ยอดหมอหญิงเทพโอสถ

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 68 สรรพคุณของยา วางแผนประทุษร้ายถึงชีวิต

            ผู้คนทั้งภายในและภายนอกศาลพิจารณาคดี ต่างก็รู้สึกประหลาดใจเพราะได้ยินชื่อของสมุนไพร “ลิ่วตันซางลู่” ชนิดนี้เป็นครั้งแรก ทางด้านของฉีฟู่ฟางและพรรคพวกไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากนัก

            ทว่าเฉินซานหยวนกลับทำให้ฉีฟู่ฟางและคนอื่นๆ เกิดความประหลาดใจอีกครั้ง เขาตอบกลับว่า “นู๋ไฉไม่เคยได้ยินชื่อของลิ่วตันซางลู่นี้เลยพ่ะย่ะค่ะ ในขณะที่คุณหนูใหญ่ฉีมอบสมุนไพรสามต้นนี้ให้นู๋ไฉ นู๋ไฉเพียง…นู๋ไฉเพียงแค่คิดว่าเป็นซางลู่…

            เฉินซานหยวนเอ่ยมาถึงตรงนี้พลางโขลกศีรษะของตนเองลงบนพื้น ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาอีก น้ำเสียงเขาเหมือนจะสั่นเทา “คุณหนูใหญ่ฉีบอกเอาไว้ว่า…ว่าลิ่วตันซางลู่เป็นยาสมุนไพรที่คร่าชีวิตได้ นาง นาง…นางต้องการวางแผนประทุษร้ายเตี้ยนเซี่ย แล้วโยนความผิดไปให้กูเฟยเยี่ยน…แล้วยังจะโยนความผิดไปให้ท่านแม่ทัพเฉิง! เรื่องใหญ่เช่นนี้นู๋ไฉไม่กล้าปิดบังไว้ จึงได้เสี่ยงตายสารภาพออกมา เตี้ยนเซี่ย นู๋ไฉทราบว่าผิดไปแล้ว นู๋ไฉทราบว่าผิดไปแล้ว…”

            ไม่มีใครคิดที่จะสนใจคำพูดหลังๆ ของเฉินซานหยวน ศาลพิจารณาคดีขนาดใหญ่จมลึกอยู่ภายใต้ความเงียบสงัด แม้กระทั่งนอกศาลพิจารณาคดีก็เงียบเป็นเป่าสากเช่นกัน ทุกคนล้วนตกใจกับคำว่า “ยาสมุนไพรที่คร่าชีวิตได้” แม้กระทั่งเฉิงอี้เฟยที่หลบซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางผู้คนยังเกิดความตื่นตระหนก

            วางแผนประทุษร้ายชีวิตของจิ้งหวางเตี้ยนเซี่ย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ธรรมดาเชียวนะ!

            ฉีฟู่ฟางต้องการจะก่อกบฏหรือ? ไม่ๆ คงจะต้องพูดว่าตระกูลฉี นี่ตระกูลฉีต้องการวางแผนก่อกบฏลับๆ อย่างนั้นหรือ?

            ท่ามกลางความเงียบสงบ ผู้คนต่างก็อกสั่นขวัญหาย ทว่าองค์หญิงหวายหนิงกับพรรคพวกล้วนไม่สะทกสะท้าน หัวใจที่ห้อยต่องแต่งของฉีฟู่ฟางเกิดความผ่อนคลายลง

            ช่วงเวลาที่นางไปติดสินบนเฉินซานหยวน นางไม่ได้บอกรายละเอียดว่าลิ่วตันซางลู่คืออะไรและมีสรรพคุณเช่นไร นางเพียงแค่บอกว่ายาสมุนไพรชนิดนี้มีพิษเหมือนกับซางลู่ มิอาจใช้ได้มากนัก นางไม่ได้กำชับถึงรายละเอียดอีก ไอ้สุนัขนู๋ไฉนี่ต้องการใส่ร้ายตระกูลฉีจนเป็นบ้าไปแล้วหรือ? สิ่งที่เอ่ยออกมาล้วนไม่ผ่านสมองก่อนหรือ? นี่เขาถึงกับเอ่ยถึงการประทุษร้ายเตี้ยนเซี่ยเนี่ยนะ!

            น่าขันสิ้นดี!

            เรื่องนี้เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้แล้วว่าเขามีเจตนาจะใส่ร้ายป้ายสี!

