บทที่9
โม่อวี้หรานนั่งทำสมาธิพยายามโคจรลมปราณอยู่ในเรือนพักแทบจะไม่ออกไปพบใคร หลังจากเหตุการณ์นั้นเขาพบว่าพลังปราณของเขาหายไปแทบสิ้น อาจารย์ก็ไม่ทราบว่าเป็เพราะเหตุใด
หยกสีแดงรูปวิหคเพลิงอันนั้นเขาเองก็ทราบแค่ว่ามันสามารถสะกดพลังบางอย่างในตัวเขาไม่ให้มันพุ่งพล่านไปทั่วร่างจนลมปราณแตกซ่าน
อาจารย์กำชับเสียงแข็งในวันที่มอบหยกชิ้นนั้นให้แก่เขาว่าเป็ตายอย่างไรก็ห้ามให้หยกชิ้นนี้ห่างจากตัวเด็ดขาด แต่ด้วยในตอนนั้นสถานการณ์บังคับหยกชิ้นนั้นจึงถูกบีบจนแหลกคามือคำพูดอาจารย์สักคำก็ไม่อยู่ในหัว
โม่อวี้หรานเหงื่อซึมออกใบหน้าและไรผมนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดก่อนจะกระอักเืออกมาคำนึง ในอกพลันรู้สึกดีขึ้นมาไม่น้อย เขาเป็อย่างนี้มาหลายวันแล้วเมื่อโคจรพลังปราณเขาจะกระอักเืออกมาเสมอเป็สาเหตุให้่นี้เขาจำต้องเก็บตัวไม่ได้ไปฝึกกระบี่ร่วมกับพวกศิษย์น้องเพราะกลัวจะพากันใเสียขวัญ
แม้ว่าพวกหลินเซียวจะแวะมาถามไถ่เขาเสมอแต่เขาก็ไม่เคยออกไปพบเลยสักครา หลินหลี่ถิงเองก็ไปอยู่กับมู่ไป๋ั้แ่วันที่โดนไล่ออกจากเรือนวันนั้น
ห้องสำรับของสำนักเทียนซิน
“ศิษย์พี่สามเราจะเริ่มทำพิธีไล่ผีของท่านเมื่อใด” หลินเซียวถามโหย่วจิ่งซ้ำๆนี่ก็เป็รอบที่สี่ของวันแล้ว
“คืนนี้เลยเป็อย่างไร” โหย่วจิ่งยักคิ้วให้หลินเซียวแล้วแทะซี่โครงหมูต่อ
“ดี! ข้าจะล่อศิษย์พี่ใหญ่ออกมาเอง พวกท่านเตรียมตัวให้ดี” พูดจบหลินเซียวก็กัดขาหมูคำโตเคี้ยวตุ่ยๆ
กึก! ป้อกกก
”แงงงงงงงง“ หลินหลี่ถิงร้องไห้เสียงดังลั่นโยนขาหมูลงพื้น
“อะไร มีอะไร!” มู่ไป๋ตาลีตาเหลือกจับตัวหลินหลี่ถิงมาสำรวจหมุนซ้ายขวาจนลายตา
“ฟันข้า ฮึกก” หลินหลี่ถิงอ้าปากโชว์ช่องว่างระหว่างฟันที่ตรงนั้นเคยมีฟันกระต่ายอยู่คู่นึงตอนนี้เหลืออยู่เพียงเล่มเดียว
“ก้ากกก ฮ่าๆ เสี่ยวถิงฟันเ้า“ หลินเซียวตบโต๊ะขำจนน้ำตาเล็ด
“แงงงงงงง สิกพี่มู่” หลินหลี่ถิงยิ่งร้องไห้เสียงดังพุ่งเข้าไปกอดมู่ไป๋แน่น มู่ไป๋ลูบหัวหลินหลี่ถิงกลั้นขำจนหน้าดำหน้าแดง
“เ้าไม่ต้องใไป ใครๆก็เคยฟันหลุด หลินเซียวเ้าหุบปากเสีย ครานั้นเ้าฟันหลุดครั้งแรกก็ไม่ต่างจากเสี่ยวถิงหรอกหรือ”โหย่วจิ่งหันไปดุหลินเซียวอย่างรำคาญใจ
“ข้าเป็อย่างนั้นที่ใดกัน!” หลินเซียวเถียงกลับ
“เ้ากล้าสาบานหรือไม่ว่าไม่เคย” โหย่วจิ่งสวน
“ศิษย์พี่สาม!” หลินเซียวตบตะเกียบลงกับโต๊ะดังปึ้งแล้วสะบัดหน้าอย่างงอนๆเดินออกจากห้องสำรับไป ไม่ถึงห้าลมหายใจก็เดินกลับเข้ามาทำหน้าเลิ่กลั่ก โหย่วจิ่งเลิกคิ้วเหมือนจะถามว่า กลับมาทำไม?
