“หืม?”
จูโฮ่วจ้าวขมวดคิ้วเบา ๆ ขณะกำลังสนทนาอยู่ดี ๆ เขากลับรู้สึกถึงไอร้อนวูบหนึ่งผุดขึ้นจากกลางหน้าท้อง พลังลึกลับบางอย่างไหลเวียนจากจุดตันเถียนโดยไม่ทันตั้งตัว
“ระบบ เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดกำลังภายในของข้าถึงได้พลุ่งพล่านและหมุนเวียนขึ้นมาเอง?”
“เรียนผู้ใช้ระบบ สืบเนื่องมาจากการมีความสัมพันธ์กับพี่น้องตระกูลจ้าว ระบบฝึกตน ‘หวงตี้เน่ยจิง’ จึงเริ่มทำการหมุนเวียนกำลังภายในโดยอัตโนมัติ จึงเกิดผลลัพธ์จากฝึกคู่เช่นนี้”
เสียงของระบบยังคงราบเรียบเฉยชาเช่นเคย
“งั้นคนที่ฝึกคู่กับข้า... ได้รับผลด้วยหรือไม่?”
“ย่อมได้ แต่ผลลัพธ์จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับพื้นฐานการฝึกตนของแต่ละคน”
เมื่อได้คำตอบครบ จูโฮ่วจ้าวก็หันไปพูดคุยกับสองสาว
“ถ้าพวกเ้ารู้สึกว่ามีกำลังภายในเริ่มไหลเวียนขึ้นมา... จงนิ่งจิตรวมใจ รับพลังนั้นไว้ให้ดี แล้วใช้มันเสริมการบ่มเพาะของตน”
เอ่ยจบ เขาก็หลับตานั่งขัดสมาธิ เริ่มหมุนเวียนกำลังภายในตามเคล็ดวิชา “หวงตี้เน่ยจิง” ทันที ดูดซับผลลัพธ์จากการฝึกคู่ในครั้งนี้ โดยไม่สนใจสิ่งรอบข้างอีกต่อไป
ภายในร่างตอนนี้ กำลังภายในพุ่งพล่านไม่หยุด ดั่งสายน้ำเชี่ยวกรากที่ไหลทะลักผ่านเส้นเอ็น และเส้นลมปราณทุกจุดอย่างบ้าคลั่ง
ทุกส่วนที่กำลังภายในไหลผ่าน กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นล้วนถูกขัดเกลาอย่างต่อเนื่องจนแข็งแกร่งขึ้น ทั้งยืดหยุ่นขึ้น และกว้างขวางขึ้นมาก
“ทะลวง!”
เมื่อพลังไหลมาถึงบริเวณเส้นเหรินม่าย (任脉) ก็เกิดการปะทะซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในที่สุด เส้นลมปราณนี้ก็ถูกทะลวงได้สำเร็จ ทำให้กระแสปราณอันเชี่ยวกรากไหลบ่าเข้าสู่เส้นเหรินม่ายอย่างเต็มที่
และในวินาทีนั้นเอง แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างของจูโฮ่วจ้าว ทำให้บรรยากาศรอบตัวพลันเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา
“โฮก!”
เสียงคำรามต่ำกึกก้องดุจัตื่นจากนิทรา ระดับพลังยุทธ์ของจูโฮ่วจ้าวทะลวงเข้าสู่ขอบเขตใหม่ —
ระดับ เหนือชั้น (超一流境界) อย่างสมบูรณ์!