            ฉีฟู่ฟางยังคงมีความฉลาดอยู่บ้าง นางจำได้ว่าลิ่วตันซางลู่เป็นสมุนไพรที่ไม่ค่อยจะมีผู้คนรู้จัก นางไม่ได้ชี้ข้อพิรุธของเฉินซานหยวนโดยตรง แต่แสดงละครตามเฉินซานหยวน

            “ปรักปรำเจ้าค่ะ! จิ้งหวางเตี้ยนเซี่ย หม่อมฉันถูกปรักปรำ! นี่เป็นครั้งแรกที่หม่อมฉันได้ยินชื่อของสมุนไพรลิ่วตันซางลู่ อีกทั้งยังไม่ทราบด้วยว่ายาสมุนไพรชนิดนี้คร่าชีวิตได้! เตี้ยนเซี่ยได้โปรดหมิงเจียน! ”

            ดูเหมือนว่าองค์หญิงหวายหนิงจะลืมเลือนเรื่องที่เสียศักดิ์ศรีเมื่อสักครู่นี้ไปหมดแล้ว นางเดินออกมาแสร้งทำเป็นประหลาดใจพลางหันไปมองและซักถามศาสตราจารย์ใต้เท้าหนานกงที่อยู่ด้านข้าง “ใต้เท้าหนานกง เปิ่นกงจู่ก็อยากจะรู้เช่นกันว่าลิ่วตันซางลู่คืออะไร เจ้ารีบเอ่ยออกมาสิ! ”

            ฉีอวี้ลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะก้าวออกมาเช่นกัน เขาตั้งใจโน้มตัวเคารพใต้เท้าหนานกง

            “ข้าไม่รู้จักสมุนไพรชนิดนี้เช่นเดียวกับท่านพี่ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินชื่อยาสมุนไพรชนิดนี้! ตระกูลฉีของข้าไม่อาจถูกปรักปรำอย่างไม่ชัดเจนได้ เชิญใต้เท้าหนานกงประทานการสั่งสอนด้วย”

            กูเฟยเยี่ยนมองไปที่พวกเขาทั้งสามคน มุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่านางกำลังกลั้นยิ้มเอาไว้ นางทราบดีว่าละครฉากสำคัญกำลังจะปรากฏขึ้นแล้ว!

            ใต้เท้าหนานกงลูบไปที่เคราก่อนจะเอ่ยด้วยความจริงจัง “ยาสมุนไพรชนิดนี้พบเจอได้ยากเป็นอย่างยิ่ง มันคือซางลู่ชนิดพิเศษ ซางลู่ธรรมดาทั่วไปจะมีคุณสมบัติขมและเย็น เป็นอันตรายต่อม้ามและกระเพาะอาหาร มีความเป็นพิษ หากใช้ในปริมาณมากจะส่งผลให้ท้องเสียได้ หากใช้ในปริมาณที่มากอย่างยิ่งจะส่งผลให้แท้งได้ หากเป็นโรคบิดก็จะเสียชีวิตลง ทว่าลิ่วตันซางลู่นั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง…”

            เมื่อได้ยินมาถึงตรงนี้องค์หญิงหวายหนิงกับพี่น้องตระกูลฉีล้วนเกิดความหวั่นไหวเล็กน้อย พวกเขากำลังรอคอยคำพูดของใต้เท้าหนานกงเพื่อหักหน้าเฉินซานหยวนและปฏิเสธคำพูดของเฉินซานหยวนไป

            ทว่าทันใดนั้นใต้เท้าหนานกงกลับกล่าวว่า “ลิ่วตันซางลู่จะขมและเย็นกว่าซางลู่ธรรมดาทั่วไป ถึงจะเป็นยาที่ดี แต่ก็มีพิษอย่างรุนแรง การใช้เพียงแค่เล็กน้อยก็อาจถึงแก่ชีวิตได้ หากใช้ลิ่วตันซางลู่ทั้งสามต้นในเวลาเดียวกัน เช่นนั้น…เช่นนั้นจักต้องเสียชีวิตแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย! ”

            อะไรนะ? !

            สีหน้ารอคอยขององค์หญิงหวายหนิงกับพี่น้องตระกูลฉีแข็งทื่อแทบจะในเวลาเดียวกัน

            พวกเขาตกตะลึงตาค้าง ในวินาทีนั้นมิอาจดึงสติกลับคืนมาได้

            เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?

