงกว่าสมบัติวิญญาณขั้นสุดยอดบางอย่างมาก!
ในศึกใหญ่ครั้งนั้น บรรดาเรือวิเศษที่นางหลอมขึ้นสร้างประโยชน์เอาไว้มากทีเดียว
จิ่งอี๋ที่อยู่ด้านหน้ากับเหล่าผู้อาวุโสมีท่าทางขึงขัง โดยเฉพาะเมื่อเห็นหน้ามู่เชียนจิ่ว นางก็ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว “เอาละ ขึ้นไปกันได้แล้ว”
เมื่อเห็นแววตาของจิ่งอี๋ มู่เชียนจิ่วก็เบะปากเล็กน้อย ‘เจ้าเด็กจิ่งอี๋เหตุใดยิ่งแก่ยิ่งคิดเล็กคิดน้อยเช่นนี้ได้นะ แต่จะว่าไปแล้ว การที่ยอดฝีมืออยู่มาหลายพันปี มีนิสัยทะนงตนบ้างก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้’
‘เพียงแต่นิสัยเช่นนี้ถ้าไม่แก้ไขละก็ หากต้องออกเรือนเกรงว่าคงจะแก้ยากแล้ว!’
‘อย่างไรเสียในโลกนี้จะมีบุรุษสักกี่คนที่ชอบสตรีดุ ๆ เช่นนี้กัน?’
เมื่อคิดถึงตรงนี้ มู่เชียนจิ่วก็มองจิ่งอี๋โดยไม่รู้ตัว ก่อนจะพบว่าอีกฝ่ายเองก็กำลังมองตนอยู่เช่นกัน สายตาของคนทั้งสองสอดประสานกันเพียงชั่วอึดใจ ก่อนที่จิ่งอี๋จะขมวดคิ้วและเป็นฝ่ายหันไปทางอื่น
‘บัดซบ สายตาเช่นนี้อีกแล้ว!’
จิ่งอี๋รู้สึกหงุดหงิดอย่างไร้เหตุ สายตาเช่นนั้นทำให้นางรู้สึกคิดถึงมากเหลือเกิน นางเลือกที่จะเชื่อว่าตนคงคิดมากไปเอง ทว่าสายตาเช่นนั้นมัน…
เห็นจิ่งอี๋หันไปทางอื่นแล้ว มู่เชียนจิ่วก็ได้แต่ส่ายหน้าและถอนหายใจออกมา ครั้นที่นางยังเป็นบรรพจารย์น้อย นางกังวลเรื่องการออกเรือนของจิ่งอี๋มาก!
คิดไม่ถึงว่าผ่านมาสามร้อยปี สุดท้ายนางก็ยังไม่ได้ออกเรือนจริง ๆ
อีกอย่าง อายุของจิ่งอี๋…อืม คงไม่เหมาะที่จะมีความรักแล้วกระมัง
ช่างเถอะ หากไม่ได้จริง ๆ ต่อไปก็แค่หาคนแก่สักคนมาอยู่เป็นเพื่อนนางก็คงพอแล้ว
จิ่งอี๋ไม่อยากเห็นหน้าซูจิ่วอีก สักนิดก็ไม่อยากมอง!
ทว่าจิ่งอี๋กลับไม่รู้ว่า เวลาเพียงชั่วอึดใจ มู่เชียนจิ่วกลับวางแผนชีวิตบั้นปลายให้นางไว้เสร็จสรรพแล้ว
หากนางรู้เข้าละก็ คงอาละวาดเป็นแน่
“คิดไม่ถึงว่าสำนักชิงอวิ๋นจะมีของวิเศษเช่นนี้ด้วย พี่ซู ท่านไม่แปลกใจสักนิดเลยหรือขอรับ?” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนที่กำลังพิจารณาเรือมังกร แววตาเต็มไปด้วยความใคร่รู้
ของวิเศษระดับนี้หากใช้ในการสู้รบ จะต้องเกิดประโยชน์มหาศาลเป็นแน่!
หากเสด็จพ่อรู้ว่าโลกนี้มีของเช่นนี้อยู่ละก็ จะต้องสนใจมากแน่นอน
มู่เชียนจิ่วนั่งลงอย่างเกียจคร้านที่มุมหนึ่งของเรือมังกร “แค่เรือที่เหาะได้ลำหนึ่งก็เท่านั้น มีอะไรน่าแปลกใจกัน”
“เรือที่เหาะได้?” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนจะจริงอย่างที่นางว่า แต่การหลอมสมบัติวิญญาณชิ้นใหญ่ขนาดนี้ คงใช้โลหะหายากไม่น้อยกระมัง?
ขณะที่มู่เชียนจิ่วนั่งพัก หวงฟู่จ้าวเอี้ยนก็นึกถึงถุงหอมในอกเสื้อขึ้นมาได้ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจว่า รอเข้าไปในแดนลับแล้ว ค่อยหาโอกาสมอบให้แม่นางซูก็แล้วกัน
เรื่องนี้เขารับปากแม่นางมู่เอาไว้ ย่อมต้องทำตามสัญญาให้ได้!
