แม้บรรยากาศของสถานที่จะยังคุ้นเคย เป็โรงเรียนเก่าของเขาในสมัยมัธยมศึกษา ทว่ามุมมองบุคคลที่สามที่อเล็กซ์เห็นตัวเองในครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนชัดเจน ประการแรกจากทรงผมที่เคยสั้นเกรียนเปลี่ยนเป็ซอยด้านข้าง ส่วนสูงก็ดูจะเพิ่มขึ้นมาเกือบยี่สิบเิเ และที่สำคัญเขาไม่ได้สวมชุดนักเรียน แต่เป็เสื้อยืด กางเกงยีนส์ทรงกระบอก ปิดท้ายด้วยรองเท้าผ้าใบ
เด็กหนุ่มในชุดไปรเวทถือช่อดอกคาร์เนชั่นสีขาวที่จัดแต่งมาอย่างพิถีพิถันไว้ในอ้อมแขน ขณะยืนหลบแสงแดดยามบ่ายใต้ร่มเงาต้นจามจุรี ทอดสายตามองไปยังบริเวณสนามฟุตบอลที่ห่างไปไม่ไกล ซึ่งจุดกึ่งกลางพื้นที่สนามหญ้าสี่เหลี่ยมผืนผ้าโดดเด่นด้วยซุ้มดอกไม้ที่้ามีอักษรเรียงตัวกันเป็คำว่า ‘พิธีจบการศึกษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พ.ศ. 2570’ บรรยากาศคราคร่ำด้วยวัยรุ่นหนุ่มสาวในชุดนักเรียนไม่ต่ำกว่าสองร้อยชีวิต ทว่าสายตาของอเล็กซ์กลับจับนิ่งที่หนึ่งคนเท่านั้น
ร่างบางในชุดนักเรียนมัธยมปลาย กระโปรงสีกรมท่าสั้นเสมอเข่า เสื้อนักเรียนสีขาวที่ปักชื่อ ‘แพรวา เรืองรัตนโชติ’ บริเวณปกเสื้อมีสติ๊กเกอร์ขนาดจิ๋วสีสันสดใสจำนวนมากติดอยู่ ดวงดวงตากลมโตทอประกายกับแสงแดด ผมสีดำขลับยาวประบ่าถูกปล่อยพลิ้วตามสายลม ลักยิ้มและกระบนแก้มทั้งสองข้างกลับยิ่งทวีความน่ารักขึ้นไปอีก เรียกได้ว่าร่างบางร่างนี้ราวกับเป็จุดศูนย์กลางวงโคจรของเพื่อน ๆ เพราะเพียงยืนเฉย ๆ กลางสนามก็มีคนโน้นทีคนนี้ทีแวะเวียนมาพูดคุยทักทายกับแพรวาอย่างไม่ขาดสาย และทุกบทสนทาก็มักลงเอยด้วยเสียงหัวเราะ หรือไม่ก็หยาดน้ำตาแห่งความซาบซึ้งปนเศร้า
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ในที่สุดแพรวาก็ได้หยุดพักหายใจหลังจากวุ่นกับการกล่าวอำลาเพื่อน ๆ มาพักใหญ่ สายตาเธอก็บังเอิญเหลือบมองไปยังต้นจามจุรีริมสนามฟุตบอล พลันได้สบกับแววตาที่คุ้นเคย เด็กหนุ่มที่ในมือมีคาร์เนชั่นสีขาวช่อใหญ่ปรายยิ้มให้ ทันใดนั้นแพรวาไม่รอช้า ปลีกตัวจากวงล้อม กึ่งเดินกึ่งวิ่งพุ่งตรงไปหาเด็กหนุ่มทันที โดยที่เธอไม่ได้ทันได้ยินเสียงซุบซิบของเพื่อนจากด้านหลัง
“เ้าหมอนั่นอีกแล้ว ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่ายัยแพรวามันคิดอะไรอยู่”
