เกลียวฟ้าสองสีหมุนวนช้าๆ เหนือลานวงกลม ราวม่านบนเวทีที่กำลังรูดเปิด เซวียนตูทอดสายตาลงมาที่หลิงเฟิง แววในดวงตาเก่าแก่นั้นไม่มีเงาของผู้ล่าที่หมายเอาชีวิต มีแต่ความอาลัยที่หนักอึ้งเกินกว่ากายมนุษย์ใดจะแบกไหว “ก่อนเ้าจะตัดสินว่าข้าคือปีศาจ” มันเอ่ยแ่เบา “ฟังเื่ราวของเด็กสองคนที่เกิดใต้ม่านสองสีเมื่อพันปีก่อนเสียก่อน—เด็กที่ไม่ต่างจากเ้าเลยแม้แต่น้อย”
“พันปีก่อน สองพิภพยังไม่มีม่านกั้น ชี่กับมานาปะทะกันทุกวันราวไฟสองกองที่เผาผลาญกันเอง แผ่นดินแหลกเป็จุณ ผู้คนล้มตายนับไม่ถ้วน คนรุ่นหลังเรียกมันว่า ‘ยุคการปะทะ’ ในยุคนั้น มีพี่น้องคู่หนึ่งถูกพบเป็ทารกใต้รอยร้าวที่ฟ้าทั้งสองสี ไร้ตระกูล ไร้ชื่อ ผู้คนรังเกียจว่าเป็ลางร้าย” เสียงเซวียนตูนุ่มลงราวเล่านิทานก่อนนอน “พี่ชายมีนามว่า...เซวียนตู และน้องชายมีนามว่า เซวียนหลิง”
หัวใจหลิงเฟิงเต้นสะดุด สองชื่อที่หลอกหลอนเขามาั้แ่คาลวินเปล่งออกมาก่อนตาย สองชื่อที่คล้ายกันจนน่าขนลุก บัดนี้ถูกผูกเข้าด้วยกันด้วยคำเดียว—พี่น้อง
“เซวียนหลิงผู้น้องตื่นแก่นสองพิภพ พลังที่หลอมทั้งชี่และมานาไว้ในกายเดียว เหมือนที่หลับอยู่ในอกเ้าเวลานี้ ข้าผู้พี่ยืนเคียงข้างเขาเสมอ เราหลอมลมหายใจเป็หนึ่ง สู้เคียงบ่าฝ่ายุคการปะทะมาด้วยกัน—เ้ารู้จักความรู้สึกนั้นดีมิใช่หรือเล่า” ดวงตาเซวียนตูเหลือบไปทางอาเดรียลชั่ววูบ หลิงเฟิงรู้สึกได้ว่าคนข้างกายขยับเข้ามาชิดอีกนิด ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่ด้วยคำตอบเงียบๆ ว่า ‘ข้าอยู่นี่’
“แต่เมื่อสองพิภพใกล้แหลกสิ้น เซวียนหลิงเลือกทางที่ข้าคุกเข่าขอร้องไม่ให้เขาเลือก” เสียงเซวียนตูเริ่มสั่นเครือเป็ครั้งแรก “เขาสานม่าน์ขึ้นกั้นสองพิภพ ด้วยการหลอมิญญาตัวเองผูกเข้ากับม่านนั้นตลอดกาล กลายเป็สมอที่ตรึงมันไว้มิให้พังทลาย น้องชายข้าหายไปต่อหน้าต่อตา เหลือเพียงลมหายใจสุดท้ายที่จางไปกับสายลมสองสี ข้าได้แต่ยืนกอดความว่างเปล่าอยู่ใต้ฟ้าที่เพิ่งถูกเย็บปิด”
