หลังจากค่ำคืนอันโหดร้ายและาแฉกรรจ์จากการถูกรุมสกรัมผ่านพ้นไป ผืนฟ้ายามเช้าก็สลัดความมืดมิดทิ้ง เผยให้เห็นแสงทองอบอุ่นที่สาดส่องลงมากระทบผิวน้ำตก เยี่ยเฟยิถูกพยุงร่างอันสะบักสะบอมมารักษาตัวยังหมู่บ้านดินเหนียวเล็ก ๆ ของกลุ่มชาวบ้านริมชายแดน ร่างกายของเขาในเวลานั้นเละเทะจนแทบไม่มีชิ้นดี กระดูกซี่โครงร้าวระบมจนทุกข์ทรมานยามหายใจ าแจากคมกระบี่บินที่กรีดลึกตามเนื้อตัว และรอยไหม้พุพองจากยันต์ะเิเพลิงยังคงแผ่ความปวดหนึบจนเขาต้องกบเขี้ยวเคี้ยวฟันกลืนก้อนเืสด ๆ ลงคออยู่บ่อยครั้ง ทว่า ด้วยรากฐานของชีพจรอนธการและสายเืจักรพรรดิาที่เพิ่งถูกเบิกเนตร ร่างกายของเขาก็กำลังฟื้นฟูตัวเองจากภายในอย่างช้า ๆ ควบคู่ไปกับยาสมุนไพรต้มหม้อใหญ่รสขมปี๋ที่ชาวบ้านตั้งใจไปเสาะหาและเคี่ยวมาให้ด้วยความสำนึกในบุญคุณอันล้นพ้น
เฟยิใช้เวลาพักฟื้นเพื่อประคองธาตุไฟและแผลกายอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ราว ๆ ครึ่งเดือน ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีดวงตากลมโตคู่หนึ่งคอยจับจ้องและเฝ้ามองเขาอยู่ห่าง ๆ เสมอ... เด็กน้อยคนนั้นคือคนที่ร้องไห้โฮและพยายามจะวิ่งเข้ามาห้ามพวกเซียนจอมปลอมในคืนที่เกิดการปะทะ ชายหนุ่มมารู้จากหัวหน้ากองคาราวานในภายหลังว่าเด็กหนุ่มคนนี้ชื่อ "เสี่ยวเฉิน" เป็เด็กกำพร้าที่พ่อแม่ถูกสัตว์อสูรฆ่าตายและชาวบ้านช่วยกันหยิบยื่นข้าวปลาอาหารเลี้ยงดูมาจนโต นับั้แ่ค่ำคืนนั้น ภาพของพี่ชายซอมซ่อในชุดผ้าปะชุนที่ใช้เพียงปลายนิ้วเปล่า ๆ สำแดงวิชาซัดศิษย์สำนักเซียนผู้สูงส่งจนเกือบหมดรูป และคำพูดปลุกใจที่เด็ดเดี่ยวท่ามกลางหยาดโลหิต มันลบเลือนออกจากหัวของเสี่ยวเฉินไม่ได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว มันทั้งเท่ ดุดัน ขรึมขลัง และทรงพลังเกินกว่าที่เด็กน้อยผู้เกิดมาในชนชั้นปุถุชนต่ำต้อยจะจินตนาการถึง
ใน่สามวันแรกที่เฟยิาเ็หนักจนยังไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้มากนัก เสี่ยวเฉินมักจะแอบเดินย่องเข้ามาในกระท่อม นำถ้วยน้ำอุ่นยาสมุนไพร หรือผลไม้ป่าลูกเล็ก ๆ ที่เพิ่งเก็บมาสด ๆ มาวางไว้ให้ข้างแคร่ไม้ไผ่เสมอ เด็กน้อยไม่กล้าชวนคุยเพราะความประหม่า ได้แต่ยืนมองาแน่ากลัวตามเนื้อตัวของเฟยิด้วยดวงตาเบิกกว้าง ความเข้ากันได้ของทั้งสองคนเริ่มต้นขึ้นจากความเงียบสงบและการเกื้อกูลอันไร้เดียงสานี้ จนกระทั่งเฟยิเริ่มพยุงตัวลุกขึ้นนั่งได้ เขาจึงส่งยิ้มบาง ๆ ที่แฝงความอ่อนโยนกลับไปให้เด็กน้อย ความใสซื่อและแววตารักดีของเสี่ยวเฉินทำให้นึกถึงหลินเสี่ยวชิง... เด็กสาวคนสำคัญที่ตอนนี้ถูกนอนแช่แข็งเพื่อรักษาดวงจิตไว้บนแท่นหินเย็นเยียบในมิติแหวนนิลลึกลับ