“เนื้อติดคอข้า” ก่อนจะยกซดน้ำชากาใหญ่แล้ววิ่งกลับไปทางเดิม
“พวกท่านเตรียมตัวให้พร้อมคืนนี้อย่าให้เสียเื่ละกัน” หลินเซียวร้องบอกทิ้งท้ายก่อนร่างเล็กในชุดสีแดงจะหายวับไป
ทุกคนมองหน้ากันก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ
“แล้วข้าจะทำอย่างไรดีสิกพี่โหย่ว”หลินหลี่ถิงชี้ฟันของตัวเองให้โหย่วจิ่งดู ใบหน้าน้อยๆยังมีหยดน้ำตาไหลลงมาเป็ทางอย่างน่าสงสาร
“เดี๋ยวมันก็งอกขึ้นมาเ้าอย่ากังวลไปเลย” มู่ไป๋ปลอบหลินหลี่ถิงแล้วอุ้มเ้าหล่อนออกจากห้องสำรับไป
แล้วถ้ามันไม่งอกขึ้นมาอีกล่ะ ฟันข้าจะพิการรึ หลินหลี่ถิงคิดในใจ กอดคอมู่ไป๋ร้องไห้ต่อ
ยามไฮ่* หน้าเรือนพักของโม่อวี้หราน
หลินเซียวตอนนี้กำลังทำลับๆล่อๆเดินย่องเบาหลังชิดกำแพงเรือนมองซ้ายมองขวาอย่างมีพิรุธก่อนจะม้วนหน้ากลิ้งหลุนๆเข้าประตูไป หลินหลี่ถิงที่ตามหลังมามองอย่างงงๆ
ทำไปทำไม หรือจะเป็วิชาลับ คิดได้อย่างนั้นหลินหลี่ถิงก็ม้วนหน้ากลิ้งหลุนๆตามหลังหลินเซียวไป
ทั้งสองก้อนกลิ้งมาจนถึงหน้าห้องโม่อวี้หรานใช้หูแนบกับบานประตูพยายามสดับฟังเสียงภายในห้องอย่างตั้งใจ แต่กลับไม่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวใดๆดังเล็ดลอดออกมา หรือศิษย์พี่ใหญ่จะหลับไปแล้ว
หลินหลี่ถิงมองหน้าหลินเซียวหลินเซียวส่งสัญญาณมือชี้เข้าไปในห้องทำปากขมุบขมิบ 'ข้าเอง'
ปังๆ "ศิษย์พี่ใหญ่ขอรับ เกิดเื่ใหญ่แล้ววว" หลินเซียวทุบประตูห้องแหกปากร้องเหมือนฟ้าจะถล่มอยู่ตรงหน้า
โม่อวี้หรานถลันตัวออกมานอกประตูในสภาพที่สวมเพียงเสื้อตัวใน ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าแตกตื่น
เหมือนว่าเขาจะหลับไปแล้วสินะ หลินเซียวคิดในใจหลังจากเห็นสภาพโม่อวี้หราน
"อะไร เกิดอะไรขึ้น" โม่อวี้หรานเขย่าตัวหลินเซียว
"ไม่มีเวลาแล้วขอรับ ท่านต้องไปกับข้าเดี๋ยวนี้" หลินเซียวลากแขนโม่อวี้หรานวิ่งออกจากเรือนมุ่งหน้าสู่ลานฝึกกระบี่ หลินหลี่ถิงวิ่งตามหลังไปต้อยๆ