“ยุคแล้วยุคเล่าผ่านไป แก่นดวงนั้นเวียนว่ายในผู้ถือคนแล้วคนเล่า จนวันหนึ่งมันวนกลับมาตื่นในตัวข้าเอง ข้าพบผู้ประคองของข้า มีคนที่ยืนเคียงข้างได้อีกครั้ง เป็ครั้งแรกในรอบหลายร้อยปีที่ข้าไม่ต้องเดียวดาย” เสียงนั้นแข็งกระด้างขึ้นทันควัน “แต่ข้าก็สูญเสียนางไปในารอยแยก และคราวนี้ไม่เหลือใครให้ข้ายึดเหนี่ยวอีก เ้ารู้ไหมว่าผู้ถือแก่นที่สิ้นผู้ประคองเป็เช่นไร—เราไม่ได้ดับเงียบ เซี่ยหลิงเฟิง เราลุกไหม้”
“ข้าลุกไหม้มากว่าร้อยปี เฝ้ามองม่านที่ขังน้องชายข้าไว้ข้างใน ได้ยินเสียงเขาร้องเรียกจากอีกฟากทุกค่ำคืน” เซวียนตูแ่เสียงลง “ข้าจึงหลอมชี่กับมานาเป็กายะนี้ สาบานจะฉีกม่านให้สิ้นซาก เพื่อปลดปล่อยเขาออกมา ทุกรอยแยกที่ข้าเปิด คือก้าวที่เข้าใกล้เขาอีกหนึ่งก้าว เ้ายังจะเรียกข้าว่าปีศาจอยู่อีกหรือ ในเมื่อบาปเดียวของข้าคือรักน้องมากเกินจะปล่อยให้เขาจมอยู่ในที่มืดเพียงลำพัง”
ณ วินาทีนั้นเอง จี้หยกลายคลื่นม่านในมือหลิงเฟิงเย็นเยียบขึ้นจนแสบฝ่ามือ ลมหายใจแ่บางอย่างหนึ่งพัดผ่านสำนึกของเขา—ไม่ใช่ลมหายใจของเซวียนตู ไม่ใช่ของอาเดรียล แต่เป็บางสิ่งที่อยู่ ‘ในม่าน’ บางสิ่งที่เศร้าโศกและอ่อนโยน ราวผู้เฝ้ามองที่เฝ้าดูเขามานานแสนนานจากอีกฟากฟ้า
หลิงเฟิงเหลือบไปทางป๋ายเหอที่ถูกพลังผลักให้ไปยืนไกล สีหน้าของชายชราเปลี่ยนวูบเมื่อเห็นจี้หยกเรืองแสง ริมฝีปากเขยื้อนราวจะเอ่ยอะไรออกมา แต่แล้วก็เม้มแน่น กำหมัดจนข้อนิ้วซีดขาว เก็บความลับบางอย่างไว้เื้ัดวงตาที่เ็ป
“แล้วม่านก็ส่งแก่นดวงนั้นข้ามยุคข้ามสมัย หลับใหลแล้วตื่นในผู้ถือคนแล้วคนเล่า จนมาถึงเ้า” เซวียนตูก้าวเข้าใกล้หนึ่งก้าว ความกดดันดั่งูเาผ่อนลงเหลือเพียงความอบอุ่นแปลกประหลาด “แต่แสงดาว—สีที่สามที่ไม่มีผู้ถือคนใดเคยมี นอกจากเซวียนหลิง—กลับปรากฏในกายเ้า เ้าไม่ใช่เพียงผู้ถือคนใหม่ เซี่ยหลิงเฟิง เ้าคือเซวียนหลิงที่กลับมา น้องชายของข้าที่ข้าตามหามาทั้งพันปี”
ถ้อยคำนั้นกระแทกหลิงเฟิงราวคลื่นั์ เสี้ยวหนึ่งในใจเขาสั่นไหว—ความรู้สึก ‘ราวเคยทำมาก่อน’ ที่หลอนเขาั้แ่พบอาเดรียล ภาพฝันยืนประจันหลังกันในสนามรบสองสี ชื่อโบราณที่ผุดขึ้นในห้วงหลับ ทุกชิ้นส่วนปริศนาที่กระจัดกระจายราวกำลังเลื่อนเข้าที่เข้าทางในกรอบเื่ที่เซวียนตูค่อยๆ วาดให้
