ย้อนกลับไป5 ปีก่อนขุนฟองในเพศสมณะดูผิวพรรณผ่องใส สงบสำรวม ขณะปฏิบัติธรรม เจริญสมาธิภาวนาฝั่งตรงข้ามเขามี พระภิกษุรูปหนึ่งมีศีลาจารวัตรที่งดงามเพียบพร้อมนามว่า ‘จันทร์’
“ท่านฟองฮื้อน้อมใจวางเบาๆนิ่งๆ กลางกายภายในเน้อ” เสียงท่านชัดเจนเด็ดเดี่ยวแฝงความนุ่มนวลพระฟองน้อมใจตามเสียงครูบาจันทร์ จิตรวมตกภวังค์ ดิ่งลึกสู่ภายใน นิ่งสงบจนเกิดแสงสว่างใส เย็นไม่เคืองตา ความสุขจากภายในแผ่ล้นออกมา เสียงชุ่มเย็นของครูบาจันทร์ยังคงกล่าว”วางใจเข้ากลางไปเรื่อยๆ นิ่งๆ นุ่มๆ สบายสบาย”
พระฟองวางใจเข้ากลางแสงสว่างภายในใจไปเรื่อยๆ จนเข้าถึงกายภายใน ย้อนไปภพชาติหนึ่งตนได้เกิดเป็พระเ้าจักรพรรดิมีรัตนะทั้ง 7* อันเป็ของวิเศษประจำตน ใช้ปกครองโลกทั้ง 4** พระองค์ได้ตั้งใจปฏิบัติธรรมทุกครั้งที่ได้ทรงประกอบมหากุศล จะตั้งจิตอธิษฐาน“ข้าพเ้าตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมทั้งทาน ศีลภาวนา.....เกิดภพชาติใดขอฮื้อได้รัตนะทั้ง 7 ด้วยเทอญ” แต่บั้นปลายชีวิตไม่ได้ออกบวชบุญบารมีจึงไม่มากพอ ภพชาติถัดมาจึงเกิดเป็เพียงพระาา
ในสมาธิจิตครูบาจันทร์สอดใจเข้าไปกลางกายพระฟองรับรู้วาระจิตของเขาในภพชาติที่เกิดเป็พระเ้าจักรพรรดิ“ท่านฟอง หมั่นตรึกระลึกถึงบุญเน้อ สิ่งที่ท่านอธิษฐานมาหลายชาติภพจะเป็ดังหวัง”เสียงเรียบกังวาลของครูบาจันทร์
เมื่อพระฟองละจิตจากสมาธิลืมตาขึ้น เกิดแสงสว่างจ้า ดวงแก้วมณีกลมใสดั่งเพชรลูกลอยมาอยู่ตรงหน้าพร้อมจักรแก้วหมุนวนเป็ฐานให้ดวงแก้วมณี พระฟองจึงแบมือออกของวิเศษทั้งสองไว้ เมื่อลาสิกขาขุนฟองก้มกราบครูบาจันทร์แววตาเปี่ยมด้วยความเคารพรัก“ข้าเ้าขอฝากจักรแก้วและดวงแก้วไว้ที่นี่ฮื้อครูบาช่วยดูแลโตย.....กราบนมัสการลา”ครูบาจันทร์ยิ้ม สายตาเปี่ยมด้วยความเมตตา
ภายใต้สถานการณ์คับขันขุนฟองตั้งใจเพื่อมานำจักรแก้วและดวงแก้วโดยหวังอาศัยอานุภาพของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งที่ยังไม่รู้อานุภาพของวิเศษทั้งสอง
เมื่อควบม้ามาถึงเมื่อพบครูบาจันทร์ภายในถ้ำผาฆ้องจึงก้มกราบ “กราบนมัสการครูบาเ้าค่าข้าเ้าเกิดภัย ขุนนุ่นแข็งเมืองคุมตัวท่านพ่อ แลฮื้อตะหานหมายคุมตัวข้าเ้าๆจักใช้ของวิเศษนี้จะใดพ่อง” ใบหน้าแสดงความกังวล
สายตาอ่อนโยนเอ็นดูของครูบาจันทร์กล่าวพร้อมรอยยิ้ม ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เ้าฟอง ของวิเศษ คู่กับใจที่วิเศษวางใจฮื้อเป็สมาธิเน้อ ตรึกระลึกถึงภาพจักรแก้วและดวงแก้วน้อมไว้ภายในกาย”
