“เคล็ดวิชาเล่มนั้นเอามาให้ข้าดูหน่อย” ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้นมาจากทางซ้ายมือของหลินเฟิง
เมื่อหลินเฟิงหันไปมองก็พบว่ามีชายหนุ่มที่หน้าตาดูชั่วร้ายคนหนึ่งกำลังพูดอยู่กับชายอีกคนด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาซึ่งในน้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยการออกคำสั่ง
อีกคนที่หลินเฟิงเห็นชื่อว่าเสิ่นเฉินเขาเป็นศิษย์สายนอกเช่นเดียวกับหลินเฟิง แต่เสิ่นเฉินมีชื่อเสียงมากกว่าหลินเฟิง
“ข้าต้องการเคล็ดวิชาเล่มนี้”เสิ่นเฉินปรายตามองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ อย่างเย็นชา เรื่องที่ศิษย์สายในจะรังแกศิษย์สายนอกนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆแต่เสิ่นเฉินก็ไม่ใช่พวกลูกพลับนิ่ม ที่จะยอมให้อีกฝ่ายข่มเหงได้ง่ายๆ
“อวดดี!!! เจ้าก็แค่ศิษย์สายนอกคนหนึ่ง กล้าดียังไงมาปฏิเสธข้า!” ชายหนุ่มคนนั้นตะโกนอย่างโมโห ขณะที่ปลดปล่อยลมปราณอันแข็งแกร่งออกมา
“หึหลี่หลิน อย่าคิดว่าข้าไม่รู้จักเจ้านะเจ้ามันก็แค่ศิษย์สายในที่อ่อนแอที่สุดคนหนึ่งเจ้าก็ดีแต่อวดเบ่งใส่ศิษย์สายนอกเท่านั้นแหละ การทดสอบของนิกายครั้งนี้ข้าเสิ่นเฉินจะจัดการกับเจ้าและเตะเจ้าออกจากศิษย์สายใน!!!”เสิ่นเฉินกล่าวอย่างเย็นชา
“เสิ่นเฉินชายคนนั้นคือเสิ่นเฉิน ฮ่าๆๆ ไอ้หมอนี่ดันไปเตะเจอตอเข้าให้แล้ว” สายตาของทุกคนที่อยู่ชั้นสองของหอแห่งดวงดาวล้วนจ้องมองมาทางนี้เสิ่นเฉินพูดถูก หลี่หลินผู้นี้เป็นศิษย์สายในที่อ่อนแอและไร้ค่าเพื่อลดปมด้อยในใจของตัวเอง เขาจึงมักหาเรื่องรังแกศิษย์สายนอกอยู่บ่อยครั้งคาดไม่ถึงเลยว่าคราวนี้เขาจะไปเจอของแข็งเข้า
เสิ่นเฉินเป็นอันดับหนึ่งของศิษย์สายนอกนอกจากจะครอบครองจิตวิญญาณแห่งเปลวไฟแล้ว เขายังมีดาบอัคคีที่แข็งแกร่งอีกด้วยไม่มีศิษย์สายนอกคนไหนสามารถเทียบเขาได้ เป้าหมายของเขาคือการเข้าร่วมการทดสอบของนิกายเพื่อเป็นศิษย์สายใน
เมื่อหลี่หลินได้ยินคำว่า‘เสิ่นเฉิน’ สองคำนี้ สีหน้าของเขาก็แข็งทื่อขึ้นมาเขาเคยได้ยินมาว่าความแข็งแกร่งของเสิ่นเฉินนั้นทรงพลังมาก และคาดไม่ถึงเลยว่าตัวเองจะดวงซวยขนาดนี้ที่ดันไปรังแกคนที่ไม่สมควรไปยุ่งเข้า
“มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดเคล็ดวิชาเล่มนั้นข้าไม่เอาแล้ว” สีหน้าของหลี่หลินเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจากนั้นเขาก็รีบหันหลังเดินจากไปทันที
ทันใดนั้นเสียงหัวเราะเยาะก็ดังขึ้นอย่างกลั้นไม่อยู่ฝูงชนลอบเหยียดหยามหลี่หลินอยู่ในใจ การมีอยู่ของมันนับว่าเป็นจุดด่างพร้อยของศิษย์สายในจริงๆแค่โดนศิษย์สายนอกข่มขู่เพียงเล็กน้อยก็รีบม้วนหางหนีอย่างตื่นตกใจ ช่างน่าอับอายขายขี้หน้าศิษย์สายในยิ่งนัก
“เจ้าหัวเราะอะไร!!! เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะทำลายการบ่มเพาะของเจ้า”
หลี่หลินรู้สึกอดสูอยู่ในใจทุกคนล้วนหัวเราะเยาะเขา แต่ทันใดนั้นหางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นหลินเฟิงเข้าและสังเกตเห็นหลินเฟิงสวมชุดศิษย์สายนอก จึงกล้าตะคอกใส่หลินเฟิงด้วยความโมโห
จริงอยู่ว่าเขาไม่กล้าท้าทายเสิ่นเฉินแต่สำหรับศิษย์สายนอกผู้นี้ ทำไมเขาจะไม่กล้า?