“ใช่ ๆ เด็กกว่าพวกเราตั้งสองปี แถมยังที่ไม่มีเพื่อนเลยสักคน ถึงจะเป็อัจฉริยะก็เหอะ มันน่าคบด้วยตรงไหนก็ไม่รู้”
“สัปดาห์ก่อนขนาดมีเด็กมหาลัยดีกรีฑูตคณะมาจีบ ยัยแพรวายังไม่เล่นด้วยเลย สงสัยมันจะรักเ้าเด็กนี่จริง ๆ”
แต่ต่อให้เธอจะได้ยิน แพรวาก็คงไม่เก็บมาใส่ใจ เพราะเธอรู้จักหัวใจตัวเองดีที่สุด และไม่สนเสียงรอบข้างเลยสักนิด
“อะนี่ ยินดีด้วยนะที่เรียนจบกับเขาสักที”
ทันทีที่แพรวาเดินมาถึงเบื้องหน้า อเล็กซ์ก็ยื่นช่อดอกไม้ให้ พร้อมกล่าวห้วน ๆ แต่ก็ไม่อาจปิดบังความปิติในน้ำเสียงได้สนิท
“นึกว่าคุณด็อกเตอร์ป้ายแดงจะยุ่งซะอีก ไม่เห็นบอกเลยว่าจะมา แถมมาแอบยืนเก๊กทำเท่อยู่ตรงนี้อีก ใครมันจะไปเห็นเล่า ร้อนแย่ เหงื่อซกเลยเนี่ย” แพรวาวางข้าวของที่สองมือหิ้วพะรุงพะรังมาด้วยลงกับพื้น ก่อนรับช่อดอกไม้จากมือเด็กหนุ่ม ฉีกยิ้มกว้างอย่างดีใจ จากนั้นหยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าขึ้นมาซับเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นบนใบหน้าอเล็กซ์
“ใครบอกว่ามานานแล้ว นี่เพิ่งมาถึงเลยเนี่ย ไม่ได้มารอสักหน่อย” อเล็กซ์โกหกเต็มประตู ถึงจะอายุน้อยกว่าสองปี แต่เขาก็มักทำตัวแก่แดดประหนึ่งรุ่นราวคราวเดียวกับแพรวาเสมอ ดังนั้นการเสียฟอร์มจึงเป็สิ่งที่ยอมไม่ได้
เด็กหนุ่มออกท่าทางขัดขืนการเอาใจของอีกฝ่ายเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยอมให้ซับเม็ดเหงื่อบนใบหน้าแต่โดยดี
“จ้า ๆ เพิ่งมาก็ได้” กว่าสามปีที่คบหากันมา แพรวารู้นิสัยแฟนหนุ่มเป็อย่างดี ป่วยการที่จะต่อล้อต่อเถียงเอาชนะ นี่จึงเป็ประโยคยอมแพ้ที่เธอชอบใช้
“เธอนี่เพื่อนเยอะดีนะ ต้องคุยกับคนเยอะขนาดนี้ ไม่เหนื่อยบ้างหรือไง?” อเล็กซ์เอ่ยถามขึ้นมาลอย ๆ สายตาสบกับแพรวาในระยะประชิด สลับกับมองฝูงชนในสนามฟุตบอลเื้ัที่บัดนี้ก็ยังคงส่งเสียงเจื๊อยแจ๊วไม่ขาดสาย
“ไม่เห็นเหนื่อยเลย สนุกจะตาย” พับผ้าเช็ดหน้าเก็บกลับเข้ากระเป๋า แพรวาเอ่ยตอบพลางจ้องมองช่อดอกไม้ในมืออย่างไม่วางตา
“อื้อ ก็ดีแล้ว”
คำตอบห้วนผิดปกติของคู่สนทนาทำให้แพรวาเงยหน้าขึ้นมามองแฟนหนุ่ม สำรวจลึกเข้าไปในแววตา หาว่าอะไรคือสาเหตุที่ซ่อนอยู่เื้ั
“คุณด็อกเตอร์เป็อะไรไปอีกเนี่ย เดาใจยากจริงเลย”
“ไม่ได้เป็อะไรสักหน่อย”
“จริงอะ?”