            ฉีอวี้ได้สติกลับมาเป็นคนแรก เขาไม่สนภาพลักษณ์แล้วซักถามเสียงดัง “เจ้าว่าอะไรนะ? ”

            ฉีฟู่ฟางพึมพำกับตนเอง “เป็นพิษอย่างรุนแรง? ตายแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย? นี่ นี่…”

            องค์หญิงหวายหนิงยกมือขึ้นมาปิดปากโดยไม่รู้ตัว ท่าทางของนางราวกับหวาดกลัวว่าตนเองจะควบคุมตัวไม่อยู่จนหลุดปากพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกมา เป็นเช่นนี้ได้อย่างไรกัน? อาจารย์แพทย์เจี่ยนบอกเอาไว้ชัดเจนว่ายาชนิดนี้พบเจอได้ยากและไม่ได้มีอะไรร้ายแรง หลังจากที่ใช้ไปอย่างมากก็แค่คันผิวหนังและจะหายได้ด้วยตนเอง!

            เป็นไปไม่ได้ที่อาจารย์แพทย์เจี่ยนจะหลอกลวงนาง เป็นไปไม่ได้! อาจารย์แพทย์เจี่ยนกล้าได้อย่างไรกัน?

            วางแผนประทุษร้ายจิ้งหวาง นี่เป็นโทษใหญ่มหันต์เชียวนะ!

            เป็นไปได้หรือไม่ว่าใต้เท้าหนานกง…จะเกิดความผิดพลาด?

            องค์หญิงหวายหนิงกำลังจะเอ่ยขึ้นมา แต่ก็ถูกฉีอวี้แย่งพูดออกมาก่อน “ใต้เท้าหนานกง…ทั้งหมดนี่เป็นความจริงหรือ? ”

            ใต้เท้าหนานกงจริงจังมากขึ้นไปอีก “ท่านชายฉี เรื่องของศิลาโอสถมิอาจมีความคลุมเครือได้ อีกทั้งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก ข้าน้อยจะกล้าพูดสุ่มสี่สุ่มห้าได้อย่างไร! หากว่าท่านชายไม่เชื่อก็สามารถตามหาสุนัขมาสักตัวเพื่อมาทดลองได้”

            ฉีอวี้เข้าใจดีว่าใต้เท้าหนานกงไม่จำเป็นต้องพูดจาโกหก เขาถอยหลังไปสองก้าวพลางหันไปมองฉีฟู่ฟาง ใบหน้าของฉีฟู่ฟางขาวซีดราวกับกระดาษ นางทราบดีว่าฉีอวี้ต้องการถามอะไร แต่นางจะไปทราบได้อย่างไรว่าลิ่วตันซางลู่จะเป็นยาสมุนไพรเช่นนี้! ใครจะไปทราบว่าอาจารย์แพทย์เจี่ยนจะหลอกลวงองค์หญิงหวายหนิง!

            นางส่ายหน้าไปมาพลางหันไปมององค์หญิงหวายหนิงอย่างรวดเร็ว นางแทบอยากจะบอกกับฉีอวี้ว่าองค์หญิงหวายหนิงเป็นผู้กระทำเรื่องราวทั้งหมด องค์หญิงหวายหนิงเป็นคนบงการ!

            หากนางทราบมาตั้งแต่แรกว่าลิ่วตันซางลู่เป็นสมุนไพรที่คร่าชีวิตได้ ต่อให้นางตายนางก็จะไม่ยอมช่วยเหลือองค์หญิงหวายหนิงในการไปติดสินบนแพทย์ชายแล้ว! เรื่องใหญ่เช่นนี้ตระกูลฉีจะต้องถูกลงโทษเก้าชั่วโคตรเลยนะ!

            แม้ว่าฉีฟู่ฟางจะโมโหมาก แต่ในจุดนี้ก็ไม่กล้าที่จะเอาแต่ใจ ฉีอวี้ไม่ทราบว่าฉีฟู่ฟางหมายถึงอะไร ทว่าก็ได้หันตามฉีฟู่ฟางไปมองที่องค์หญิงหวายหนิง

            หลักฐานของเฉินซานหยวนไม่เพียงพอที่จะลงโทษได้ เขาคิดว่าหากองค์หญิงหวายหนิงสามารถทำหลักฐานปลอมเฉกเช่นเมื่อค่ำคืนนี้ได้ เรื่องราวก็จะพลิกกลับมาได้เล็กน้อย อย่างน้อยก็สามารถเพิ่มเวลาไปสืบหาคนร้ายตัวจริงได้มากขึ้น!