“มาอยู่กับข้าสิ” เซวียนตูยื่นมือออกมา ฝ่ามือนั้นแผ่ความอบอุ่นต่างจากความกดดันก่อนหน้าลิบลับ “เราคือเืเดียวกัน แสงเดียวกัน เราจะฉีกม่านที่พรากเราจากกัน ลบรอยแยกที่กลืนกินบ้านเกิดของเ้า โลกที่ไร้ม่าน คือโลกที่ไม่มีเด็กกำพร้าเกิดใต้รอยร้าวอีก ไม่มีป้าซูคนใดต้องสูญเสียลูกหลานให้อสูรปนเปื้อน ไม่มีเซินหรูคนใดต้องตายเพื่อปกป้องคนที่เขารัก”
ชื่อเซินหรูจากปากศัตรูทำให้แผลในอกหลิงเฟิงแยกอ้าอีกครั้ง เซวียนตูรู้—มันรู้ทุกอย่าง และมันเลือกหยิบความเ็ปที่สดใหม่ที่สุดของเขามาเป็กุญแจไขใจ ราวศัลยแพทย์ที่รู้ว่าควรกรีดตรงไหนเืจึงจะไหล
“และส่วนของเซวียนหลิงที่ยังค้างอยู่ในม่าน” เซวียนตูเอ่ยต่อ น้ำเสียงอ่อนโยนจนแทบเป็การวิงวอน “เมื่อม่านสลาย เสี้ยวิญญานั้นจะหลอมกลับคืนสู่เ้า เ้าจะสมบูรณ์ ครบเป็น้องชายข้าดังเดิม แล้วเราจะได้อยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง ป๋ายเหอเลี้ยงเ้ามาเป็เพียงสมอตรึงม่านดวงใหม่ เหมือนที่น้องข้าถูกตรึง การปกป้องของมันคือกรงขังที่ห่อด้วยความเมตตา ข้าต่างหากที่จะปลดปล่อยเ้าให้เป็อิสระ”
เป็ข้อเสนอที่งดงามจนน่าใจหาย ภาพโลกที่ป้าซูยิ้มได้ในครัวก๋วยเตี๋ยวโดยไม่ต้องหวาดกลัว เสี่ยวถาวเติบโตขึ้นใต้ฟ้าที่ไม่เคยปริร้าว เซินหรูยังมีลมหายใจ...หลิงเฟิงรู้สึกมือตัวเองขยับขึ้นครึ่งหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ราวร่างกายอยากเอื้อมไปคว้าฝ่ามือที่ยื่นมา ก่อนเหตุผลจะทันยับยั้ง
แต่แล้วนิ้วของอาเดรียลก็แตะหลังมือเขาเบาๆ ไม่ใช่การฉุดรั้ง เพียงััที่เตือนว่า ‘ข้าอยู่นี่ จำได้ไหมว่าเ้าขอให้ข้าเตือนเ้าว่าเ้าเป็ใคร ไม่ว่าความจริงจะเลวร้ายแค่ไหน’ ลมหายใจที่หลอมเป็หนึ่งดึงหลิงเฟิงกลับจากขอบเหว เขาสูดอากาศเข้าลึก ความคิดที่ขุ่นมัวค่อยๆ ใสขึ้นทีละน้อย
หลิงเฟิงกำจี้หยกแน่นแนบอก ลมหายใจอ่อนโยนในม่านนั้นยังอยู่ และยิ่งฟังเซวียนตูพูด เขายิ่งแน่ใจในสิ่งหนึ่ง—เสียงในม่านนั้น ‘ไม่ใช่เขา’ มันเป็ผู้อื่น เป็ิญญาที่ยังเฝ้าอยู่อีกฟาก เศร้าโศกแต่ไม่เรียกร้องสิ่งใด ถ้าเซวียนหลิงยังคงอยู่ในม่านครบถ้วน แล้วเขาจะเป็เซวียนหลิงที่กลับมาเกิดได้อย่างไรกัน