เด็กสาวไม่เชื่อ ถามพลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้กว่าเดิม อเล็กซ์ขัดขืนโดยการใช้นิ้วชี้ดันหน้าผากของอีกฝ่ายออกเล็กน้อย
“ก็จริงน่ะสิ จะให้เป็อะไรล่ะ”
“คุยกับคนอื่นก็สนุกดี แต่ยังไงคุยกับเธอก็สนุกที่สุด”
อยู่ ๆ แพรวาก็โพล่งประโยคที่ไม่คาดคิดออกมา ทำเอาเด็กหนุ่มที่ยืนกระต่ายขาเดียวถึงกับล้มไม่เป็ท่า ต่อให้พยายามปั้นหน้าบึ้งแต่ก็ปิดบังรอยยิ้มลิงโลดไม่มิด
“ยอมรับว่ามีผู้ชายมาคุยด้วยเยอะ หลายคนก็ดูออกว่าเข้ามาจีบ แต่จะเป็เดือนมหาลัยหรือใครเราก็ไม่สนใจทั้งนั้นแหละ แค่คุยด้วยตามมารยาท เราสนใจแค่เธอคนเดียว”
เพียงเท่านั้น ความบึ้งตึงบนใบหน้าพลันหายสิ้นเป็ปลิดทิ้ง ริมฝีปากที่วางมาดขรึมมาตลอดปรากฏรอยยิ้ม
“เฮ้อ นึกว่าจะอ่านออกยากกว่านี้ซะอีก แค่นี้ก็เขินซะแล้วคุณด็อกเตอร์” แพรวายังคงไม่เลิกกระเซ้าง่าย ๆ ถึงอีกฝ่ายจะเป็ด็อกเตอร์ แต่ยังไงเธอก็อายุมากกว่าสองปี การได้แกล้งแฟนเด็กที่พยายามทำตัวแก่แดดเป็เื่ที่สนุกเอาการ
“พูดมากนา...แต่ยังไงก็ขอบคุณละกัน” ขึ้นต้นประโยคด้วยความเกรี้ยวกราด แต่อเล็กซ์กลับลงท้ายด้วยเสียงอ่อยเจือความเขิน
ทั้งคู่สบตากันอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับว่าบริเวณใต้ต้นจามจุรีนี้เป็โลกอีกใบที่ตัดขาดจากความวุ่นวายบริเวณสนามฟุตบอลอย่างสิ้นเชิง มีเพียงเด็กหนุ่มสาวคู่หนึ่งยืนอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่เิเ ผมยาวสลวยของแพรวาสยายไปตามแรงลม สุดท้ายเมื่อทนรำคาญไม่ไหว เธอก็ฝากช่อดอกไม้ให้อเล็กซ์ถือ หยิบยางรัดผมสีดำขึ้นจากกระเป๋ากระโปรง คาบมันไว้ในปาก และใช้สองมือรวบผมด้านหลัง
ทุกการกระทำอยู่ในสายตาเด็กหนุ่ม ใบหน้าที่ระเรื่ออยู่แล้วกลับแดงยิ่งขึ้นไปอีก หัวใจเต้นไม่เป็จังหวะ เขาไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่าทำไมเด็กสาวที่ราวกับรวบรวมความสดใสของโลกทั้งใบเอาไว้ อีกทั้งยังสมบูรณ์แบบแทบทุกด้าน ถึงเลือกที่จะมอบความรักให้เขา คนที่ใครก็มองว่าเป็ ‘ตัวประหลาด’...ยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจจริง ๆ
‘ขอบคุณนะ’ ห้วงความคิดที่ไม่ได้พูดออกไปของอเล็กซ์ขณะจ้องมองแฟนสาว
“เดี๋ยวเราขอกลับไปหาเพื่อนอีกแปปนะ เดี๋ยวกลับมาหา รออยู่ตรงนี้นะ แปปเดียว” มัดผมเสร็จ แพรวาพูดพลางหันหลัง จากนั้นสืบเท้าก้าวออกไป
“แพรวา!”