หลินเฟิงที่กำลังจะเดินไปดูที่อื่นก็พลันรู้สึกอึ้งขึ้นมาเขาเนี่ยนะหัวเราะ???
ตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรเลยเพียงแค่แอบส่ายหน้าอยู่ในใจเท่านั้น หลี่หลินผู้นี้ไม่กล้าไปหาเรื่องคนอื่นเลยคิดจะใช้เขาเป็นที่ระบาย?
“หึ!!! ข่มเหงผู้ที่อ่อนแอกว่า แต่หวาดกลัวต่อผู้ที่แข็งแกร่ง” ในดวงตาของหลินเฟิงฉายแววดูถูกออกมา เขาไม่กล้ายั่วโมโหเสิ่นเฉินแต่กลับมายั่วโมโหเขาแทนเนี่ยนะ?
แต่หลินเฟิงขี้เกียจสนใจคนประเภทนี้ในเมื่อเขาเลือกเคล็ดวิชาที่ต้องการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ต่อ
หลินเฟิงยกเท้าขึ้นเตรียมที่จะเดินจากไป
“หยุดนะ!ไอ้สวะสายนอก!!! เจ้ากล้าเมินข้าหรือ?!” สีหน้าของหลี่หลินดูอึมครึมเป็นอย่างมากเขารีบเดินเข้ามาขวางทางหลินเฟิงทันที
หลินเฟิงแสยะยิ้มอย่างเย็นชาดูเหมือนว่าเจ้าหมอนั่นต้องการจะกู้หน้าของตัวเองคืนสินะ คงนึกว่าข้าเป็นลูกพลับนิ่มจริงๆด้วย
“ไอ้สวะสายนอก?ไม่ใช่ว่าเมื่อกี้เจ้าก็เพิ่งถูกศิษย์สายนอกคนหนึ่งทำให้อับอายไม่ใช่หรือ?”
หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหยอกล้อไอ้หมอนี่ช่างหน้าด้านเสียจริง
เมื่อถูกหลินเฟิงจี้ใจดำสีหน้าของหลี่หลินก็ดูเย็นชาขึ้น ดวงตาของเขาฉายแววชั่วร้ายออกมาขณะจ้องมองไปที่หลินเฟิง
“เจ้ารนหาที่ตายงั้นหรือ”
“เจ้าพูดถูก”หลินเฟิงแสยะยิ้มออกมา ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า “เจ้าคือหลี่หลินใช่ไหม?ข้าจะจำชื่อของเจ้าไว้ วันทดสอบของนิกายเจอกันที่หุบเขาเมฆพายุ ณลานประลองเป็นตาย”
เมื่อหลินเฟิงพูดจบทุกคนก็เผยสีหน้าล้อเลียนขึ้นมา หลินเฟิงได้ท้าสู้กับหลี่หลิน และยังนัดเจอกันที่ลานประลองเป็นตาย
“ช่างน่าสนใจ” ทุกคนคิดในใจอยู่เงียบๆ ส่วนหลี่หลินดูเหมือนจะตกตะลึงไปชั่วขณะดวงตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย หลินเฟิงกล้าท้าประลองกับเขาหรือว่าหมอนี่จะแข็งแกร่งกว่าที่คิดมาก?
“ได้ข้าจะรอเจ้า” หลี่หลินไม่อาจปฏิเสธได้ ไม่เป็นไรตราบเท่าที่ไม่ใช่เสิ่นเฉินก็แล้วไป หากหวาดกลัวต่อคำขู่ของหลินเฟิง ศิษย์สายนอกคนนี้อีกเขาคงไม่มีหน้าอยู่ในนิกายหยุนไห่อีกต่อไปแน่
หลี่หลินหันหลังกลับและเดินจากไป
หลินเฟิงยิ้มเยาะอยู่ในใจเขาไม่เห็นอีกฝ่ายอยู่ในสายตาเลยสักนิด ถ้าหากศิษย์สายในที่อ่อนแอที่สุดเขายังเอาชนะไม่ได้ แล้วจะยังมีหน้าพูดถึงเส้นทางแห่งนักรบได้อย่างไร?