ไม่นานหลังจากกำลังภายในเริ่มสงบนิ่งลง เขาก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
ประกายคมกริบฉายวาบจากดวงตาทั้งสอง ก่อนจะเลือนหายไป เหลือเพียงความสงบเยือกเย็นดังเดิม
ชื่อ: จูโฮ่วจ้าว
เพศ: ชาย
อายุ: 18
รากปราณ: 20 (พร์ระดับชั้นยอด — ยิ่งค่าสูง ความเร็วในการฝึกก็ยิ่งมาก)
ปัญญาญาณ: 20 (พร์ระดับชั้นยอด — ยิ่งค่าสูง ความเร็วในการเรียนรู้ก็ยิ่งมาก)
ไอเท็ม: ไม่มี
เคล็ดวิชา: หวงตี้เน่ยจิง ระดับ 3 (รวมทั้งหมด 10 ระดับ แต่ละระดับแบ่งเป็: ขั้นต้น / ขั้นเล็ก / ขั้นใหญ่ / ขั้นสมบูรณ์)
ระดับพลังยุทธ์: เหนือชั้น (超一流境界)
สถานะ: จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ิ (จูโฮ่วจ้าว)
คลังระบบ: การ์ดกระบี่เซวียนหยวน (轩辕剑)
ด้วยการควบคุมของจูโฮ่วจ้าว หน้าต่างสถานะก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าตามใจนึก
ทั้งรากปราณและปัญญาญาณของเขาเพิ่มขึ้นตามกับระดับพลัง ในขณะเดียวกัน เคล็ดวิชา “หวงตี้เน่ยจิง” ก็ขยับสู่ ขั้นเล็ก ของระดับ 3 เรียบร้อยแล้ว
“ติ๊ง! ขอแสดงความยินดี! ท่านทะลวงพลังยุทธ์เข้าสู่ ระดับเหนือชั้น ได้รับ การ์ดรางวัลระดับพลังยุทธ์ x1 ้าใช้หรือไม่?”
“ใช้เลย” จูโฮ่วจ้าวตอบทันทีโดยไม่ลังเล
“ติ๊ง! ใช้การ์ดรางวัลระดับพลังยุทธ์ x1 สำเร็จ! ได้รับ: เปลวเพลิงใจดับสูญ (陨落心炎) !”
ดวงตาของจูโฮ่วจ้าวฉายแววเปี่ยมสุขในทันทีเมื่อได้ยินชื่อของวิเศษนี้
เขาจ้องไปยังคลังระบบ เห็นเปลวไฟขนาดเล็กดวงหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ ราวกับมีชีวิต
เปลวเพลิงใจดับสูญ (陨落心炎)
ของวิเศษจากโลกของ “สัประยุทธ์ทะลุฟ้า (斗破苍穹) ” เป็หนึ่งใน “เปลวเพลิงต่างพิภพ” ของพระเอก เซียวเหยียน — อยู่ในอันดับที่ 14 ของตารางเปลวเพลิง
คุณสมบัติ: ช่วยกลั่นกำลังภายในให้พลังบริสุทธิ์และมีความเข้มข้นสูง ย่นระยะเวลาในการบ่มเพาะ เรียกได้ว่าเป็ของสุดโกงด้านการฝึกตนโดยแท้
“ระบบ ใช้เปลวเพลิงใจดับสูญ เดี๋ยวนี้”
“ฟู่!”
สิ้นคำสั่ง เปลวเพลิงเล็กๆ ก็พุ่งออกจากคลังระบบ ลอยตรงมายังมือของเขา เมื่อเขายื่นมือออกไปรับ เปลวเพลิงก็ตกลงบนฝ่ามืออย่างแ่เบา
แม้อุณหภูมิรอบตัวจะพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแต่จูโฮ่วจ้าวกลับไม่รู้สึกร้อนแม้แต่น้อย
จูโฮ่วจ้าวไม่รอช้า รีบนำเปลวเพลิงใจดับสูญเข้าปากในทันที จากนั้นก็เร่งกำลังภายใน หมุนเวียนเคล็ดวิชา “หวงตี้เน่ยจิง” อย่างเต็มกำลัง
เพียงครู่เดียวราวครึ่งถ้วยชา — เปลวเพลิงใจดับสูญก็ถูกกลั่นจนหมดสิ้น
มันหลอมรวมกลายเป็ส่วนหนึ่งของกำลังภายใน และยังคงหมุนเวียนอยู่ในร่างเพื่อกลั่นกรองลมปราณให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น
สิ่งที่ทำให้เขายินดีที่สุดคือ— แม้จะเพิ่งทะลวงพลังยุทธ์ถึง ระดับเหนือชั้นขั้นต้น ไปไม่นานแต่บัดนี้ พลังของเขากลับขยับขึ้นอีกขั้นเข้าสู่ ขั้นกลาง (中期) อย่างมั่นคง
ขณะเดียวกัน ที่ข้างกายเขา สองสาวงาม—จ้าวเหอเต๋อและจ้าวเฟยเยี่ยน—ยังคงนั่งสมาธิอย่างสงบ ลมหายใจของทั้งคู่ค่อย ๆ มั่นคงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดดูเหมือนการฝึกคู่ในครานี้ ได้ส่งผลดีกับพวกนางเช่นกัน
โดยที่ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่า จูโฮ่วจ้าวเพิ่ง “กลืนของวิเศษ” เข้าไปหมาด ๆ
ครึ่งชั่วยามผ่านไป สองพี่น้องก็ลืมตาตื่นขึ้นทันทีที่ััได้ถึงการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย พวกนางก็ยิ้มอย่างตื่นเต้น —
ทะลวงระดับพลังยุทธ์ถึง: ชั้นสองขั้นต้น (二流初期)
“ฝ่าา... เกิดอะไรขึ้นหรือเพคะ?”