ไม่ไกลกันนัก มู่เทียนเซี่ยเห็นทั้งสองคนนั่งอยู่ด้วยกัน มุมปากของนางเผยรอยยิ้มเย็นออกมา
เวลานี้ท่านพ่อคงส่งคนเข้าไปในแดนลับแล้ว รอพวกเขาเข้าไปในแดนลับเมื่อใด ก็จะเป็นวันตายของพวกมันสองคน ส่วนตอนนี้ให้พวกมันมีโอกาสได้หายใจอีกสักพักก็แล้วกัน!
เมื่อคิดว่าอีกไม่นานตนก็จะสามารถชิงกระบี่ชิงซวงมาได้แล้ว ประกายความดีใจก็ฉายออกมาจากแววตาของมู่เทียนเซี่ย นั่นเป็นอาวุธเซียนของนาง นอกจากนาง ไม่ว่าใครก็อย่าหวังว่าจะได้ครอบครอง!
เพียงแต่มู่เทียนเซี่ยไม่ทันสังเกตว่า ชั่วขณะที่นางหมุนกายจากไป แววตาของมู่เชียนจิ่วมองไปที่นางคล้ายไม่ได้ตั้งใจ ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความเยาะเย้ยและดูแคลน
หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วยาม เรือมังกรลำใหญ่ก็มาถึงน่านฟ้าเหนือป่าทึบแห่งหนึ่ง ที่อยู่ห่างจากสำนักชิงอวิ๋นสามร้อยลี้
ผู้อาวุโสสูงสุดหยิบป้ายคำสั่งชิ้นหนึ่งออกมา ก่อนจะโยนออกไปกลางอากาศ
ป้ายคำสั่งแตกออก พร้อมกับเกิดรอยแยกขึ้นบนความว่างเปล่าตรงหน้าของทุกคน
ศิษย์ใหม่ที่อยู่ตรงหน้าต่างพูดคุยกันด้วยความตื่นตาตื่นใจ เพราะทุกคนล้วนเข้าแดนลับเป็นครั้งแรก เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะตื่นเต้นเช่นนี้
“ในแดนลับแห่งนี้มีสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ สมบัติวิเศษ พร และศิษย์จากสำนักอื่นด้วย!” ผู้อาวุโสสูงสุดมองศิษย์ใหม่ทุกคนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ของวิเศษสำคัญก็จริง แต่หากชีวิตหาไม่แล้ว ต่อให้พวกเจ้าได้ของวิเศษมามากมายเพียงใดก็ไร้ความหมาย ดังนั้นภารกิจของพวกเจ้าคือ การฝึกฝนให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น และมีชีวิตรอดกลับมาให้ได้ เข้าใจหรือไม่?”
“ขอรับ/เจ้าค่ะ พวกเราน้อมรับคำชี้แนะของผู้อาวุโสสูงสุด!” บรรดาศิษย์ใหม่ต่างเอ่ยรับคำเป็นเสียงเดียวกัน
ผู้อาวุโสสูงสุดจึงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “พวกเจ้ามีเวลาฝึกฝนในแดนลับแค่สองเดือน หากสองเดือนผ่านไปยังไม่ออกมา ทางเข้าของแดนลับจะถูกปิดลง ถึงตอนนั้นพวกเจ้าจะต้องหาทางออกมาเอง”
มู่เชียนจิ่วกะพริบตาปริบ ๆ ที่ผ่านมาการฝึกฝนสูงสุดจะใช้เวลาแค่หนึ่งเดือนเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าครั้งนี้จะเพิ่มเวลาขึ้นอีกหนึ่งเท่า
จากนั้นบรรดาศิษย์ใหม่ต่างก็ถามคำถามเกี่ยวกับแดนลับมากมาย ผู้อาวุโสสูงสุดเองก็ตอบทุกคำถาม “ในเมื่อพวกเจ้าเข้าใจกฎแล้ว เช่นนั้นก็เข้าไปเถอะ!”
“ไปเถอะ” มู่เชียนจิ่วเอ่ยกับหวงฟู่จ้าวเอี้ยน ก่อนจะกระโดดเข้าไปในแดนลับเป็นคนแรก
หวงฟู่จ้าวเอี้ยนเห็นผู้อาวุโสสูงสุดพยักหน้าให้ก็กระโดดตามเข้าไปทันที
ศิษย์คนอื่น ๆ ก็ตามเข้าไปติด ๆ เกรงว่าหากเข้าไปช้าก้าวหนึ่ง สมบัติจะถูกคนอื่นแย่งไป
“เซี่ยเอ๋อร์” จิ่งอี๋เรียกมู่เทียนเซี่ยเอาไว้ “จงจำเอาไว้ อย่าละโมบเป็นอันขาด หากพบอันตรายต้องหาทางเอาชีวิตรอดให้ได้ก่อน”
“เจ้าค่ะ อาจารย์” มู่เทียนเซี่ยค้อมศีรษะ ชั่วพริบตาที่นางหมุนกาย ความเย็นเยียบในดวงตาราวกับจะแผ่ออกมาก็มิปาน
นางจะต้องเห็นแววตาสิ้นหวังของซูจิ่วให้ได้ เหมือนตอนที่นางเคยบีบให้นางสารเลวมู่เชียนจิ่วต้องตายมาแล้ว!