ณ ลานกระบี่สำนักเทียนซิน
ขณะนี้โหย่วจิ่งกำลังวาดเส้นวงกลมสีแดงรอบๆลานเป็รูปแปลกประหลาดมู่ไป๋เกิดมาก็พึ่งเคยเห็นครั้งแรก เส้นหยึกหยักของวงกลมเบี้ยวไปครึ่งจนกลายเป็วงรี สัญลักษณ์บางอย่างถูกวาดออกมาเหมือนจะดูมีพลังบางอย่างแฝงอยู่ แต่รูปร่างของมันทำให้รู้สึกเหมือนพลังนั้นหายไป
อีกทั้งการแต่งตัวของพวกเขาสองคนเหมือนศพเดินได้อย่างไรอย่างนั้น เสื้อผ้าขาดวิ่น ใบหน้ากระดำกระด่างทาด้วยถ่านสีดำกับชาดสีแดงเอามาทำเป็เืปลอมสภาพเหมือนกับตอนสู้กับหมาป่าพวกนั้นไม่มีผิด
"เ้าแน่ใจนะว่าเ้าวาดได้ถูกต้องน่ะ" มู่ไป๋อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามเพราะรูปร่างมันเริ่มแปลกขึ้นเรื่อยๆ
"ข้าเป็ใคร โหย่วจิ่งคนนี้จะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง วิชานี้ข้าแอบเห็นมาจากบันทึกในห้องอาจารย์เชียวนะ" โหย่วจิ่งถูจมูกอย่างเขินอายจมูกบัดนี้เต็มไปด้วยสีแดงที่ติดมาตามมือเขา แม้จะพูดอย่างนั้นโหย่วจิ่งก็แอบหวั่นใจอยู่หน่อยๆ เพราะวิชานี้เขาอ่านมาจากบันทึกลับนั่น เขาอ่านตรงชื่อวิชาไม่ออก ภาษาที่เขียนไม่เหมือนพวกเขาใช้ แต่เนื้อหายังพอเข้าใจได้รางๆ ตอนนี้พลังปราณอันน้อยนิดของเขาแทบจะหมดสิ้นไปกับการวาดเส้นวงกลมนั่น
มู่ไป๋เริ่มวางใจขึ้นมาแม้เพียงจะเล็กน้อย แต่ก็ดีกว่าแรกๆที่โหย่วจิ่งเริ่มวาดรูปแปลกๆนี้ออกมา ในมือของเขามีหินก้อนเล็กๆกำลังเรืองแสงอยู่ไม่ทราบว่าโหย่วจิ่งไปเอามันมาจากที่ใด
"มาแล้วๆ" มู่ไป๋ชี้ไปหน้าทางเข้าลานกระบี่ที่หลินเซียวกำลังลากโม่อวี้หรานวิ่งมาทางนี้
พอเห็นดังนั้นโหย่วจิ่งจึงผลักมู่ไป๋ล้มให้ตัวนอนอยู่ตรงกลางวงแล้วเขาเองก็นอนคว่ำหน้าลงแขนขาแผ่ขยายสภาพเหมือคนตาย
โม่อวี้หรานเห็นสภาพภายในลานฝีกกระบี่ใหน้าซีด หรือว่าจะเกิดอะไรขึ้นใน่ที่เขาเก็บตัว
"พวกเขาเป็อะไร ทำไมถึงมีสภาพเยี่ยงนี้" โม่อวี้หรานก้าวเข้าไปในวงสีแดงรูปร่างแปลกๆนั่น
หลินเซียวมุมปากกระตุก สำเร็จแล้ว!
