แสงสีส้มของพระอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลอดผ้าม่านผืนบางที่ขาดเป็รูโหว่เข้ามาในห้อง ผ้าม่านผืนนี้อยู่กับหลินเยว่ชิงมาั้แ่เด็กจนบัดนี้เก่าขาดจนแทบจะไม่มีชิ้นดีแล้ว คนในจวนก็ยังไม่มีใครสนใจที่เปลี่ยนให้เลยแม้แต่น้อย อย่าว่าแต่ผ้าม่านเลยข้าวของภายในของนางต่างก็เป็ของเก่าที่ไม่ใช้แล้วของหลินเสี่ยวหรงทั้งสิ้น
หลินเยว่ชิงตื่นมาในสภาพที่งัวเงีย มือข้างหนึ่งขยี้ตาเล็กน้อย สำรวจมองไปรอบห้องก็ไม่มีอะไรผิดปกติ มีเพียงแค่ิญญาตนเดิมที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะกลางห้อง กำลังมองมาที่นาง
สายตาที่มองมานั้นไม่ได้มีแววว่าจะคุกคามใดๆ เพียงแต่มองด้วยสายตาตามปกติ หลินเยว่ชิงมองกลับไปเหมือนจะทักทายแต่ก็ไม่ได้กล่าวว่ากระไร
“วันนี้ต้องไปสำนักศึกษา” จ้าวเลี่ยงเฟิ่งพูดขึ้น
มองดูแล้วแม่นางน้อยผู้นี้ดูไม่มีความกระตือรือร้นเอาเสียเลย วันนี้จะได้ออกจากจวนไปพบกับอาจารย์และเพื่อนๆ ถ้าเป็คนอื่นคงดีใจจนะโโลดเต้น ทว่านางกลับทำตัวหมดอาลัยตายอยากเสียอย่างนั้น ชีวิตไม่้าสีสันแล้วหรืออย่างไร
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งนึกภาพไม่ออกว่าหากตนมีชีวิตแบบหลินเยว่ชิงผู้นี้จะน่าเบื่อสักเพียงไหน คงจะต้องอึดอัดจนตายเป็แน่ ดีที่ชีวิตที่ผ่านมาของตนนั้นมีสหายมากมาย ความเป็อยู่จึงได้รื่นรมย์กว่า แต่พอมองกลับมาก็อดที่จะเห็นใจนางไม่ได้
ไม่มีคำตอบกลับใดออกมาจากปากของหลินเยว่ชิง นางไม่ได้สนใจที่จ้าวเลี่ยงเฟิ่งพูดเลยแม้แต่น้อยเพียงแต่ลุกขึ้นมาแล้วเดินไปยังห้องอาบน้ำ ตักน้ำใส่อ่างเล็กจัดการล้างหน้าบ้วนปาก
ความจริงแล้วคุณหนูแต่ละคนจะต้องมีสาวใช้หนึ่งคนคอยปรนนิบัติรับใช้ คอยตักน้ำใส่อ่าง เตรียมเสื้อผ้าไว้ให้ แต่ว่าสาวใช้ประจำกายของหลินเยว่ชิงนั้นไม่ได้สนใจนางเลย จะมาหาก็ต่อเมื่อเอาสำรับอาหารมาให้เท่านั้น เพราะคิดว่านางเป็แค่คุณหนูตกอับจะโดนไล่ออกจากจวนเมื่อไหร่ก็ยังไม่รู้ อีกทั้งฮูหยินกับคุณหนูใหญ่ก็ออกจะชิงชังนางถึงเพียงนั้น ตนไม่อยากโดนหางเลขไปด้วยจึงได้เอาตัวออกห่าง ทำหน้าที่พอให้จบไปวันๆ
วันนี้จ้าวเลี่ยงเฟิ่งยังคงติดตามหลินเยว่ชิงไปเหมือนเดิม เมื่อหลินเยว่ชิงเตรียมตัวพร้อมแล้วทั้งสองจึงเดินออกมาที่ประตูจวนพร้อมกัน
รถม้าจอดที่ด้านหน้า เป็รถม้าคันใหญ่ของตระกูลที่ซินเฟยกับหลินเสี่ยวหรงใช้ประจำ ที่จวนจะมีรถม้าสองคันคันหนึ่งสำหรับหลินเจิ้งหานส่วนอีกคันสำหรับสองแม่ลูกคู่นี้ ส่วนหลินเยว่ชิงหากจะไปไหนก็ให้เดินเอา แต่นางก็แทบไม่ได้ไปไหนเลยจึงไม่เป็ปัญหา
หลินเยว่ชิงมาถึงที่ข้างรถม้า นางยังคงก้มหน้าก้มตาเช่นเดิม การแต่งกายไปสำนักศึกษาของนางวันนี้ไม่ได้ต่างจากตอนอยู่จวนเลย ชุดสีขาวที่ซักจนเก่า ปะชุนแล้วปะชุนอีกจนเป็รอยด้ายสีขาวจางๆ ตามชายกระโปรง ทรงผมที่รวบอย่างไม่เป็ระเบียบเรียบร้อยเนื่องจากไม่มีคนมาช่วยจัดการให้จึงทำให้ผมบางส่วนหล่นลงมาปรกหน้า ดูไม่มีสง่าราศีของความเป็คุณหนูจวนขุนนางเลยแม้แต่น้อย