“เ้าโกหก” หลิงเฟิงเอ่ย เสียงเบาแต่หนักแน่นดั่งหินผา เซวียนตูนิ่งงัน “หรือไม่เ้าก็หลอกตัวเองมาตลอดพันปี เซวียนหลิงไม่ได้อยู่ในตัวข้า เขายังอยู่ในม่าน—ข้าได้ยินเขา จี้นี้ได้ยินเขา เขาเป็ผู้อื่นที่ไม่ใช่ข้า ข้าไม่ใช่น้องชายของเ้าที่กลับมา ข้าคือเซี่ยหลิงเฟิง เด็กที่ป้าซูเลี้ยงด้วยก๋วยเตี๋ยวร้อนๆ ในเมืองชายม่าน ไม่ใช่เงาของใครที่เ้าสูญเสียไป”
เป็ครั้งแรกที่ใบหน้าไร้กาลเวลาของเซวียนตูแตกร้าว ดวงตาเก่าแก่สั่นไหว มันเหลือบไปทางม่านที่หมุนวน ราวพยายามเงี่ยหูฟังสิ่งที่หลิงเฟิงได้ยิน “ไม่...เขาอยู่ในเ้า เขาต้องอยู่ในเ้า ข้ารอมาพันปี ข้าฉีกม่านมานับไม่ถ้วนเพื่อวันนี้...” เสียงนั้นพร่าลงเป็ครั้งแรก ความมั่นคงดั่งูเาเริ่มสั่นคลอนจากภายใน
“ข้าเสียใจด้วยจริงๆ” หลิงเฟิงเอ่ย และเขาหมายความเช่นนั้นจากก้นบึ้งหัวใจ เพราะในเซวียนตูเขาไม่เห็นปีศาจ เขาเห็นพี่ชายที่สูญเสียน้องไป แล้วโศกเศร้าจนลุกเป็ไฟไหม้นานนับพันปี “เ้าเ็ป ข้าเข้าใจ แต่การฉีกม่านไม่ได้คืนเขาให้เ้า มันจะกลืนทั้งสองพิภพให้แหลกลงเป็ยุคการปะทะอีกครั้ง การหลอมทุกสิ่งเป็หนึ่งไม่ใช่สันติ—มันคือสุสานที่เงียบงันเพราะไม่เหลือใครให้แตกต่าง”
“เซวียนหลิงไม่ได้สร้างม่านเพื่อขังพวกเ้าไว้คนละฟาก” หลิงเฟิงเอ่ยต่อ ความเข้าใจค่อยกระจ่างขึ้นในใจเขาเองพร้อมถ้อยคำ “เขาสร้างมันเพื่อให้สองพิภพอยู่เคียงกันได้โดยไม่เผาผลาญกัน—เหมือนชี่กับมานาในกายข้า ที่เต้นรำเคียงข้างกันโดยไม่บังคับให้รวมเป็เนื้อเดียว ม่านไม่ใช่กำแพง มันคือระยะห่างที่ทำให้สองสิ่งรักกันได้โดยไม่ทำลายล้างกัน นั่นคือของขวัญที่น้องเ้าทิ้งไว้ ไม่ใช่คุกที่เ้าต้องทุบ”
ทันใดนั้น คำสั่งเสียของเซินหรูก็ดังก้องในใจหลิงเฟิง—‘คำตอบไม่ได้อยู่ที่แสงดาวมีพลังแค่ไหน แต่อยู่ที่มันถูกสร้างมาเพื่ออะไร’ และนิมิตในห้วงหลอมแก่นกลางใจ—ภาพแสงดาวสานปิดรอยร้าวของม่าน ราวด้ายทองเย็บผ้าที่ขาด ไม่ใช่ฉีกให้กว้างออก หลิงเฟิงเข้าใจแล้วในบัดดล สีที่สามไม่เคยเป็พลังทำลายล้าง มันคือพลัง ‘ซ่อม’ ม่าน คือกุญแจที่เซวียนหลิงทิ้งไว้ให้ผู้ถือคนต่อไปได้เลือกใช้
“ซ่อมรึ” เซวียนตูหัวเราะ เสียงนั้นแตกพร่าด้วยความเ็ปมากกว่าเยาะเย้ย “ซ่อมม่านก็เท่ากับขังเขาไว้ตลอดกาล เ้าจะทิ้งน้องชายของเราไว้ในที่มืดมากกว่าจะปลดปล่อยเขางั้นหรือ เด็กโง่ เ้ายังไม่เข้าใจ เ้าไม่เข้าใจอะไรเลย!” ความอ่อนโยนที่ค้ำไว้พันปีเริ่มพังครืน เผยไฟที่ลุกโชนอยู่เื้ัดวงตา