ขณะโม่อวี้หรานก้มลงกำลังจะจับร่างโหย่วจิ่งพลิกดูแต่ทันใดนั้นโหย่วจิ่งจับแขนโม่อวี้หรานกระชากให้โน้มตัวมาทางเขา
"ตอนนี้แหละ!" โหย่วจิ่งร้อง
มู่ไป๋ที่กำลังรอสัญญาณอยู่พอดีจึงบีบหินเรืองแสงก้อนนั้นในมือแตกละเอียด
ทันใดนั้นวงกลมสีแดงปรากฏแสงสว่างจ้าจนทำเอาพวกเขาทั้งห้าลืมตาแทบไม่ขึ้นมวลอากาศรอบๆเริ่มบิดเบี้ยวก่อนจะมีเสียงปริแตกของอะไรสักอย่าง หลุมอากาศขนาดย่อมๆโผล่ขึ้นมาตรงกลางวงสีแดงรูปร่างแปลกประหลาดนั้น โหย่วจิ่งใจนหน้าซีด
มันเป็เช่นนี้ได้อย่างไร ที่เขาอ่านเจอมามันไม่มีบอกไว้นี่ว่าจะเกิดอะไรเช่นนี้ขึ้น
ว้ากกกกก ทั้งห้าคนแหกปากร่างน้อยๆทั้งหลายโดนหลุมอากาศนั้นดูดเข้าไปก่อนจะหายวับไปบรรยากาศโดยรอบจึงกลับมาเป็ปกติเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
ความรู้สึกเปียกแฉะทำให้หลินเซียวรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาพบว่าภาพตรงหน้ามีแผ่นน้ำผืนใหญ่สุดลูกหูลูกตามองไปสุดเส้นขอบฟ้ามีแสงรำไรของดวงอาทิตย์ที่กำลังโผล่ขึ้นมาบรรยากาศเย็นะเืทำให้เขาหนาวสั่นร่างกายที่เปียกโชกสั่นสะท้าน
หลินเซียวกอดอกตัวสั่นหงึกๆใช้ปราณคุมร่างกันความหนาวเหน็บมองไปรอบๆพบว่าตัวเองอยู่บนเกาะด้านหน้ามีแต่น้ำด้านหลังมีแต่ป่าเขาพวกศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลายไม่รู้ไปอยู่ที่ใด หลินเซียววัยแปดขวบเมื่อเดือนที่แล้วยืนน้ำตาคลอก่อนท้องของเขาจะส่งเสียงประท้วงดังลั่นหลินเซียวจึงตัดสินใจเดินเข้าป่าไปหาของกินก่อนอันดับแรก
กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ฮึก
หลังจากเก็บผลไม้กินมาตลอดทางหลินเซียวมีประสบการณ์เคยเร่ร่อนมาก่อนจึงเดินตามเส้นทางน้ำเพราะที่ใดมีน้ำ ที่นั่นย่อมต้องมีคนอาศัยอยู่ เดินขึ้นเขาลงห้วยมาหลายวันหลินเซียวพบทางสายหนึ่งวัวเทียมเกวียนกำลังวิ่งมาทางนี้ ชายชราสวมหมวกฟางเห็นเด็กน้อยยืนอยู่ริมทางจึงเอ่ยปากสอบถาม หลินเซียวบอกว่าตัวเองหลงทางกับพี่น้อง จึงขอร่วมทางไปลงเมืองใกล้ๆ ชายชราสงสารหลินเซียวยิ่งนักจึงพาไปด้วยพร้อมเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี
หลินเซียวเดินทางกับชายชรารอนแรมสามสี่เดือนเมื่อมาถึงเมืองที่มีคนอยู่พลุกพล่านชายชราได้สอบถามหลินเซียวว่าจะไปที่ไหนต่อ ไปพักอยู่กับเขาก่อนหรือไม่ หลินเซียวกล่าวขอบคุณชายชราอย่างเกรงใจก่อนจะบอกว่าตัวเองมีที่ให้ไปแล้วจึงอำลาชายชราแล้วจากมา ก่อนจากกันชายชราขนข้าวสารอาหารแห้งให้เขามากมายพร้อมให้หินรูปร่างเหมือนอัญมณีแก่เขาอีกถุงหนึ่ง หลินเซียวรู้มาคร่าวๆว่าสถานที่แห่งนี้เขาใช้หินนี้ซื้อขายแลกเปลี่ยน
หลินเซียวหกระเหินเร่ร่อนสืบข่าวตามวิถีขอทานที่เคยใช้สมัยก่อนเข้าสำนัก จึงได้รู้มาว่าดินแดนแห่งนี้เป็ดินแดนระดับสูงชื่อว่า ต้าเว่ย เมืองที่เขาอยู่ชื่อว่า เมืองหนานเฟิง เป็หนึ่งในเจ็ดสิบสองเมืองของต้าเว่ยหนานเฟิงจัดอยู่ในสามอับดับแรกของเมืองที่รุ่งเรืองที่สุด อีกทั้งยังมีสำนักน้อยใหญ่มากมายที่หลินเซียวให้ความสนใจที่สุดคือ สำนักเทียนซิน ซึ่งชื่อเหมือนสำนักเขาอีกทั้งยังเป็สำนักอันดับหนึ่งของต้าเว่ย
หลินเซียวกลับไปใช้ชีวิตแบบขอทานอีกครั้งตามหาศิษย์พี่ศิษย์น้องอย่างไร้จุดหมาย เดินทางไปยังเมืองเต้าเฟิงเพื่อที่จะเข้ารับการทดสอบเข้าเป็ศิษย์ของสำนักเทียนซิน ซึ่งจะเปิดรับศิษย์ใหม่พอดี
หลินเซียวคิดว่าพวกศิษย์พี่ศิษย์น้องของเขาต้องคิดเหมือนกันแน่จึงรีบเร่งเดินทางใช้เวลาสองเดือนหลินเซียวถามทางมาจนถึงหน้าเมืองเต้าซิน ขณะกำลังจะเข้าเมืองพลันมีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น
"เ้าหนูหลบไป!"
