บทที่ 34-คุณชาย ไฉนท่านจึงโง่--
เหมยกุ้ยเก็บกระดาษใบนั้นเอาไว้ นางคิดว่ามันอาจจะมีความนัยลับที่หานโจวต้องการบอกหรือไม่อย่างไร ถึงประโยคที่เขียนจะมีแต่ความแปลกประหลาดก็ตาม เอาเป็นว่านางเลือกเก็บเอาไว้กับตัวดีกว่า หากท่านอ๋องย้อนมาคราวหน้านางค่อยถามไถ่
ความคิดนี้ของหญิงสาวเป็นการคาดการณ์เผื่อ นางย่อมต้องรับมือกับสิ่งที่ไม่รู้จึงเลือกป้องกันไว้ทุกทาง
แต่มีสิ่งหนึ่งที่นางคิดไม่ถึงนั่นก็คืออีกสามสี่วันต่อมา หานโจวก็มาปรากฏตัวต่อหน้านางอีก พูดทักทายหนึ่งถึงสองประโยคเขาก็จากไป นางยังไม่ทันถามอะไรเขาก็ทิ้งกระดาษที่เต็มไปด้วยกลอนพิลึกไว้เช่นเคย
เหมยกุ้ยยังจำได้ถึงบทกลอนเมื่อเช้าที่เขานำมาให้กับนาง
'คิ้วดกดำของเจ้าโก่งดันคันศร ดวงตาราวกับผลเมล็ดซิ่ง ริมฝีปากของเจ้าดั่งบุปผาสีแดงสด เรือนร่างสะโอดสะองเป็นหนึ่ง เทพธิดาแห่งแดงสวรรค์ยังต้องพ่ายแพ้ เจ้าคือยอดพธูของข้า คุณชายจำความหมายในแบบฉบับง่าย ดังนี้ คิ้วของเจ้า...'
ความในนั้นล้วนเป็นสิ่งที่ใช้สมองมากเท่าไร เหมยกุ้ยก็ไม่มีวันรู้ถึงจุดประสงค์ของคนที่นำมา หากเป็นบุรุษผู้อื่นนางคงคิดว่าเขามาจีบ แต่เมื่ออีกฝ่ายเป็นท่านอ๋องและมีคำแปลแปลกๆ ตรงท้าย นางจึงมิอาจคิดไปในทางนั้น
นี่คงเป็นสารเกี่ยวกับทหารหรือความลับกระมัง?
ในขณะนั้นหานโจวก็เพิ่งก้าวเท้าเข้าโรงเตี๊ยม พลันมีร่างกลมๆ ของชายผู้หนึ่งถลาเข้ามาหา เขาคือเจ้าของโรงเตี๊ยมที่คอยดูแลอยู่ที่นี่
"เชิญทางนี้ขอรับคุณชาย เชิญนั่งที่ข้าจัดเตรียมไว้ให้" ชายอายุมากกว่ามิอาจปกปิดสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง เขาผายมือเชื้อเชิญหานโจวให้นั่งโต๊ะที่ลับตาคน
เมื่อทั้งสองนั่งลง คนที่เข้ามาต้อนรับก็รีบถามขึ้น "เป็นอย่างไรบ้างขอรับคุณชาย"
"เจ้าชื่ออะไร"
คำถามที่ออกมาจากปากของชายสีหน้าราบเรียบทำให้ชายวัยกลางคนแทบจะกระอักเลือด
ในเมืองแห่งนี้โรงเตี๊ยมของเขาถือว่าเป็นอันดับหนึ่งไม่มีสอง! ผู้อื่นล้วนรู้จักและให้ความเคารพเขาในฐานะคนมีเงิน แต่ชายตรงหน้านี้อยู่ร่ำสุรากันมาหลายชั่วยาม ทว่ากลับไม่รู้ชื่อของเขา!?
นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่เจ้าของโรงเตี๊ยมเช่นเขารู้สึกสูญเสียหน้า
แต่เมื่อมองบุรุษที่ดูแล้วมีกลิ่นอายสูงส่ง แถมกระเป๋าหนัก ก็ได้แต่ส่งยิ้มทางการค้าพลางตอบคำถาม
"เรียนคุณชาย ข้ามีนามว่าเย่หวังขอรับ"
หานโจวไม่แม้แต่จะพยักหน้ารับ เขาเอ่ยปากต่อ "เจ้าจะให้ข้าส่งกลอนให้นางเช่นนี้ไปเรื่อยๆ อย่างนั้นหรือ ข้าไม่เห็นจะมีประโยชน์อันใด"
เย่หวังรับรู้ถึงรสของเลือดในปาก แต่เขาก็กัดฟันถามต่อ "ตอนที่ท่านร่ายกลอนให้นางฟัง นางไม่มีท่าทีเขินอายอย่างไรเลยหรือขอรับ"
"สีหน้าของนางฉายแววงุนงง แต่ไม่มีเสี้ยวของความเขินอายสักนิด"
"จะเป็นไปได้อย่างไรกัน!? " เย่หวังเบิกตากว้างเท่าที่เสี้ยวเล็กๆ จะสามารถทำได้ ภายในหัวเต็มไปด้วยความสับสน
กลอนที่เขาเขียนให้ท่องจำล้วนแล้วมาจากเมื่อครั้งยังหนุ่ม เหล่าสตรีใดได้รับฟังพร้อมสบแววตาหวานล้ำของเขาก็มีแต่เขินอายกันทั้งนั้น
เหตุใดภรรยาของคุณชายผู้นี้ถึงใจแข็งนัก ขนาดมีบุตรชายร่วมกันแล้วแท้ๆ