หลายวันมานี้ นางผสานชีพจรวิญญาณระดับฟ้าเข้ากับร่างกายเรียบร้อยแล้ว ตบะบารมีก็ก้าวเข้าสู่ระดับมายาเดียวดายขั้นกลาง นางต่างหากที่เป็นคนที่สวรรค์โปรดปราน ผู้ที่มาขวางทางของนาง มันจะต้องตายให้หมด!
----------
ภายในแดนลับ
มู่เชียนจิ่วถูกส่งมายังมุมหนึ่งของป่า บรรดาศิษย์ที่ตามมาทางด้านหลัง รวมทั้งหวงฟู่จ้าวเอี้ยน ต่างก็ถูกส่งไปยังที่ต่าง ๆ ของแดนลับเช่นกัน
“ออกมาได้แล้ว”
“ลูกพี่ขอรับ!” ซู่เหยยื่นศีรษะออกมาจากแขนเสื้อ จากนั้นก็ปีนขึ้นไปบนบ่าของมู่เชียนจิ่ว
“ข้าสัมผัสได้ถึงของวิเศษบางอย่าง อยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกลขอรับ!”
ตอนขึ้นเรือมังกร เพื่อไม่ให้เหล่าผู้อาวุโสสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของมัน ซู่เหยจึงทำให้ตนเข้าสู่สภาวะแกล้งตาย
เมื่อมันตื่นขึ้นก็รู้สึกถึงไอวิญญาณอันแรงกล้ามหาศาล อีกทั้งมันยังสามารถใช้ความเข้มข้นของไอวิญญาณแยกแยะระดับขั้นของของวิเศษได้อีกด้วย
เช่นนี้จึงสามารถประหยัดเวลาไปได้ไม่น้อย
“ไป ไปเปลี่ยนชุดกันก่อน” มู่เชียนจิ่วเอ่ยขึ้นพร้อมกับมองหาที่มิดชิด จากนั้นก็เปลี่ยนชุดจากอาภรณ์สีดำเป็นชุดกระโปรงยาวสีแดงสด!
มู่เชียนจิ่วยกมือขึ้นลูกศีรษะโล้น ๆ ของตนเอง จากนั้นก็หยิบหมวกใบหนึ่งออกมาสวม
บรรดาศิษย์ที่เข้ามาในแดนลับ มีเพียงหวงฟู่จ้าวเอี้ยนเท่านั้นที่รู้ว่านางเป็นสตรี ศิษย์ใหม่คนอื่นรวมถึงมู่เทียนเซี่ยต่างก็คิดว่านางเป็นบุรุษ
ซึ่งก็หมายความว่า หากนางกลับมาแต่งกายเป็นสตรี คนอื่นก็จะไม่มีทางรู้ได้ว่านางคือซูจิ่วอย่างแน่นอน!
ยิ่งไปกว่านั้น ในแดนลับแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงศิษย์ของสำนักชิงอวิ๋นเท่านั้น ยังมีศิษย์จากสำนักอื่นไปจนถึงผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรรวมอยู่ด้วย ดังนั้นต่อให้นางสังหารมู่เทียนเซี่ยในแดนลับแห่งนี้ คนอื่นก็ยากจะรู้ได้ว่าเป็นนาง
หลังจากเปลี่ยนชุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว มู่เชียนจิ่วก็หยิบผ้าสีดำผืนหนึ่งขึ้นมาปิดบังใบหน้าเอาไว้ ก่อนจะยกยิ้มด้วยความสะใจ นางจะให้มู่เทียนเซี่ยลิ้มรสของการเป็นคนไร้ค่าให้ได้!
“ไป พวกเราไปหาสมบัติกันเถอะ!”
ซู่เหยเองก็ดีใจเช่นกัน มันอยู่ในผาสำนึกผิดมาหลายพันปี นอกจากต้นพุทราต้นนั้นที่ไม่สามารถขนย้ายได้แล้ว ของที่มีมูลค่าอื่น ๆ ล้วนถูกมันแทะไปจนหมดแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นครั้งแรกที่มันและลูกพี่ได้ทำงานร่วมกัน ดังนั้นต้องแสดงความสามารถให้เต็มที่ซะแล้ว!
“ลูกพี่ พวกเราไปทางนั้นกันขอรับ!” ซู่เหยยกอุ้งเท้าและชี้ไปทางหนึ่ง
มู่เชียนจิ่วมองดูครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาจนตาหยิบหยี “ที่นี่เจ้าว่าอย่างไร ข้าก็ว่าอย่างนั้น ไปกันเถอะ!”
.
.
.