ทันทีที่ััได้ถึงความเย็นเยียบทางแผ่นหลังเย่หยางรีบบิดตัวหลบทันที กระบี่ยาวอันหนาวเหน็บเฉียดผ่านร่างของเย่หยางไป
‘ชิ้ง’ เสียงดังขึ้นเบาๆ
ผู้ที่โจมตีกะทันหันไม่คาดคิดว่าเย่หยางจะสามารถหลบการโจมตีรุนแรงของเขาได้ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวตัวเขาเองก็ไม่อาจล่าถอยได้ทันท่วงทีเช่นกันกระบี่ยาวจึงแทงเข้าที่ลำคอของเย่เฟิงจังๆ
เย่เฟิงที่นอนอยู่บนพื้นมองดูกระบี่แทงทะลุเข้าลำคอตนเองเขาชี้นิ้วไปที่ชายคนนั้นด้วยมือที่สั่นเทา อ้าปากพะงาบๆสองสามครั้งเหมือนอยากจะกล่าวอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไร้ซึ่งคำเอื้อนเอ่ยใดๆหลุดออกมา
สิ่งที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้ทุกคนต่างตื่นตระหนก
ผู้าุโใหญ่ร่ำไห้ด้วยความเศร้าเสียใจ "เฟิงเอ๋อร์!"
ทว่ายามนี้อยู่ระหว่างการต่อสู้เขาเลยไม่กล้าเสียสมาธิจึงระบายโทสะและความโศกเศร้าไปยังเย่หลิงเทียนการโจมตีเคลื่อนไหวแต่ละกระบวนท่าโเี้อำมหิต สามารถทำร้ายทั้งสองฝ่ายให้าเ็ล้มตายได้
ด้วยสภาวะอารมณ์ของผู้าุโใหญ่ทำให้สถานการณ์ที่เป็อยู่พลิกผันทันใด
เดิมทีเย่หลิงเทียนสามารถคุมสถานการณ์ไว้ได้ทว่ายามนี้เขาตกเป็ฝ่ายเสียเปรียบ
ทันใดนั้นทุกคนก็สังเกตเห็นชายที่ลงมือ เขาอายุประมาณสามสิบปีสวมใส่เครื่องแบบผู้พิทักษ์ตระกูลเย่ แต่ใบหน้าของเขากลับดูไม่คุ้นเคยไม่มีผู้ใดรู้จักหรือจำเขาได้สักคน
เย่หยางมองชายคนดังกล่าวกางมือออกแล้วกล่าวอย่างช่วยไม่ได้ "ถึงเ้าจะช่วยข้าสังหารเย่เฟิงแต่ข้าไม่รู้สึกขอบคุณเ้าหรอกนะ"
“เ้า…” ชายคนนั้นพูดไม่ออก“เ้าหนู! อย่ามาพูดจาสามหาวกับข้าเ้าก็แค่โชคดีหลบการโจมตีของข้าได้เท่านั้นแต่ความโชคดีของเ้าจะสิ้นสุดลงด้วยน้ำมือของข้าหลูชิงเฟิง นี่ถือเป็ความโชคดีสุดท้ายของเ้า”
เมื่อได้ยินชายคนดังกล่าวประกาศชื่อเสียงเรียงนามความปั่นป่วนก็บังเกิดขึ้น
“อะไรนะ อย่าบอกนะว่าเขาคือจอมโจรหลูชิงเฟิง”
“ข้าได้ยินมาว่าเขาไม่เป็ที่ต้อนรับของเมืองปาฮวงเหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่ได้”
“ข้าได้ยินมาว่าเขาเป็ตัวอันตรายชอบไล่ล่าเหล่าจอมยุทธ์พเนจรหลายสิบชีวิตต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของเขา”
“ใช่! ฝีมือของเขาอยู่ในระดับจอมยุทธ์ขั้นแปดนภาไม่มีผู้ใดจับกุมเขาได้มาหลายปีแล้ว ไม่คิดว่าจะมาปรากฏตัวที่นี่”
เย่หยางค่อยๆ จัดแจงเสื้อผ้าอาภรณ์ตัวเองให้เป็ระเบียบมองหลูชิงเฟิงพลางกล่าวว่า"ที่แท้เ้าก็เป็จอมโจรผู้โด่งดังช่างน่าอับอายที่ฝีมืออย่างเ้ามาลอบโจมตีหมายเอาชีวิตมือใหม่ระดับหลอมรวมปราณ"
เขาเลียริมฝีปากย้ายดาบจากมือขวามาไว้มือซ้ายเฉยเมยต่อสายตาคมกริบราวกระบี่ของหลูชิงเฟิง พลางกล่าวต่อไปว่า "สิ่งน่าละอายมากที่สุดคือขนาดลอบโจมตีก็ยังไม่สำเร็จเดิมทีข้าคิดว่าเ้าจะมาช่วยชีวิตเย่เฟิง คิดไม่ถึงว่าเ้าจะสังหารเขาตายด้วยกระบี่เดียวหากผู้ใดไม่รู้สถานการณ์คงคิดว่าเราเป็พวกเดียวกันนะ”