ั้แ่เกิดมาหลินเยว่ชิงก็อยู่ในสภาพนี้มาตลอด ชุดที่นางใส่เทียบกับชุดของสาวใช้ในจวนไม่ได้เสียด้วยซ้ำ ถ้าหากคนที่ร้านผ้าเอาเสื้อผ้ามาให้นางก็มักจะถูกหลินเสี่ยวหรงแย่งไปเป็ประจำ ที่แย่งไปก็ไม่ได้ใส่เพียงแค่ไม่้าให้นางได้ใส่เสื้อผ้าดีๆ ก็เท่านั้น ของอย่างอื่นเช่นเครื่องหอมเครื่องประทินผิว เครื่องประดับต่างๆ ก็ไม่เคยได้ใช้เพราะว่าไม่มีเงินพอที่จะซื้อ
แม้จ้าวเลี่ยงเฟิ่งจะเห็นสภาพที่น่าอนาถของหลินเยว่ชิงแล้ว แต่ก็ไม่ได้คิดที่จะพยายามเปลี่ยนแปลงนางในทันที ด้วยเพราะรู้ว่าสิ่งที่ทำเป็กิจวัตรเช่นนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงกันได้ง่ายๆ หากนางหักดิบจับหลินเยว่ชิงเปลี่ยนแปลงตัวเองขึ้นมาอาจจะถูกต่อต้านได้ จึงคิดว่าจะใช้วิธีค่อยๆ ปลูกฝังไปทีละอย่างจะดีกว่า
ยืนรออยู่นานแต่ก็ไม่เห็นว่าหลินเยว่ชิงจะก้าวขึ้นรถสักที จ้าวเลี่ยงเฟิ่งสงสัยแต่ก็ไม่ได้ถามออกไป คาดเดาเอาเองว่านางคงจะต้องรอหลินเสี่ยวหรงเป็แน่เพราะจะต้องไปที่สำนักศึกษาด้วยกัน แต่เหตุใดจึงไม่เข้าไปรอข้างในรถม้าทว่าเลือกที่จะทนยืนอยู่นาน
แล้วคำตอบก็ปรากฏขึ้นเมื่อหลินเสี่ยวหรงมาถึง นางก้าวขึ้นรถม้าเป็คนแรกหลังจากนั้นหลินเยว่ชิงจึงได้ตามขึ้นไป ที่แท้ก็เป็เพราะต้องให้เกียรติหลินเสี่ยวหรงขึ้นรถม้าก่อน
“ที่จริงแล้วท่านพ่อไม่ควรให้เ้าขึ้นรถม้าไปสำนักศึกษากับข้าเสียด้วยซ้ำ อย่างเ้าต้องเดินไปเองถึงจะถูก” หลินเสี่ยวหรงพูดพลางมองหลินเยว่ชิงั้แ่หัวจรดเท้า จากนั้นจึงสะบัดหน้าหนีไปทางหน้าต่างรถ
เวลาไปไหนมาไหนด้วยกันหลินเสี่ยวหรงมักจะพูดจาดูถูกหลินเยว่ชิงอยู่เสมอทั้งต่อหน้าและลับหลังผู้คน ยิ่งถ้าต่อหน้าผู้คนแล้วนางสามารถทำให้หลินเยว่ชิงอับอายได้ก็จะรู้สึกสะใจ ดังนั้นตอนที่อยู่ในสำนักศึกษาหลินเสี่ยวหรงจึงมักจะกลั่นแกล้งให้หลินเยว่ชิงต้องอับอายอยู่เป็ประจำ
หลินเยว่ชิงได้ยินคำพูดนั้นแล้วแต่ก็ไม่ได้ตอบโต้ ในใจเพียงแต่คิดว่าถ้าไม่ต้องนั่งรถม้าไปที่สำนักศึกษากับหลินเสี่ยวหรงอย่างเช่นทุกวันนี้ก็คงดี นางยินดีที่จะเดินไกลหลายลี้ถ้าท่านพ่ออนุญาต แต่ถ้าเป็ไปได้ก็ไม่อยากไปสำนักศึกษาเสียด้วยซ้ำ
ปกติแล้วพวกนางจะต้องไปเรียนที่สำนักศึกษาทุกวันจะมีวันหยุดก็แค่่งานเทศกาลต่างๆ เท่านั้น แต่เนื่องจากก่อนหน้านี้จะมีพิธีปักปิ่นและการจัดงานก็มีเื่ต้องทำมากมาย พวกนางเองก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับงานนี้ด้วย ท่านอาจารย์จึงให้หยุดเป็กรณีพิเศษ และเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วก็ต้องกลับไปเรียนตามปกติ
เมื่อรถม้าแล่นมาถึงเขตของเมืองหลวงชั้นในก็ต้องลดความเร็วลง เนื่องจากเมืองหลวงชั้นในมีกฎว่าห้ามผู้ใดควบขี่หรือขับรถม้าด้วยความเร็วอันเป็เหตุให้ผู้อื่นหวาดกลัวหรือเกิดความวุ่นวาย เว้นเพียงแต่ขุนนางที่ทำหน้าที่ผู้ตรวจการหรือเหล่าแม่ทัพนายกองที่มีเื่ด่วนต้องรายงานต่อราชสำนักเท่านั้น