เย่ฮูหยินทำท่าทางจะเป็นลมจนซ่งเสี่ยวม่านต้องเข้ามาช่วยพยุง ทว่าผู้เป็นบุตรชายกลับไม่สนใจเลยสักนิด เพราะในยามนี้เขาสนใจประโยคที่มารดาเอ่ยออกมาเมื่อครู่มากกว่า
“ซูฮวา เจ้าออกไปข้างนอกมาจริงหรือ” หยูจินหมิงหันไปเอ่ยถามคนที่เขาคิดว่าคือซูฮวาเป็นอันดับแรก และนางเองก็พยักหน้าเล็กน้อยก่อนตอบ
“เจ้าค่ะ ข้าก็แค่...แอบไปเก็บดอกไม้ที่สวนด้านหลัง และที่ไปดึกดื่นเพราะกลัวคนเห็น คือความจริงข้าเห็นท่านบ่นว่าปวดหัวกับงาน เลยตั้งใจเลือกหาดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอมทำให้ผ่อนคลายไปตั้งในห้องทำงานของคุณชาย ข้าแค่อยากทำให้คุณชายประหลาดใจก็เท่านั้น เลยอยากปิดบังเอาไว้ก่อน” ซูลี่เอ่ยเล่าและทำท่าทีเขินอายเล็กน้อย จากนั้นก็ชี้ไปที่โต๊ะตัวหนึ่ง ที่บัดนี้มีดอกไม้ที่มีรอยตัดใหม่ๆ ตรงก้าน และยังมีแจกันหนึ่งใบวางเอาไว้ “คือข้าเห็นว่ามันดึกมาก จัดต่อไม่ไหวเลยนอนเอาแรงก่อนเจ้าค่ะ”
เมื่อหยูจินหมิงฟังคำอธิบายของซูฮวา เขาก็ไม่ตั้งคำถามกับนางอีก และยิ่งรู้สึกดีต่อนางมากยิ่งขึ้น ซึ่งสวนทางกับผู้เป็นมารดา เพราะเย่ฮูหยินกลับมีความคิดว่านางกำลังจัดฉากตบตาบุตรชายอยู่
“ไม่จริง เจ้ากำลังโกหก!” เย่ฮุ่ยอิ่งสวนกลับทั้งที่สังขารยังแทบจะยืนไม่ไหวและหอบหายใจรุนแรงเพราะอารมณ์โมโห ยิ่งเห็นบุตรชายเบนสายตามามองอย่างกังขาก็ยิ่งมีโทสะ
“ท่านแม่ เหตุใดท่านให้คนมาคอยจับตาดูซูฮวากลางดึกกลางดื่น หรือว่า...เป็นท่านที่วางแผนการเอาไว้ทั้งหมด เหอะ! ข้าก็คิดอยู่ว่าเหตุใดท่านจึงใส่ใจบ่าวรับใช้และทำการเอิกเกริกเช่นนี้” หยูจินหมิงแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา พลางหันหน้ามาเผชิญกับมารดา คนที่คอยบังคับเขามาตั้งแต่เด็ก แต่ในวันนี้เขาจะไม่ยอมอีกต่อไปแล้ว เพราะเขาไม่อยากสูญเสียซูฮวาไปอีกครั้ง หารู้ไม่ว่าความจริงเขาสูญเสียซูฮวาอันเป็นที่รักไปตั้งนานแล้ว และต่อไปนี้จะไม่สามารถเรียกคืนสิ่งใดกลับคืนมาได้อีก
เย่ฮุ่ยอิ่งชะงักไปชั่วครู่ เพราะสิ่งที่บุตรชายพูดออกมานั้นเป็นความจริงทุกประการ
ฝ่าเท้าหนักๆ ก้าวเข้าหามารดาอย่างช้าๆ ในสายตาของเขามีแต่ร่องรอยแห่งความผิดหวัง “เหตุใดท่านจึงไม่ตอบข้าเล่าท่านแม่ ท่านยอมรับใช่หรือไม่ว่าตั้งใจจะใส่ร้ายนาง”
“ข้าสั่งคนเฝ้านางไว้ก็จริง แต่ข้าไม่ได้โกหกเรื่องที่นางเป็นคนทำ ข้าไม่ได้ใส่ร้ายนาง แค่อยากให้เจ้าได้หูตาสว่างขึ้น เจ้าจะจมปลักกับนางโดยไม่ลืมหูลืมตาไม่ได้ นางไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิด” เย่ฮุ่ยอิ่งที่พอได้พักเมื่อครู่โพล่งขึ้นมาอีกครั้ง
“ท่านแม่หยุดกล่าวหานางเสียที ข้ารู้ว่าอะไรเป็นอะไร และข้าก็รู้ดีว่าท่านเป็นเช่นไร” หยูจินหมิงพูดสวนขึ้นทันควัน
“จินหมิง! นี่เจ้ากล้า...เจ้ากล้าต่อปากต่อคำกับมารดาเจ้าเพื่อปกป้องนางคนชั้นต่ำนี่หรือ” เย่ฮูหยินเอ่ยไปก็ทำท่าจะเป็นลมอีกครั้ง
“หากท่านแม่ยังไม่ยอมหยุด คอยดูว่าข้าจะทำเช่นไร ข้าจะพานางหนีไปให้ไกล”
“หึ หากเจ้าคิดจะทำจริงคงทำไปนานแล้ว เจ้าเองก็รู้ดีว่าด้วยอำนาจของอ๋องเจียเฉิง หากคิดจะตามหาคนบางคนนั่นไม่ใช่เรื่องยากเลย”
พอหยูจินหมิงได้ฟังเขาก็ชะงักไปโดยปริยาย แม้แต่ซูลี่ที่ได้ฟังก็ยังเห็นด้วยกับคำพูดของเย่ฮูหยิน