ยังไม่ทันพ้นร่มเงาของต้นจามจุรี เด็กสาวก็ชะงักฝีเท้าเมื่อได้ยินเสียงเรียกของแฟนหนุ่มดังไล่หลังมา เธอหันไปมอง แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยอะไรออกไป ก็เป็ฝ่ายอเล็กซ์ที่ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน
“ที่บอกว่ายินดีด้วยน่ะ เราหมายความตามนั้นจริง ๆ นะ”
ได้ยินสิ่งที่เด็กหนุ่มพูด แพรวาถึงกับฉีกยิ้มกว้างจนตาเป็สระอิ ก่อนตอบกลับด้วยเสียงเย้าแกมเอ็นดูว่า
“รู้อยู่แล้วนา เย็นนี้ก็พาเราไปเลี้ยงเนื้อย่างร้านนั้นด้วย จะสั่งให้แหลกจนอยากถอนคำยินดีเลย” ว่าแล้วแพรวาก็หันหลังแล้วเดินห่างออกไป
ไม่แน่ใจว่าอเล็กซ์ที่ยืนอยู่ใต้ต้นจามจุรีจะรู้สึกเช่นไรอยู่ แต่อเล็กซ์ที่กำลังเฝ้ามองเหตุการณ์นี้ผ่านมุมมองบุคคลที่สามร้องไห้เจียนขาดใจอย่างเงียบงัน เขาอยากเอื้อมมือไปคว้าแพรวามากอดให้แน่นที่สุด แต่ไม่ว่าจะเอื้อมไปสักกี่ครั้งสิ่งเดียวที่คว้าไว้ได้คือความว่างเปล่า
เมื่อแพรวากลืนหายไปกับฝูงชนในสนามฟุตบอล ภาพทุกอย่างที่อเล็กซ์เห็นก็ค่อย ๆ พร่าเลือนลงทีละน้อย สุดท้ายเหลือเพียงความมืดมิดเคว้งคว้าง
วินาทีแรกที่อเล็กซ์ลืมตาตื่น บรรยากาศรอบข้างที่ไม่คุ้นเคยทำให้เขาสับสนเล็กน้อยว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ก่อนที่สองสามวินาทีต่อมาสมองจะประมวลผลจากความร้อนและแสงแดดที่ปลุกเขาจากภวังค์นิทราให้ได้รู้ว่าที่นี่ไม่ใช่ใต้ร่มจามจุรีของโรงเรียนเก่าที่เขาเคยศึกษา หรือบ้านที่แคลิฟอร์เนีย แต่เป็ป่าไผ่นอกเมืองไคชุน จักรวรรดิเหลียนหยาง ในโลกคู่ขนานที่เรียกว่ายุทธภพเซี่ยงชาน
“บ้านเกิดของเ้าคงปลอดภัยมากเลยสินะ ถึงได้นอนหลับสนิทถึงเพียงนี้”
ขณะที่กำลังสลัดความงัวเงียออกจากม่านตา น้ำเสียงกระเซ้าอย่างอารมณ์ดีก็ลอยเข้าหู อเล็กซ์จึงยันตัวขึ้นมาอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน พลันสายตามองเห็นชายหนุ่มที่เขาร่วมร่ำสุราด้วยเมื่อคืนนั่งห้อยขาอยู่บนโขดหินที่ห่างออกไปไม่ไกล ท่าทางแจ่มใสของอีกฝ่ายทำให้อเล็กซ์รู้ว่าจางเหว่ยตื่นก่อนเขานานแล้ว
“ข้าคงไม่ปฏิเสธ” ตอบรับชืด ๆ ห้วงความคิดของอเล็กซ์ยังสลัดภาพฝันออกไปไม่สนิท ชายหนุ่มต้องพยายามกลืนหยดน้ำตาที่ตั้งท่าจะรื้นกลับลงไปในลำคอ ปิดบังไม่ให้คนตรงหน้าที่เขายังไม่คุ้นเคยดีนักได้รับรู้
‘ครั้งที่แล้วเป็ตอนเจอกันครั้งแรก ครั้งนี้เป็วันฉลองเรียนจบ ครั้งต่อไปเป็ตอนไหนดีล่ะ นี่กะจะไม่ใช่ลืมเธอได้เลยใช่ไหม แพรวา’
“มัวแต่ใจลอยอะไรอยู่เล่า! รีบล้างหน้าล้างตา กินข้าวให้เรียบร้อย เดี๋ยวพวกเราต้องออกเดินทางกันแล้ว”
เสียงะโของจางเหว่ยดึงอเล็กซ์ออกจากภวังค์ความคิด
“วันนี้พวกเราต้องเดินทางไกลแค่ไหน?” อเล็กซ์ถามห้วนขณะที่ตั้งท่าลุกเดิน มุ่งสู่ริมธารที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล
“ห้าสิบลี้เห็นจะได้ ถ้าออกเดินทางแต่ตอนนี้คงถึงเมืองไคชุนก่อนตะวันตกดิน”