“หุบปาก!” สีหน้าของหลูชิงเฟิงซีดเผือด“เ้าเด็กโง่!วันนี้ข้าจะให้เ้ารู้ว่าการทำให้ข้าขุ่นเคืองมีผลเช่นไร”
กระบี่ยาวสีดำท่วมท้นไปด้วยปราณแท้กวัดแกว่งฉีกกระชากอากาศจนเกิดเสียงแหลมแทงไปยังเย่หยาง
เย่ชิงเสวียนกับเด็กสาวคนอื่นๆต่างตกตะลึงเมื่อเห็นหลูชิงเฟิงปรากฏตัวออกมาจากความว่างเปล่า
“พี่ชิงเสวียนควรทำเช่นไรดี หลูชิงเฟิงผู้นั้นเป็จอมยุทธ์ขั้นแปดนภาเย่หยางรับการโจมตีได้ไม่เกินสองสามกระบวนท่าเป็แน่” เด็กสาวผู้หนึ่งถามอย่างกังวล
หลังพิจารณา เย่ชิงเสวียนก็ตอบอย่างช่วยไม่ได้ว่า "เราทำได้เพียงเชื่อมั่นในตัวเย่หยางหากเขาเพลี่ยงพล้ำตกอยู่ในอันตรายใดๆ เราจะรีบสนับสนุนเขาทันทียามนี้เราคงต้องอดทนไปจนกว่าตระกูลเย่จะชนะศัตรูได้ เมื่อนั้นเราจะรอด”
ดรุณีทั้งหลายต่างพยักหน้าเข้าใจ
เย่หยางมองกระบี่ยาวแหวกฝ่าอากาศมาหาตนเองสายตาของเขาเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมจริงจัง ด้วยเพราะพลังปราณแท้ของผู้ฝึกยุทธ์ระดับจอมยุทธ์ย่อมเหนือกว่านักรบไกลโข
เขารีบโคจรปราณแท้ทั้งหมดภายในร่างโดยไม่กักเก็บไว้แม้แต่น้อยก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว พลันใช้มือซ้ายฟาดฟันดาบยาวออกไป
เสียง ‘เคร้ง’ ดังขึ้นพร้อมประกายไฟที่ปลิวว่อนไปทั่ว
ดาบยาวในมือของเย่หยางไม่สามารถต้านพลังปราณแท้ของหลูชิงเฟิงได้มันถูกกระแทกกลายเป็ลำแสงกระเด็นออกจากสนามประลอง
สถานการณ์เปลี่ยนแปลงกะทันหันทำให้ทุกคนตื่นตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเด็กสาวหลายคนในตระกูลกรีดร้องออกมาอย่างไม่อาจควบคุม
ถือเป็เื่ปกติที่ผู้ฝึกยุทธ์มือใหม่ระดับหลอมรวมลมปราณจะถูกจอมยุทธ์โจมตีจนอาวุธกระเด็นออกไป
แต่ด้วยพลังการต่อสู้ของเย่หยางที่แสดงให้เห็นก่อนหน้านี้ทำให้ทุกคนคิดว่าเขาน่าจะต้านรับได้สักสองสามกระบวนท่า
ทว่าไม่มีผู้ใดทันสังเกตเห็นว่าตอนอาวุธของเย่หยางถูกกระแทกออกไปร่างของเขายังคงยืนหยัดมั่นคงราวกับภูผา
หลูชิงเฟิงตกตะลึงเมื่อเห็นดาบยาวในมือของเย่หยางปลิวออกไปแต่ร่างของเย่หยางยังคงอยู่ที่เดิมอย่างไม่สะทกสะท้าน เดิมทีเขาคิดว่าต้องต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามอย่างน้อยสิบกระบวนท่าถึงจะสามารถสังหารอีกฝ่ายได้แต่ไม่คิดว่าจะง่ายดายถึงเพียงนี้ ยังไม่ทันไรก็หมดเรี่ยวแรงแล้วหรือ
ขณะหลูชิงเฟิงกำลังสับสน มุมปากของเย่หยางก็ยกยิ้มเย้ยหยัน
หลูชิงเฟิงสะดุ้ง แอบกู่ร้องในใจว่ามีบางอย่างผิดปกติแต่ก่อนจะทันได้ตอบสนอง เขาก็เห็นมือขวาของเย่หยางที่อยู่ข้างกายกำลังยกขึ้นชั้นแสงสีฟ้าอ่อนล้อมรอบหมัด พร้อมกับเสียงที่ดังขึ้นอย่างแ่เบา "หมัดทลายศิลา"
‘ตูม!’