“ฮ่าๆเจ้าชื่ออะไรน่ะ? แต่การที่เจ้าสามารถขึ้นมาบนชั้นนี้ได้แสดงว่าเจ้าบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณแล้วสินะ แต่ทำไมข้าถึงไม่เคยเห็นเจ้ามาก่อนเลย?”ในฐานะที่เสิ่นเฉินเป็นศิษย์สายนอกอันดับหนึ่งเขาย่อมรู้จักบรรดาศิษย์สายนอกที่อยู่อันดับต่ำกว่าตนเป็นอย่างดีและรู้ด้วยว่ามีอยู่ไม่กี่คนที่บรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณแล้วในการทดสอบของนิกายครั้งนี้เขาจะต้องแสดงความสามารถที่มีเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นศิษย์สายในให้ได้
แต่เสิ่นเฉินไม่เคยเห็นหลินเฟิงมาก่อน
“ข้าหลินเฟิงเป็นแค่คนธรรมดา ไม่แปลกที่เจ้าจะไม่เคยพบ” หลินเฟิงตอบ
“ไอ้ขยะหลินเฟิงหรือ?”เสิ่นเฉินชะงักไปครู่หนึ่ง ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยพบคนคนนี้แต่ชื่อเสียงของหลินเฟิง เสิ่นเฉินกลับเคยได้ยินมาหลายครั้ง
“ฮ่าๆดูเหมือนว่าไม่ควรจะเชื่อข่าวลือทุกอย่าง ไอ้ขยะที่ไหนจะมีขอบเขตแห่งจิตวิญญาณกัน”เสิ่นเฉินหัวเราะขณะส่ายหัว และเปลี่ยนเรื่องคุยทันที “ถึงจะเป็นศิษย์สายนอกเหมือนกัน แต่ก็ยังคงแตกต่างกันอยู่ดียกตัวอย่างเช่นเจ้ากับข้า พวกเรามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนและไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ ยิ่งไปกว่านั้น ข้ากำลังจะกลายเป็นศิษย์สายในแล้ว”
หลินเฟิงนิ่งอึ้งเล็กน้อยตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าเสิ่นเฉินต้องการตำหนิเขา ที่พูดประโยคนี้ออกมา ‘ไม่ใช่ว่าเมื่อกี้เจ้าก็เพิ่งถูกศิษย์สายนอกคนหนึ่ง ทำให้อับอายไม่ใช่หรือ?’
สำหรับเสิ่นเฉินการที่หลินเฟิงพูดประโยคนี้ก็เหมือนกับยกตัวเองมาเทียบกับเขาซึ่งในสายตาของเสิ่นเฉินแล้ว หลินเฟิงไม่คู่ควรที่จะยกตัวเองมาเทียบกับเขาดังนั้นเสิ่นเฉินจึงเน้นคำว่า ‘พวกเรามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนและไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้’
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะมั่นใจในตัวเองยิ่งนัก” หลินเฟิงไม่ได้รู้สึกโกรธ เขาหัวเราะออกมาเบาๆ
“อย่างน้อยในบรรดาศิษย์สายนอกถ้าข้าบอกว่าเป็นที่ 2 ก็ไม่มีใครกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นที่ 1”เสิ่นเฉินตอบ
“เยี่ยมว่ากันว่าศิษย์สายนอกที่ขึ้นมาบนชั้นสอง สามารถอยู่ที่ชั้นนี้ได้แค่เวลาหนึ่งก้านธูปเท่านั้นแต่ในเมื่อเจ้าเก่งกาจเช่นนี้ กล้าอยู่เกินเวลาหรือไม่?” หลินเฟิงถามยิ้มๆ
“เจ้าไม่ต้องใช้คำพูดมายั่วยุข้าหรอกไม่ว่าจะเป็นศิษย์สายนอกคนไหนก็ตาม สามารถอยู่ที่ชั้นสองของหอแห่งดวงดาวได้แค่หนึ่งก้านธูปเท่านั้นแม้แต่ข้าก็ไม่มีข้อยกเว้น แน่นอนว่าคนอื่นก็ไม่มีสิทธิ์” เสิ่นเฉินกล่าวอย่างดูถูกกฎของนิกายหยุนไห่นั้นศิษย์สายนอกคนหนึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยหรือ?
“งั้นหรือ?”ในดวงตาของหลินเฟิงเผยรอยยิ้มขบขันขึ้นมา “ข้ามาที่นี่ได้พักหนึ่งแล้วแต่ยังต้องการจะดูตำราต่ออีกสักหนึ่งก้านธูป ในเมื่อเจ้าแข็งแกร่งขนาดนี้ และยังเป็นถึงศิษย์สายนอกอันดับหนึ่งก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนะถ้าจะอยู่ต่อขนาดขยะอย่างข้ายังกล้า แล้วเจ้าจะไม่กล้าเหรอ?”