การที่จางเหว่ยเอ่ยถึงระยะทางเดินเท้ายี่สิบกิโลเมตรอย่างไม่สะทกท้าน ทำให้อเล็กซ์สันนิษฐานว่าโลกคู่ขนานยุทธภพเซี่ยงชาน ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีน่าจะยังห่างไกลจากโลกมนุษย์ เครื่องบิน รถยนต์ หรือแม้กระทั่งรถไฟคงยังเป็อะไรที่เกินกว่าจินตนาการ ยานพาหนะหลักที่มนุษย์โลกนี้ใช้กันน่าจะเป็ม้า และที่ขาดไม่ได้คือสองเท้า
“เ้าไม่มีแม้อาชาสักตัวเลยหรือไง?” ชะโลมน้ำใสเย็นบนใบหน้า จากนั้นอเล็กซ์จึงยิงคำถามโดยไม่ได้คาดหวังคำตอบเท่าไรนัก
“สำหรับฐานะอย่างข้า อาชาคือสิ่งที่ยากจะฝันถึง บอกแล้วไงว่าข้าเป็เพียงแค่นักยุทธ์พเนจร ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม” จางเหว่ยแค่นยิ้มแห้งตอบ
ถึงจะไม่ได้คาดหวัง แต่พอสดับวาจานิ่งเฉยของอีกฝ่ายก็อดผิดหวังไม่ได้อยู่ดี อเล็กซ์แสดงมวลอารมณ์นี้ผ่านการถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ไม่ต้องมาปั้นหน้าผิดหวังเลย ข้าต่างหากที่คาดหวังในตัวเ้า เคล็ดวิชาพิสดารที่เรียกสัตว์เหล็กตัวใหญ่ ใยไม่เรียกมันออกมาอีกครากันเล่า ความว่องไวของมันเล่นงานข้าจนเกือบไม่รอด หากนำมาเป็ยานพาหนะในการเดินทางคงรวดเร็วไม่ใช่น้อย หรือข้ากล่าวตรงไหนผิด” จางเหว่ยเสนอพลางกระโจนลงจากโขดหิน ทิ้งตัวลงเอนนั่งบนพื้นหญ้า
“ที่เ้าว่าก็ไม่ผิด แต่แบตเตอรี่มันใกล้จะหมดแล้ว ข้าอยากเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินมากกว่า”
“แบตเตอรี่?”
จางเหว่ยเลิกคิ้ว แสดงออกถึงความสงสัยชัดเจน ฝ่ายอเล็กซ์รู้ดีว่าป่วยการที่จะอธิบายเื่ซับซ้อนเช่นนี้ จึงตัดบทห้วน ๆ
“เอาเป็ว่าข้ายังไม่สะดวกที่จะเรียกมันออกมาแล้วกัน”
ได้ยินคำตอบ จางเหว่ยพยักหน้าเป็เชิงเข้าใจ ไม่ซักไซ้ต่อ ทั้ง ๆ ที่ความสงสัยยังไม่ถูกคลายแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นอเล็กซ์จัดแจงล้างหน้าล้างตาเรียบร้อย จางเหว่ยก็โยนห่อใบไม้ห่อหนึ่งไปทางชายหนุ่มโดยไม่ได้ให้สุ้มเสียง ทว่าดูเหมือนสหายใหม่ของเขาผู้นี้จะมีสัญชาตญาณแรงกล้าไม่น้อยเหมือนกัน อเล็กซ์รับห่อใบไม้ติดมือได้ทันเวลาพอดิบพอดี
“เป็ปลาที่ข้าจับได้ในลำธารนี้แล้วเอามาย่าง รสชาติไม่ได้ดีเลิศ แต่อย่างน้อยก็น่าจะพออยู่ท้องบ้าง กินให้อร่อย แล้วค่อยออกเดินทางกัน”
แม้จะพยายามจับผิดอยู่ตลอดเวลาว่าชายที่อ้างตนเป็นักยุทธ์พเนจรผู้นี้ซ่อนสิ่งใดไว้เื้ัหรือไม่ แต่น้ำเสียงอารมณ์ดีจากใบหน้าเปื้อนยิ้มของจางเหว่ยก็ทำให้ภารกิจนี้ของอเล็กซ์คว้าน้ำเหลวอีกครั้ง
ใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาทีปลาย่างขนาดสองฝ่ามือก็เหลือเพียงเศษซาก เป็เวลาเดียวกับที่ดวงตะวันโผล่พ้นจากขอบฟ้าทิศตะวันออกทำมุมสี่สิบห้าองศาพอดิบพอดี ประหนึ่งเป็สัญญาณบ่งบอกว่าการเดินทางในโลกที่ไม่คุ้นเคยของเล็กซ์ได้เริ่มต้นขึ้นจริง ๆ แล้ว