เสียงหวานสองสายดังขึ้นพร้อมกันด้วยความฉงน
“เมื่อเป็สตรีของข้า... ก็ย่อมได้ผลตอบแทนที่ดี”
จูโฮ่วจ้าวยิ้มบาง แฝงความขี้เล่นในน้ำเสียง
เห็นเขาไม่คิดจะอธิบาย สองสาวย่อมรู้ดีว่าไม่ควรเซ้าซี้ต่อ จึงแสร้งทำเป็ไม่เข้าใจอย่างชาญฉลาด
“เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!”
จูโฮ่วจ้าวตบเบา ๆ ที่สะโพกกลมกลึงของพวกนางคนละที เสียงดังชัดเจนพร้อมหัวเราะเบา ๆ พลางหยอก
“ไปพักเถอะ พวกเ้าทั้งสอง ข้ายังมีธุระต้องจัดการ”
สองสาวเข้าใจสถานการณ์ดี จึงรีบแต่งกายให้เรียบร้อย แล้วลาถอยออกจากห้องอย่างเงียบเชียบ
...
ไม่นาน เสียงฝีเท้าเร่งร้อนก็ดังมาจากหน้าตำหนัก
— ด้านนอกไม่ไกล —
ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมเข้ม กำลังเร่งเดินตามขันทีน้อยมาด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยอารมณ์สับสน
เขาคือ... เสวี่ยเหรินกุ้ย (薛仁贵)
นายทหารชั้นผู้น้อยในกององครักษ์หลวงที่ยังไม่รู้แม้แต่น้อยว่า—เพราะเหตุใดจักรพรรดิถึงเรียกตัวเขาอย่างกะทันหัน
ในใจเขาเต็มไปด้วยทั้งความสงสัย ความตื่นเต้น และความประหม่า
“ข้าเป็เพียงทหารชั้นผู้น้อย... เหตุใดฝ่าาจึงเรียกตัวข้า?”
แต่ในเมื่อมาถึงแล้ว เขาก็สูดหายใจเข้าลึกๆ กัดฟันแน่น
เป็บุญก็ต้องเผชิญ เป็กรรมก็ต้องรับ
จะมัวคิดมากไปก็เปล่าประโยชน์... สู้เผชิญหน้าตรงๆ ยังดีกว่า
“ฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ เสวี่ยเหรินกุ้ยมาถึงแล้ว”
เสียงขันทีน้อยรายงานจากหน้าประตู
“แอ๊ด...”
เมื่อได้ยินคำรายงาน จูโฮ่วจ้าวก็เก็บความคิดในใจ แล้วลุกขึ้นอย่างเงียบงัน เดินไปเปิดประตูด้วยมือของตนเอง
สายตาเขาหันไปยัง... บุรุษที่ในอดีตถูกยกย่องว่าเป็ “แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แห่งต้าถัง” ที่ได้รับการสรรเสริญจนถูกเล่าขานเป็ตำนาน
เสวี่ยเหรินกุ้ย วัยราวสี่สิบปี รูปร่างกำยำสูงใหญ่ ดวงตาเปล่งประกายสงบนิ่ง แฝงด้วยจิตใจที่แน่วแน่ และมั่นคง
ในหัวของจูโฮ่วจ้าว เสียงของระบบก็ดังขึ้นทันที
ชื่อ: เสวี่ยหลี่ (ชื่อรอง: เหรินกุ้ย)
ระดับพลังยุทธ์: เหนือชั้นขั้นสูงสุด
ค่าความจงรักภักดี: 100%
บุคลิก: สุขุม มั่นคง
“เสวี่ยหลี่ ตอนนี้เ้าดำรงตำแหน่งอะไรอยู่?”