            ทว่าจิตใจขององค์หญิงหวายหนิงมีแต่ความ…ว่างเปล่า!

            เดิมทีนางรู้สึกสงสัยว่าเหตุใดจิ้งหวางถึงได้โต้เถียงนางเพื่อกูเฟยเยี่ยนที่เป็นนังคนชั้นต่ำ เหตุใดเขาถึงไม่เหลือศักดิ์ศรีให้นาง ในที่สุดนางก็เข้าใจถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้แล้ว หากเรื่องนี้ลุกลามไปถึงฟู่หวง อย่าว่าแต่ฟู่หวงจะปกป้องนางเลย ฟู่หวงน่าจะมีใจคิดที่จะสังหารนางแน่เลย?

            องค์หญิงหวายหนิงไม่กล้าที่จะทำหลักฐานปลอมแล้ว ทว่าก็ยังต้องช่วยอยู่ดี นางรีบหลบหลีกสายตาของฉีอวี้กับฉีฟู่ฟางก่อนจะเอ่ยถาม “เฉินซานหยวน เจ้า เจ้ายังมีหลักฐานอื่นอีกหรือไม่?”

            เฉินซานหยวนตอบด้วยความกลัว “สิ่งที่นู๋ไฉรู้ ล้วน ล้วนพูดออกมาหมดแล้ว! ”

            สายตาขององค์หญิงหวายหนิงปรากฏให้เห็นถึงความโหดเหี้ยมอำมหิต นางชี้นิ้วไปที่กูเฟยเยี่ยนอย่างไม่ลังเล “จิ้งหวาง กูเฟยเยี่ยนก็น่าสงสัยเหมือนกัน! ”

            หากปกป้องฉีฟู่ฟางไม่ได้ นางก็ต้องดึงอีกคนมารับผิดแทนด้วย อย่างน้อยก็สามารถยืดเวลาปิดคดีออกไปเพื่อให้นางไปตรวจสอบอาจารย์แพทย์เจี่ยนได้

            “ห้าพันเหรียญทองไม่เพียงพอที่จะเป็นหลักฐาน คุณหนูใหญ่ฉีน่าสงสัยก็ไม่ผิด แต่กูเฟยเยี่ยนมีความน่าสงสัยยิ่งกว่า! ทุกท่าน เปิ่นกงจู่ได้ยินมาว่ากูเฟยเยี่ยนเป็นผู้ตรวจพบลิ่วตันซางลู่ ขอถามเสียหน่อย คนที่เป็นเพียงแค่แพทย์หญิงตัวน้อยจะสามารถตรวจพบลิ่วตันซางลู่ที่เป็นยาสมุนไพรในระดับที่พบเจอได้ยากได้อย่างไรกัน? หรือว่ามีคนคอยชี้แนะ? หรือว่าเดิมทีแล้วเป็นเจ้าเองที่แอบสับเปลี่ยนลิ่วตันซางลู่! ”

            บัดนี้พี่น้องตระกูลฉีสงบสติลงบ้างแล้ว ฉีฟู่ฟางรีบร้อนคุกเข่าลง “จิ้งหวางเตี้ยนเซี่ย เพียงแค่ห้าพันเหรียญทองก็จะกล่าวโทษหม่อมฉัน กล่าวโทษตระกูลฉี หม่อมฉันไม่ยอม ตระกูลฉีไม่ยอม! ”

            ฉีอวี้ตามมาคุกเข่าลงด้วยเช่นกัน “ตระกูลฉีมีความบริสุทธิ์จริงใจ ไม่มีทางทำเรื่องผิดครรลองคลองธรรมเช่นนี้แน่นอน มีคนใส่ร้ายตระกูลฉี เตี้ยนเซี่ยได้โปรดพิจารณาอย่างรอบคอบ! ”

            จวินจิ่วเฉินดูละครมามากเพียงพอแล้ว เขาไม่ได้สนใจไยดีพวกของฉีอวี้แต่หันไปมองกูเฟยเยี่ยนแทน “แพทย์หญิงกู เจ้ามีอะไรจะพูดหรือไม่? ”

            “มีเพคะ! ”

            กูเฟยเยี่ยนสงบเสงี่ยมเป็นอย่างมาก นางกำลังจะลุกขึ้น ทว่าจวินจิ่วเฉินเหมือนจะไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่ เขาเอ่ยขึ้นมาอย่างเย็นชา “นั่งลงแล้วพูด”


    คล้ายกับเรื่องยอดหมอหญิงเทพโอสถ ที่คุณอ่าน