ขุนฟองจึงหลับตาทำสมาธิน้อมใจตามเสียงครูบาจันทร์พลันเกิดแสงสว่าง ตระหนักรู้ถึงอานุภาพของดวงแก้วใช้เป็เกราะป้องกันภัยส่วนจักรแก้วเป็อาวุธศักดิ์สิทธิ์ปราบศัตรูโดยไม่ทำลายชีวิต
ขณที่แสงสว่างเจิดจ้าดวงแก้วและจักรแก้วปรากฏขึ้นตรงหน้าย่อเหลือขนาดเล็กพอที่จะพกในอกเสื้อได้ ไอ้คำอ้าปากค้างด้วยความอัศจรรย์ใจ“ช่างวิเศษแต๊อ้าย” ขุนฟองยิ้มด้วยความมั่นใจ กราบลาครูบาจันทร์ “ไอ้คำสองเฮาปิ๊กไปช่วยท่านพ่อกัน”
เมื่ออยู่หน้าถ้ำเสียงธนูดัง ขวับ ขวับ ขวับ!! ฝ่าความมืดพุ่งเข้าใส่ทั้งสองกัดแกว่งดาบในมือปัดธนูพ้นไปทหารกรูเข้าใช้ดาบฟาด ขุนฟองและไอ้คำทั้งสองต่างกวัดแกว่งดาบเป็พัลวัน หวังผลักทหารให้เปิดทาง กองทหารหลายสิบนายถาโถมมาต่อเนื่อง ขุนฟองพลาดถูกทหารฝีมือดีฟันเข้าที่ไหล่ซ้ายเป็แผลความเจ็บแล่นเข้าหัวใจจนต้องขบกรามข่ม
ขณะที่ไอ้คำกวัดแกว่งดาบเพื่อเข้าช่วยนายเหนือหัวของมันพลันเหลือบเห็นทหารคนหนึ่งเล็งธนูเข้าใสขุนฟอง ไอ้คำใจหายวาบในภาวะคับขันสูดหายใจเต็มแรงกลั้นใจ เอาตัวบังลูกธนู ศรร้ายปักโดนชายโครงซ้ายลึกความเ็ปจากาแกระจายไปทั่วร่าง ใบหน้าบิดเบี้ยวล้มลงหมดสติทันที
“ไอ้คำ”เสียงะโก้องของขุนฟองด้วยความใสุดขีดพร้อมเข้าประคองไอ้คำผู้เป็ทหารองครักษ์คนสนิท ดุจน้องร่วมสายเื
ลูกธนูยังคงพุ่งเข้าใส่ทั้งสองหลายสิบดอกขุนฟองไม่ทันระวังตัวขณะกำลังพะวงกับไอ้คำ ตาเบิกโพลงกับห่าศรร้ายที่พุ่งเข้าใส่ตนทันใดเกิดแสงสว่างเจิดจ้าแต่เย็นตานุ่มนวลเข้าคลุมเป็บอลลูนขนาดใหญ่แผ่รังสีสว่างวาบพร้อมเสียง ‘พรึ้บ’ ร่างทั้งสองหายไปทันใด มาปรากฏกายที่ลานวัดปรางค์ขวางกลางระหว่างคนร้ายขณะกำลังปะทะกับเ้าหน้าที่ตำรวจบอลลูนั์นั้นก็เข้ากันะุที่พุ่งเข้าใส่ผู้หมวดอิงอิ้งจนเบี่ยงออกไป
อานุภาพของดวงแก้วมณีจักรพรรดิครั้งนี้ก่อให้เกิดเื่ราวต่างๆมากมายในภายหลัง
__________________________________________________________________________________________________
*รัตนะทั้งเจ็ดประกอบ ดวงแก้ว จักรแก้ว นางแก้ว ขุนพลแก้ว ขุนคลังแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว
**โลกทั้ง4 หรือ ทวีปทั้ง 4 ตามหลักจักรวาลวิทยาในทางพระพุทธศาสนา(ไตรภูมิพระร่วง) ประกอบด้วยดวงดาวที่โคจรอยู่รอบเขาพระสุเมรุ ได้แก่ 1. ชมพูทวีป(ทิศใต้ - โลกมนุษย์ปัจจุบัน),2. ปุพพวิเทหทวีป(ทิศตะวันออก), 3. อมรโคยานทวีป (ทิศตะวันตก), และ 4. อุตตรกุรุทวีป (ทิศเหนือ)