จูโฮ่วจ้าวเอ่ยถามเสียงขรึม แววตาแฝงแรงกดดันอย่างชัดเจน
แม้ชาติที่แล้วเขาจะชื่นชมเสวี่ยเหรินกุ้ยอย่างยิ่ง แต่ในชาตินี้ ฐานะของเขาเปลี่ยนไปแล้ว—เขาคือจักรพรรดิ ไม่จำเป็ต้องยกย่องคนในตำนานในฐานะแฟนคลับอีกต่อไป
“กราบทูลฝ่าา ข้าน้อยเป็เพียงทหารสามัญในกององครักษ์หลวง ยังไม่ได้รับตำแหน่งใดพ่ะย่ะค่ะ”
สิ้นเสียงตอบ เขาก็หลุบตาลงเล็กน้อย แววตาแฝงความอับอายบางเบา
แท้จริงแล้ว เขาเข้ารับราชการก็เพื่อหวังสร้างผลงาน ไต่บรรดาศักดิ์ เพื่อให้ครอบครัวมีชีวิตความเป็อยู่ดีขึ้น
แต่โชคร้ายที่เพิ่งเริ่มรับราชการได้ไม่นาน ยังไม่ทันได้พิสูจน์ฝีมือก็ถูกโยกเข้ากององครักษ์หลวงหน่วยล่าง
ซึ่งตำแหน่งสำคัญส่วนให
ญ่ล้วนถูกจับจองไว้หมดสิ้น โดยลูกหลานตระกูลใหญ่ การไต่เต้าด้วยฝีมือล้วน ๆ จึงยากเย็นดั่งปีนขึ้นฟ้า
“เ้ารับราชการมากี่เดือนแล้ว? ที่บ้านมีครอบครัวหรือไม่?”
“เพิ่งเข้ารับราชการได้ไม่ถึงสามเดือนพ่ะย่ะค่ะ ส่วนผู้เป็มารดาเพิ่งล่วงลับไปเมื่อปีก่อนเนื่องจากอาการป่วย ในบ้านตอนนี้ยังมีภรรยาแซ่หลิวที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันอยู่หนึ่งคน และบุตรชาย-หญิงอีกคู่หนึ่งพ่ะย่ะค่ะ”
น้ำเสียงของเขาเริ่มมั่นคงขึ้นทีละนิด แม้ถ้อยคำจะเรียบง่าย แต่ท่าทีกลับเต็มไปด้วยจิตใจที่แน่วแน่ไม่สั่นคลอน
“อืม...” จูโฮ่วจ้าวพยักหน้าเบา ๆ
“ข้าได้ยินมาว่าเ้ามีฝีมือมิใช่ธรรมดา และยังศึกษาแผนการาได้อย่างลึกซึ้ง การปล่อยให้เ้าเป็เพียงทหารสามัญนั้น... ช่างน่าเสียดายเกินไป”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนประกาศเสียงหนักแน่น
“ั้แ่วันนี้ ข้าขอตั้งเ้าเป็— ผู้บังคับการพันนาย (千户) แห่งกององครักษ์หลวง จงใช้ความสามารถของเ้าพิสูจน์ตัวเองให้สมเกียรติกับตำแหน่งนี้”
ตำแหน่งนี้ไม่สูงเกินไป แต่เพียงพอจะเปิดทางให้เริ่มต้นไต่ขึ้นในราชสำนักได้ การตัดสินใจนี้ยังเลี่ยงแรงต้านจากขุนนางเก่าที่จ้องจับผิด
“กระหม่อมขอบพระทัยฝ่าา!”
เสวี่ยเหรินกุ้ยคุกเข่าลงทันที สีหน้าและน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความตื้นตัน ตำแหน่งนี้ไม่เพียงเพิ่มรายได้ ยังเปิดประตูสู่เส้นทางใหม่ในราชการ—จะไม่ปลื้มได้อย่างไร
“ดี... จะมีราชโองการตามไปภายหลัง สำหรับลูกน้องของเ้า...กององครักษ์หลวงมีหนึ่งหมื่นนาย ให้เ้าเลือกได้ตามใจ”
จูโฮ่วจ้าวโบกมือเบา ๆ เป็สัญญาณปิดบทสนทนา
เสวี่ยเหรินกุ้ยค้อมตัวอีกครั้ง แล้วถอยออกจากตำหนักไปอย่างเงียบสงบ