หมัดของเย่หยางอัดกระแทกใส่หน้าอกของหลูชิงเฟิงอย่างแรงแต่หลูชิงเฟิงไม่ได้ถูกกระแทกออกไป ทั้งยังไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว
ผู้คนที่เฝ้าชมการต่อสู้เตรียมส่งเสียงเฮเมื่อเห็นว่าหมัดของเย่หยางอัดกระแทกเข้าใส่หลูชิงเฟิงแต่ก็ต้องตกตะลึงไปพักใหญ่หลังเห็นว่าหลูชิงเฟิงสามารถยืนนิ่งต้านรับไว้ได้
แต่ในระหว่างนั้นก็มีเสียงสูดอากาศดัง “ซี้ด” ผู้คนจึงพากันเดินไปดูด้านข้างอดไม่ได้ที่จะอ้าปากกว้างไร้ซึ่งสุรเสียงจะเอื้อนเอ่ย
หมัดของเย่หยางเจาะทะลวงทรวงอกของหลูชิงเฟิงหมัดทะลุออกจากแผ่นหลังพร้อมกับเศษชิ้นเนื้ออวัยวะบางส่วน โลหิตค่อยๆไหลหยดจากกำปั้นตกลงสู่พื้นราวกับดอกบ๊วยสีเื
หลูชิงเฟิงมองหน้าอกตนเองด้วยความไม่อยากเชื่อรู้สึกว่าชีวิตของตนเองกำลังมลายหายไปอย่างรวดเร็ว เขามองดูเย่หยางอย่างว่างเปล่าพร้อมพึมพำว่า"ได้ยังไง..."
กระบี่ยาวร่วงหล่นจากมือลงสู่พื้นดัง ‘เคร้ง’ ร่างกายของเขาค่อยๆ เลื่อนถอยหลังจากหมัดของเย่หยาง แววตาเปี่ยมล้นด้วยความสับสนไร้สิ้นสุด
เย่หยางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกจากแขนเสื้อทำความสะอาดโลหิตกับเศษเนื้อบนมือออกอย่างแ่เบาแล้วโยนผ้าเช็ดหน้าลงบนร่างของหลูชิงเฟิง
หลังสงบสติอารมณ์ลงแล้ว ถ้าให้บอกว่าเขาหมดห่วงไร้กังวลก็ถือว่าเป็การโป้ปดแม้ว่าเย่หยางจะมีร่างกายแข็งแกร่ง แต่เขาก็ยังไม่สามารถสู้กับนักรบระดับจอมยุทธ์ได้
หากไม่ใช่เพราะใช้กลยุทธ์เบี่ยงเบนความสนใจคงไม่มีโอกาสโจมตีหลูชิงเฟิง
อีกทั้งหลูชิงเฟิงยังประมาทเกินไปจนไม่ยอมใช้งานเกราะปราณแท้ห่อหุ้มตัวไม่เช่นนั้นหมัดของเย่หยางคงไม่สามารถทำให้เขาาเ็สาหัสหรือตกตายเยี่ยงนี้
แม้ว่าเขาจะไม่ใช่ปรมาจารย์ยุทธ์แต่ก็เข้าใกล้มากแล้วจึงพอจะสามารถใช้ปราณแท้ห่อหุ้มร่างกายต้านทานการโจมตีได้บ้าง
น่าเสียดายที่หลูชิงเฟิงไม่มีโอกาสให้ย้อนกลับอีกแล้วได้แต่ตำหนิตนเองที่ประมาทเลินเล่อ ปกติเวลาเจอมือใหม่ต่อให้ประมาทก็ไม่เป็ผลอันใดแต่น่าเสียดายที่เขามาเจอมือใหม่อย่างเย่หยาง ทั้งยังโดนสังหาร จึงจากไปอย่างไม่เต็มใจเป็อย่างยิ่ง