หลินเซียวหันหลังไปมองพบว่ามีรถม้าเทียมด้วยสิงโตที่มีเท้าเป็ไฟวิ่งแทบจะชนเขาอยู่รอมร่อ หลินเซียวสะกิดปลายเท้าพลังปราณผลักตัวเองออกไปด้านข้าง ก่อนที่รถม้าคันนั้นจะจอดลงตรงจุดที่เขายืนอยู่เมื่อกี้ ชายชราที่ขับรถม้าเดินลงมาถามไถ่อาการเขาหลินเซียวไม่เป็อะไรจึงบอกให้ชายชราไม่ต้องสนใจ ก่อนเขาจะจากไปมีเสียงดังขึ้นมาจากในรถม้า
"เสี่ยวเซียว?"
ทำไมเสียงนี้ถึงดูคุ้นเคยเยี่ยงนี้ หลินเซียวหันขวับไปตามเสียงเรียก
ปรากฏร่างของสวี่ผิงอัน หลินเซียวใตาค้างก่อนจะร่างกายจะโดนสวี่ผิงอันอุ้มจนตัวลอย
"เ้าเด็กโง่ เ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร" สวี่ผิงอันสำรวจร่างกายของหลินเซียวจับพลิกซ้ายพลิกขวาพอหลินเซียวได้สติจึงะโกอดสวี่ผิงอันแน่น
"ศิษย์พี่ผิงอัน ข้าหลงทาง" หลินเซียวน้ำตาคลอหลังจากหกระเหินร่อนเร่มาหลายเดือนในต่างที่ต่างแดนในที่สุดก็พบคนคุ้ยเคย ในใจเขาพลันรู้สึกเหมือนมีที่พึ่งอีกครั้ง
"ข้าพบเ้าครั้งแรกเ้าก็หลงทาง" สวี่ผิงอันลูบหัวปลอบหลินเซียว หลินเซียวจึงถูกหัวตัวเองกับไหล่ของสวี่ผิงอันอย่างอ้อนๆ เขาอ้อนโม่อวี้หรานจนติดเป็นิสัยใครให้ความสบายใจแก่เขา เขาจะเผยนิสัยนี้ออกมาอย่างเคยตัว
"ครั้งนี้ข้าเปล่านะ เพราะพิธีกรรมประหลาดของศิษย์พี่สามทำให้พวกเราถูกหลุมดำดูดมาโผล่ที่ไหนไม่รู้ ข้ายังพลัดหลงกับพวกเขาอีกด้วย" หลินเซียวกอดแขนสวี่ผิงอัน
"เ้าลำบากมามากเลยสินะ ไปกับข้าแล้วเล่าให้ข้าฟังทีว่าที่ผ่านมาเ้าเป็เช่นไรบ้าง"
สวี่ผิงอันรับรู้ข่าวสารของเหล่าศิษย์สำนักเทียนซินว่าได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยก็หลังผ่านไปแล้วหลายเดือน เ้าสำนักหลินออกตามหาพวกเขาเป็บ้าเป็หลัง บากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากสำนักต่างให้ช่วยตามหาจนผู้าุโสำนักหนึ่งััได้ว่าบริเวณลานฝึกกระบี่มีกระแสพลังที่เกิดจากการเปิดค่ายกลเคลื่อนย้าย
หลังจากสืบเสาะกันอยู่นานจึงทราบว่าพวกเขาไปโผล่ที่ใด เ้าสำนักหลินจึงขึ้นมายังดินแดนระดับสูงที่เขาเคยจากมาเมื่อนานมาแล้ว อาจารย์ของเขารู้ว่าสำนักเทียนซินในดินแดนระดับสูงจะเปิดรับศิษย์เขาจึงได้ตามเ้าสำนักหลินมาด้วย เมื่อเดินทางมายังเมืองเต้าเฟิงเพื่อรอเข้าทดสอบก็จับพลัดจับพลูมาเจอหลินเซียวเสียก่อน