“เซวียนตู!” เสียงป๋ายเหอดังขึ้นจากระยะไกล ชายชราก้าวฝ่าพลังที่กดเขาไว้ทีละก้าว ใบหน้าเต็มไปด้วยบางสิ่งที่หลิงเฟิงไม่เคยเห็น—ไม่ใช่ความกลัวบอส แต่เป็ความเ็ปของคนที่ ‘รู้จัก’ “สิ่งที่เ้าได้ยินในม่านมาตลอดพันปี อาจไม่ใช่เสียงที่เ้าคิดว่าเป็ เ้าตามเสียงนั้นมาทั้งชีวิต แต่เ้าไม่เคยกล้าหยุดฟังจริงๆ ว่ามันกำลังพูดอะไรกับเ้า”
คำพูดนั้นทำให้เซวียนตูชะงัก และทำให้หลิงเฟิงตระหนักว่าป๋ายเหอรู้มากกว่าที่เคยบอกไว้นัก—มากกว่าเื่ชาติกำเนิดของเขาเสียอีก ชายชราจำลายจี้หยกได้ รู้จักเสียงในม่าน บางทีป๋ายเหออาจไม่ใช่เพียงผู้พิทักษ์ม่านคนสุดท้าย แต่เป็บางสิ่งที่เก่าแก่กว่านั้นมาก—ปริศนาอีกชั้นที่ยังไม่ถึงเวลาเฉลย
แต่เซวียนตูส่ายหน้า ราวปฏิเสธจะฟังสิ่งที่อาจพังทลายความเชื่อที่ค้ำชีวิตมันมาทั้งพันปี “ไม่ ข้าไม่ฟังคำของผู้พิทักษ์ม่าน เ้าโกหกข้ามาตลอด” มันหันกลับมาหาหลิงเฟิง แววอาลัยในดวงตาแข็งกระด้างลงทีละน้อยจนกลายเป็น้ำแข็ง “ข้าให้โอกาสเ้าเลือกด้วยความรักแล้ว เซวียนหลิง ถ้าเ้ายังจำตัวเองไม่ได้ ข้าจะปลุกเ้าด้วยมือข้าเอง แม้ต้องฉีกร่างนี้เพื่อเค้นแสงดาวออกมาก็ตาม”
ความกดดันดั่งูเากลับมาอีกครั้ง หนักหน่วงกว่าเดิมหลายเท่า เกลียวฟ้าสองสีรอบลานหมุนเร็วขึ้นจนกรีดร้อง อากาศหนาแน่นจนหายใจแทบไม่ออก ป๋ายเหอ เซอร์เคเลบ และโม่วเฉียนถูกพลังมหึมากดจนคุกเข่าลงกับพื้น หลิงเฟิงรู้แล้วว่า่เวลาแห่งถ้อยคำได้สิ้นสุดลง เหลือเพียงสิ่งที่ต้องพิสูจน์ด้วยคมดาบ
อาเดรียลถอนมือออกจากหลังมือหลิงเฟิง แล้วชักดาบมานาครามออกจากฝัก ยืนประจันหลังกับหลิงเฟิงในท่าเดียวกับในฝันที่ทั้งคู่เคยเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ถ้าเ้าจะเลือกทางที่สาม” เขาเอ่ยเสียงเรียบ ดวงตาครามจับจ้องเซวียนตูอย่างไม่หวั่นไหว “ข้าจะหายใจตามจังหวะเดียวกับเ้า จนกว่าเราจะหาทางนั้นเจอด้วยกัน—ไม่ว่ามันจะอยู่ไกลแค่ไหน”