เขาหันกลับไปมองสมาชิกในตระกูลเย่หลายร้อยคนที่เฝ้าดูอยู่รอบตัวพร้ะโกนเสียงดังว่า"วันนี้มีแกะดำในตระกูลแต่พวกเ้าส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนร่วมรู้เห็นจึงไม่มีบุญคุณความแค้นหรือความผิด"
“ในฐานะเ้าตระกูลน้อยข้าขอสั่งให้พวกเ้ากำจัดฏให้สิ้น ส่วนคนที่เคยมีส่วนร่วมปิดล้อมข้าก่อนหน้านี้ข้าจะปล่อยผ่านไปก่อน หลังเหตุการณ์ในวันนี้จบลง พวกเ้าจะต้องได้รับโทษสถานหนัก”
เมื่อเย่หยางเห็นว่าทุกคนยังคงลังเลสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็เ็า “สิ่งที่ข้ากล่าวถือเป็คำสั่งสูงสุดของตระกูลผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งจะถูกจัดการตามกฎตระกูล”
หากเป็เย่หยางในอดีตกล่าวคำเหล่านี้ออกมาจะต้องถูกเย้ยหยันอย่างแน่แท้แต่การต่อสู้ที่เกิดขึ้นหลายครั้งหลายคราในวันนี้ทำให้ทุกคนในตระกูลเย่ต่างตกตะลึงอย่างที่สุดโดยเฉพาะวิธีการอันแสนเืเย็นของเขาฉะนั้นยามนี้เมื่อเขาเอ่ยคำสั่งทุกคนจึงเข้าไปปิดล้อมผู้าุโใหญ่พร้อมกับพรรคพวกทันที
สถานการณ์กลับตาลปัตรอีกครั้งด้วยคำกล่าวของเย่หยางซึ่งเป็เื่ที่ผู้าุโใหญ่ไม่คาดคิดมาก่อน
เมื่อเหล่าสมาชิกตระกูลกับผู้พิทักษ์คนอื่นๆเข้าร่วมมากขึ้น ผู้าุโสี่และพรรคพวกทั้งหลายจึงถูกจับกุมในเวลาอันสั้น
เย่หยางเดินเข้าไปหาเย่ชิงเสวียนกับหญิงสาวคนอื่นๆพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม เขาโค้งคำนับอย่างจริงจังพลางกล่าวว่า "ข้าเย่หยางขอบคุณพี่น้องทุกท่านสำหรับความช่วยเหลือหลังเื่ในวันนี้จบลงข้าจะเลี้ยงสุราเพื่อปลอบขวัญพวกท่าน”
เมื่อเห็นภาพลักษณ์ของเย่หยางเปลี่ยนจากเทพสังหารกลายเป็เด็กหนุ่มธรรมดาอิสตรีทั้งหลายต่างพากันตกตะลึง
ถ้าให้เปรียบเทียบเย่หยางตอนอยู่สนามรบกับยามปกติทุกคนต่างรู้สึกว่าเย่หยางยามปกติเข้าถึงง่ายกว่ามาก
ส่วนเด็กสาวที่ได้รับาเ็ทั้งสองก็ได้รับการรักษาด้วยการพันแผลแล้วเหลือเพียงผู้นำตระกูลที่ยังคงต่อสู้กันอยู่ ทว่าสถานการณ์โดยรวมก็แน่ชัดแล้ว
ดรุณีนางหนึ่งยิ้มพลางเปรยว่า "เปี่ยวตี้เ้าช่างตระหนี่ถี่เหนียวยิ่งนัก คิดจะเลี้ยงปลอบขวัญพวกเราแค่มื้อเดียวไม่สมเป็ผู้นำตระกูลในอนาคตเอาเสียเลย"