“แล้วก็เจ้า อย่านึกว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าลงมือกับซ่งหยวนเป็นเพราะต้องการปกปิดความจริงเรื่องตัวตน เจ้าตัดลิ้นของนางก็เพื่อที่จะไม่ให้นางได้พูด” เย่ฮุ่ยอิ่งเบนเป้าหมายกลับมาหาซูลี่อีกครั้ง “เจ้านั่นแหละ ที่เป็นคนทำ”
“หากเป็นข้าที่ต้องการปกปิดตัวตนจริง ข้าจะทำเช่นนั้นไปเพื่อสิ่งใดเล่าเจ้าคะ เพราะไม่ช้าไม่เร็วก็จะต้องถูกเปิดเผย นอกเสียจากว่า...ข้าอยากแก้แค้นซ่งหยวนที่นางเคยตัดลิ้นข้า หรือว่าซ่งหยวนเคยทำเช่นนั้นหรือเจ้าคะ” ซูลี่ถามกลับราวกับแค่ต้องการพูดเปรียบเปรย แต่สองนายบ่าวกับสะดุ้งเฮือก
“อาหยวนจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร” เป็นซ่งเสี่ยวม่านที่แย้งขึ้น ไม่ใช่ว่านางต้องการปกป้องหลานสาวกาฝากคนนั้นของตน แต่ท่านหญิงคงไม่พอใจหากคุณชายใหญ่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับซูฮวาในคืนนั้นจากปากคนอื่น
“ไม่รู้สิ อาจทำตามคำสั่งของใครบางคนก็ได้” ซูลี่เอ่ยตาใส ทำให้สองนายบ่าวลอบมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่ซูลี่ก็แย้มยิ้มขึ้นอีกครั้งแล้วเอ่ย “ข้าก็แค่เปรียบเทียบน่ะเจ้าค่ะ ข้ายืนพูดอยู่ตรงนี้จะถูกตัดลิ้นได้อย่างไร จริงไหมเจ้าคะคุณชายใหญ่” นางหันสายตาไปหาหยูจินหมิง ที่บัดนี้กำลังมีท่าทางราวกับสติหลุดลอยอีกทั้งหน้าผากยังมีเหงื่อผุดพรายออกมา
“คุณชายใหญ่ คุณชายใหญ่เจ้าคะ” ซูลี่เรียกเขาพลางขมวดคิ้ว ในเวลาเดียวกันสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนกลับมาเป็นแบบเดิม นั่นทำให้ซูลี่เกิดอาการแปลกใจ
“จริงของเจ้าซูฮวา เจ้าก็คือซูฮวาไม่ใช่ใครอื่น ท่านแม่ ท่านก็เลิกจับผิดนางเสียที” เขากล่าวก่อนจะเห็นว่าองครักษ์คนเดิมกลับมาอีกครั้ง
“ฮูหยินขอรับ ไม่เจอหลักฐานใดเลยขอรับ”
เย่ฮุ่ยอิ่งได้ฟังก็ราวกับมืดแปดด้าน นางมั่นใจว่าในวันนี้จะทำให้บุตรชายได้เห็นถึงธาตุแท้ของซูฮวาและต้องการกำจัดอีกฝ่ายออกไปจากจวน นางคว้าน้ำเหลวไม่พอยังทำให้บุตรชายกังขาในตนเองอีก เหตุใดแผนการที่จะกำจัดซูฮวาคนนี้จึงล้มเหลวไม่เป็นท่าเช่นนี้ได้
“เห็นหรือไม่ เป็นท่านเลือกที่จะกล่าวหานาง เรื่องในวันนี้ข้าจะถือเสียว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นก็แล้วกัน แต่หากข้ารู้ว่าท่านแม่วางแผนเช่นวันนี้อีก ข้าจะไม่ยอมอยู่เฉยเป็นแน่ เชิญท่านแม่กลับเรือนได้แล้ว” เขายื่นคำขาด แม้เย่ฮุ่ยอิ่งจะโวยวายอีกหลายประโยคเขาก็หาได้สนใจไม่
สุดท้ายเรื่องวันนี้ก็ผ่านไปโดยที่ทุกคนกำลังจะแยกย้าย แต่ทว่ากลับมีองครักษ์กลุ่มหนึ่งวิ่งหน้าตั้งมาด้วยสีหน้าตกใจสุดขีด
“คุณชายใหญ่ เย่ฮูหยิน ซ่ง...ซ่งหยวน นางตายแล้วขอรับ”
คนถูกเรียกชื่อทั้งสองคนหันมองไปทางองครักษ์ผู้นั้นเป็นตาเดียว ก่อนจะตกใจยิ่งกว่าเมื่ออีกฝ่ายพูดประโยคถัดไป
“นางถูกพาไปรักษาที่โรงหมอประจำจวน เพียงแค่ช่วงเวลาเดียวเท่านั้น ดวงตาอีกข้างของนางหายไป พร้อมกับร่างที่ย้ายไปแขวนคออยู่ที่ใต้ต้นไม้” เขาเอ่ยไปขนในกายก็ลุกไป เพราะช่วงเวลาเพียงครู่เดียวราวไม่ถึงครึ่งเค่อ ซ่งหยวนก็กลับกลายเป็นเช่นนั้นไปแล้ว
เย่ฮูหยินและซ่งเสี่ยวม่านตกใจจวนจะเป็นลมไปพร้อมๆ กัน ส่วนหยูจินหมิงที่ได้สติก่อนมารดาก็สั่งทุกคนตรวจสอบหาตัวคนทำโดยเร็ว ดังนั้นนับแต่นี้จวนสกุลหยูจึงยิ่งมีแต่ความวุ่นวาย