“เจ้าล้อเล่น?เจ้ากล้าอยู่ต่ออีกหนึ่งก้านธูป?” เสิ่นเฉินแสยะยิ้มอย่างเย็นชาน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความดูถูก
“แล้วทำไมเจ้าไม่รอดูด้วยตาของเจ้าเองล่ะ”หลินเฟิงกล่าว พร้อมกับยกยิ้มที่มุมปากขึ้นมาหลังจากนั้นหลินเฟิงก็ไม่สนใจเสิ่นเฉินอีก เขาหันมาพลิกตำราในมือต่อถึงแม้ว่าจะไม่ได้ฝึกฝน แต่ดูไว้เป็นความรู้ประดับหัวก็ไม่เลว
“ไอ้หมอนี่มันบ้าไปแล้วถึงได้กล้าพูดว่าจะอยู่ต่ออีกหนึ่งก้านธูป” ดวงตาของศิษย์สายในที่อยู่ชั้นสองของหอแห่งดวงดาวฉายแววสนใจออกมาพวกเขาเริ่มจับตามองหลินเฟิงอย่างเงียบๆ เพราะอยากจะเห็นว่าชายคนนี้จะกล้าอยู่ต่ออีกนานแค่ไหน
“หึ” เสิ่นเฉินแค่นเสียงร้องหึออกมา หลินเฟิงมาที่นี่ก่อนเขา ดังนั้นเขาจึงมีเวลาอยู่ที่นี่อีกพักใหญ่ๆเขาจะลองดูสิว่า หลินเฟิงจะกล้าอยู่บนนี้เกินเวลาหรือไม่
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วธูปเหลือเพียงแค่ครึ่งดอกแล้ว เสิ่นเฉินวางเคล็ดวิชาที่อยู่ในมือลงและขมวดคิ้วเล็กน้อยตอนนี้เขาเหลือเวลาอีกไม่มาก
เมื่อมองไปที่หลินเฟิงก็เห็นอีกฝ่ายกำลังอ่านเคล็ดวิชาอยู่ สีหน้าของเขาดูไม่แยแส ราวกับไม่ได้สังเกตว่าเวลาได้ผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว
“ดูสิว่าเจ้าจะเสแสร้งได้อีกนานแค่ไหน”เสิ่นเฉินไม่สนใจเลือกเคล็ดวิชาต่อ ในเมื่ออีกไม่นานเขาก็จะได้เป็นศิษย์สายในแล้วดังนั้นจึงไม่ต้องรีบร้อนเลือกเคล็ดวิชาไป เขาจ้องมองหลินเฟิงอย่างใจจดใจจ่อและเตรียมรอดูความอัปยศของอีกฝ่าย
แต่ดูเหมือนว่าเสิ่นเฉินจะต้องผิดหวังหลังจากเวลาผ่านไปได้สักพัก หลินเฟิงก็ยังคงไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ทั้งสิ้นราวกับว่าไม่คิดสนใจเวลาที่ผ่านไป
“ทำไมเจ้าถึงยังไม่ไปอีกหรือว่าเจ้ากำลังรนหาที่ตาย?” เสิ่นเฉินไม่สามารถสงบจิตสงบใจต่อไปได้เพราะเวลาของเขาใกล้จะหมดลงแล้ว ถ้าหากยังไม่ไปจะถือว่ากำลังฝ่าฝืนกฎของนิกายซึ่งผลกระทบที่จะตามมามันร้ายแรงมาก
“ขนาดยังข้าไม่รีบแล้วศิษย์สายนอกอันดับหนึ่งผู้แข็งแกร่งอย่างเจ้าจะรีบทำไม?!” หลินเฟิงกล่าวอย่างเฉยเมย แต่น้ำเสียงของเขากลับแฝงไปด้วยความประชดประชัน
เสิ่นเฉินมีสีหน้าอึมครึมเล็กน้อยขณะกล่าวอย่างเย็นชาว่า “เจ้ากำลังรนหาที่ตายและข้าก็ไม่โง่พอที่จะลดตัวลงไปเล่นกับเจ้าด้วย แล้วข้าจะคอยดูคำอธิบายของเจ้าตอนที่เผชิญหน้ากับยาม”
หลังจากกล่าวจบเสิ่นเฉินก็เดินลงจากชั้นสองของหอแห่งดวงดาว
“ศิษย์สายนอกอันดับหนึ่ง?ก็ไม่เท่าไรเลยนี่” หลินเฟิงหัวเราะเยาะทำให้เสิ่นเฉินที่กำลังก้าวเท้าออกไปชะงักเล็กน้อย ในดวงตาของเขาฉายแววอาฆาตขึ้นมา