หลิงเฟิงสูดลมหายใจที่หลอมเป็หนึ่งกับคนข้างกายเข้าลึก รู้สึกชี่ทองและมานาครามในกายโคจรเคียงข้างกันอย่างสงบ ไม่ใช่เพื่อปล่อยแสงดาวเต็มดวงตามที่ศัตรูเฝ้ารอ แต่เพื่อดึงพลังมาใช้อย่างมีระเบียบ เขากำจี้หยกที่ยังเย็นเยียบไว้แนบอก แล้วกระซิบกับเสียงในม่านที่มีเพียงเขาได้ยิน—‘รอข้าก่อน ข้าจะหาทางซ่อมเ้า ไม่ใช่ทำลาย’
“ข้าเลือกแล้ว เซวียนตู” หลิงเฟิงเงยหน้าขึ้น เสียงไม่สั่นแม้แต่น้อย “ข้าจะไม่เป็เซวียนหลิงให้เ้า และข้าจะไม่ปล่อยให้เ้าฉีกม่าน ข้าจะซ่อมมัน—ซ่อมทั้งม่าน และถ้าทำได้ ข้าจะซ่อมทั้งเ้าด้วย”
บางสิ่งในดวงตาเซวียนตูวูบไหว—เสี้ยวหนึ่งที่คล้ายความหวัง คล้ายความเจ็บ คล้ายเด็กที่เพิ่งถูกบอกว่าสิ่งที่ตนเฝ้ารอมาทั้งชีวิตอาจไม่มีวันเป็จริง แต่แล้วเปลือกความมืดก็กลบมันมิดในพริบตา “งั้น...ก็ให้แสงดาวเป็ผู้ตอบแทนเ้าเองเถิด” มันยกมือขึ้น ทั้งลานสว่างวาบด้วยพลังสองสีที่หลอมรวมเป็หนึ่งสีหม่นเทา—พลังต้องห้ามแท้จริงของผู้ตัดม่าน ที่ขัดกับวิถี ‘เคียงกันไม่รวม’ ของหลิงเฟิงราวภาพสะท้อนในกระจกร้าว
คลื่นพลังเทาถาโถมลงมาราวูเาถล่ม หลิงเฟิงกับอาเดรียลพุ่งแยกออกสองทางในจังหวะเดียวกันโดยไม่ต้องส่งสัญญาณใด ดาบทองกับดาบครามวาดวงโค้งเข้าหาเงาสูงกลางลาน ป๋ายเหอตวัดพลังขึ้นพยุงเพื่อนร่วมทางให้ลุกขึ้นได้ เซอร์เคเลบกับโม่วเฉียนกระโจนเสริมจากปีกซ้ายขวา ศึกที่จะชี้ชะตาของสองพิภพได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ ใจกลางม่านที่บางที่สุดในโลก
ทวนพลังเทาของเซวียนตูปะทะดาบสองสีดังสนั่นจนเกลียวฟ้าทั้งผืนสั่นไหว และเป็ครั้งแรกที่หลิงเฟิงััได้ว่าพลังของบอสมิได้เหนือกว่าเพียงเพราะแก่นกายะ แต่เพราะมันสะสมความโศกของพันปีไว้เป็เชื้อเพลิง—ยิ่งสู้ยิ่งโหมไฟ ความเศร้าที่ไม่มีวันมอด เป็ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดเพราะมันไม่ได้สู้เพื่อชัยชนะ แต่สู้เพื่อความเ็ปที่ไม่ยอมปล่อยมือ
ในห้วงที่ดาบกระทบทวนครั้งแล้วครั้งเล่า เซวียนตูกระซิบมาเบาๆ ให้เพียงหลิงเฟิงได้ยินเหนือเสียงศึกที่กึกก้อง “เ้าบอกว่าจะซ่อมข้า...งั้นก็พิสูจน์มาสิ เด็กแสงดาว ลองดูว่าแสงของเ้าจะสานปิดรอยร้าวในใจข้าได้ก่อน หรือไฟของข้าจะเผาเ้าให้กลายเป็ข้าได้ก่อนกัน” และเกลียวฟ้าสองสีก็ะเิสว่างจ้า กลืนทั้งลานเข้าสู่ศึกชี้ชะตาที่รอคอยมาตลอดทั้งเล่ม