เด็กสาวที่รอดพ้นความตายมาได้อย่างหวุดหวิดหลังจากสติกลับคืนมาก็เริ่มเย้าแหย่เย่หยางภาพที่เขาจับกระบี่ด้วยมือเปล่าอย่างกล้าหาญฝังลึกอยู่ในจิตใจของนาง
“ฮ่าๆ ใช่ๆ ข้าตระหนี่เกินไปเช่นนั้นข้าจะเลี้ยงปลอบขวัญพวกท่านสักปีหนึ่ง” เย่หยางชอบบรรยากาศเช่นนี้มากจึงกล่าวติดตลก
“ฮิๆ ต้องอย่างนั้นสิ”
“ถ้ากินหนึ่งปีพวกเราจะไม่อ้วนกันหมดหรือ”
“ไม่ต้องห่วงเื่นั้น พวกเราล้วนเป็ผู้ฝึกยุทธ์ เป็เื่ยากที่น้ำหนักจะขึ้น”
เย่หยางพูดคุยกับอิสตรีเหล่านี้อยู่พักหนึ่งในที่สุดความตื่นตระหนกของทุกคนก็สงบลง เริ่มมาเย้าแหย่เย่หยางทีละคน
“เย่หยาง เมื่อครู่เ้าดูน่ากลัวมาก”
“เย่หยาง อย่าไปฟังเื่เหลวไหลของนางเลยเ้าดูกล้าหาญมากต่างหาก คนเช่นเ้าเรียกได้ว่าวีรบุรุษอย่างแท้จริง”
“ว่าแต่เปี่ยวตี้เย่หยางช่วยบอกข้าได้หรือไม่ว่าการสังหารใครสักคนรู้สึกเช่นไร ตื่นเต้น? รู้สึกผิด? หรือสงสาร?”
เย่หยางปวดหัวที่ต้องตอบคำถามเหล่านี้เขารู้สึกเหนื่อยยิ่งกว่าการต่อสู้เสียอีกกว่าเย่หยางจะหลีกเลี่ยงออกจากกลุ่มสาวงามได้ก็เล่นเอาเหงื่อตกเขาพยายามเกลี้ยกล่อมพวกนางด้วยการชวนเดินเล่นพาพูดคุยเื่ในอดีต
ปัจจุบันการต่อสู้ทั้งหมดนอกจากการต่อสู้ของผู้นำตระกูลยุติลงแล้วผู้าุโสี่กับพรรคพวกถูกควบคุมตัว ร่างของพวกเขาถูกมัดด้วยเชือกป่านแข็งแรงซ้ำไปซ้ำมาหากมองจากไกลๆ ไม่ว่าใครก็คงคิดว่าเป็บ๊ะจ่าง
เย่หยางมองการต่อสู้ระหว่างเย่หลิงเทียนกับคนทั้งสามจากระยะไกลๆแล้วก็ครุ่นคิดอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็พลังหรือวิชายุทธ์ก็ช่างทรงพลังอย่างน่าเหลือเชื่อ
ทว่าคนของโลกนี้ชอบใช้ปราณแท้กับทักษะยุทธ์ไม่ได้ใช้ศิลปะการป้องกันตัวต่อสู้จริงมากนักพวกเขามักจะพึ่งพาความแข็งแกร่งบดขยี้คู่ต่อสู้
ซึ่งแตกต่างจากชาติก่อนทุกคนมีความสามารถทางกายภาพที่คล้ายคลึงกัน มักจะอาศัยทักษะการต่อสู้เพื่อเอาชนะกันและกันจึงทำให้เย่หยางมีทักษะการต่อสู้ที่หลากหลายมากไม่เช่นนั้นเขาคงไม่สามารถเอาชนะหลูชิงเฟิงทั้งที่พลังยุทธ์อ่อนด้อยกว่าเช่นนี้
ถ้าให้กล่าวคือคนที่นี่คุ้นเคยกับการต่อสู้ด้วยวิชายุทธ์ส่วนเย่หยางคุ้นเคยกับทักษะการฆ่าคน
ขณะที่เขากำลังคิดถึงเื่นี้เสียงฟังดูเป็ห่วงก็ดังขึ้นจากที่ไกลๆ "เย่หยางหนีไป!"