"ท่านเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงหวานซึ้งหรือไม่ขอรับ"
"ข้าไม่ได้เอ่ย ทำเพียงยื่นให้"
ยิ้มของเย่หวังแข็งค้าง เริ่มรู้สึกแปลกๆ กับคำอธิบายของคุณชายตรงหน้า เขาจึงถามเพิ่มให้ละเอียดมากขึ้น "หมายความว่าอย่างไรขอรับ"
"ข้าส่งกระดาษให้นาง ไม่ได้พูดกับนาง"
"อะไรนะขอรับ!? ทำไมท่านจึงไม่พูดเล่า? "
"ต้องพูดด้วยหรือ เขียนก็ได้เหมือนกัน แถมนางยังนำกลับไปอ่านซ้ำได้อีกหลายรอบด้วย" หานโจวคิดไปไกล...ไกลจนไม่มีผู้ใดตามทัน ทว่าเขาก็ยังยึดมั่นกับความคิดตนเอง "สารของข้าที่ส่งให้ลูกน้องก็เป็นจดหมาย หากแจ้งเรื่องสำคัญจนถึงชีวิตอ่านเสร็จก็เผาทิ้ง หากสำคัญรองลงมาก็เก็บไว้ย้ำเตือน"
หานโจวทำราวกับสิ่งที่ตนตัดสินใจเป็นเรื่องที่สมควร ทำเอาเย่หวังถึงกับอ้าปากค้าง
"คุณชาย! ไฉนท่านจึงโง่-" ยังไม่ทันพูดจนจบประโยค ปรากฏมีดสั้นเล่มหนึ่งพุ่งตรงเข้ามาพาดตรงลำคอ
เย่หวังเหลือกตาขณะจ้องหานโจวที่ไม่รู้ขยับตอนไหนเอามีดออกมา
"หากเจ้าอยากตายก็จงพูดให้จบ" น้ำเสียงเย็นเยียบดังพร้อมรอยยิ้มหยัน
"ข้าขออภัยขอรับ...คะ...คุณชาย! เป็นข้า...เป็นข้าที่พูดไม่ดีเอง! ข้าหมายถึงไฉนข้าจึงโง่นัก! " น้ำเสียงสั่นเทาดังราวกับกระซิบ เนื่องจากคนพูดคล้ายกับจะเป็นลมไปเสียแล้ว
หานโจวเก็บมีดสั้นที่เขาเอาไว้ใช้ล่าสัตว์ตัวน้อย ใช้ดวงตาคมเข้มจ้องมอง
เย่หวังเอามือจับรอบคอที่เกือบจะขาดออกจากตัว เขาสูดลมหายใจพร้อมกล่อมใจให้สงบอย่างยากลำบาก
เย่หวังที่มีใบหน้าซีดจนตอนนี้เขียวคล้ำกระแอมไอในลำคอ "คุณชาย ข้าบอกท่านแล้วว่าจะใช้การปฏิบัติกับภรรยาเหมือนลูกน้องท่านไม่ได้ ช่างปะไร ข้าคิดออกแล้ว เห็นทีใช้แค่วิธีนี้อย่างเดียวไม่ได้ขอรับ" น้ำเสียงจริงจังเอ่ยขึ้น การรั้งตัวอีกฝ่ายไว้ก็หมายถึงโรงเตี๊ยมจะได้รับถุงเงินหนา เขาต้องพยายาม!
หานโจวเลิกคิ้วขณะกอดอก "มีวิธีใดอีก"
ใบหน้าเขียวคล้ำของเย่หวังแปรเปลี่ยนเป็นปกติ ชายวัยกลางคนปรับตัว รีบแย้มยิ้มประจบ "ข้าขอเอาหัวเป็นประกัน..." เขาเอ่ยมาถึงตรงนี้ก็ชะงัก นึกถึงความคมของมีดเล่มเล็กที่เกือบจะบาดลำคอเมื่อครู่ก็เปลี่ยนคำพูดเสียใหม่
"ด้วยเกียรติของบุรุษรูปงามที่มากเสน่หาเช่นข้า ข้าขอรับรองว่าภรรยาของคุณชายจะต้องรักคุณชายมากยิ่งขึ้น นางจะยอมคลอดบุตรให้แก่ท่านเป็นสิบๆ คนขอรับ! "
หานโจวไม่ได้เอ่ยอะไร อันที่จริงเขาไม่เชื่อตั้งแต่ประโยคขึ้นต้นที่จอมปลอมอย่างบุรุษรูปงามนั่นแล้ว มีท้ายประโยคที่ความหมายดีหน่อย
ไอ้พวกองครักษ์น่าตายพวกนั้น ฝึกฝนมาแต่การฆ่ากับการสะกดรอยจริงๆ! รอบกายเขาไม่มีผู้ใดเชี่ยวชาญด้านสตรีเลยสักคน!
จ้องชายเจ้าของโรงเตี๊ยมที่พูดไปหน้าก็ขยับไป เส้นผมบางเบาปลิวจนเหมือนจะหลุดจากหัวได้ทุกเมื่อ นี่คือสภาพของชายรูปงาม...
เอาเถิด
"ข้าจะยอมเชื่อเจ้า" หานโจวผงกหัวเล็กน้อยจนแทบจะเป็นไม่ขยับ ทว่าภายในใจมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า นับพันวิธีก็จะทำเพื่อไม่ให้ผู้ใดคิดหนีอีก
ข้าจะต้องทำให้เจ้ายินดีกลับไปที่จวนกับข้าให้จงได้ เหมยกุ้ย!
___________________________________________________
โอ๊ย สอนไม่จำนะนักเรียนหานโจว เริ่มบทเรียนใหม่เลยเจ้าค่ะ!