เมื่อาแเริ่มทุเลาลงจนพอจะโคจรพลังได้ ความเจ็บใจและความพ่ายแพ้จากการโดนพวกเซียนสารเลวใช้วิธีหมาหมู่รุมสกรัมลอบกัด มันกลายเป็าแลึกในใจที่เตือนให้เฟยิรู้ว่า ลำพังแค่ดรรชนีอนธการตัดดาราและย่างก้าวเงาไร้ลักษณ์พื้นฐาน ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาไร้พ่ายในโลกกว้างอันโสมมนี้ ในคืนหนึ่งเมื่อชาวบ้านทุกคนหลับใหลจนความมืดเข้าปกคลุมหมู่บ้าน เฟยินั่งขัดสมาธิอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ เขาตั้งสติให้มั่นแล้วแอบส่งกระแสจิตดิ่งเข้าสู่มิติภายในแหวนหยกนิลเพียง "ไม่กี่อึดใจ" เท่านั้น โดยเขาระมัดระวังอย่างขีดสุด คุมเวลาข้างในแหวนไม่ให้เกินหนึ่งนาที เพื่อไม่ให้เวลาในโลกภายนอกเคลื่อนผ่านชวบหายไปเป็เดือนเป็ปีตามกฎเกณฑ์อันโหดร้ายของแหวน
วูบ...
จิติญญาของเฟยิมาปรากฏตัวต่อหน้าหอตำราลอยฟ้าขนาดั์ เปลวไฟสีม่วงดำของอัคคีนิลลอยละล่องเข้ามาหาเขาฉับพลัน ชายหนุ่มไม่รอช้ารีบเปิดฉากสนทนาถึงแนวทางการฝึกฝนทันที
"อัคคีนิล! าแคราวก่อนสอนให้ข้ารู้ว่าพวกเซียนมันไม่มีเกียรติ สู้ไม่ได้มันก็รุมลอบกัด ข้า้าวิชาที่สามารถรับมือและควบคุมสถานการณ์ยามถูกรุมสกรัมได้ เ้ามีวิชาใดแนะนำข้าหรือไม่?" เฟยิเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดันและเคร่งขรึม
"หึหึหึ ไอ้หนู... เ้ารู้ซึ้งถึงความโสโครกของพวกผู้ฝึกตนจอมปลอมแล้วล่ะสิ" อัคคีนิลแผ่ประกายไฟสะบัดไหว แค่นเสียงหัวเราะทุ้มต่ำ "ในโลกนี้ไม่มีสัจจะสำหรับคนอ่อนแอ วิชาของตระกูลเ้ามีวิชาพื้นฐานวิชาหนึ่งเรียกว่า 'ม่านอนธการกลืนจิต' เคล็ดของมันไม่ใช่การป้องปัดคมอาวุธตรง ๆ แต่เป็การปล่อยกลิ่นอายความมืดและหมอกอนธการออกมารอบกายในรัศมีหนึ่งวา เพื่อบิดเบือนโสตประสาท สติรับรู้ และทัศนวิสัยของศัตรูทั้งหมดที่รุมล้อมอยู่ มันจะทำให้พวกมันสับสน ลนลาน และเปิดช่องว่างให้เ้าใช้ย่างก้าวเงาไร้ลักษณ์ตลบหลังฆ่าพวกมันได้ง่ายขึ้น! เ้าจงจำอักขระและเคล็ดโคจรลมปราณนี้ไว้ในหัวให้ดี แล้วรีบไสหัวออกไปฝึกซ้อมในโลกข้างนอกซะ! อย่าทะลึ่งนั่งฝึกในนี้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นโลกภายนอกผ่านไปอีกปีสองปี เ้าคงตามหาหญ้าคืนิญญาไม่ทันแน่!"
เฟยิพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น เขาเพ่งมองอักษรโบราณจากม้วนตำราสีเทาเข้มที่อัคคีนิลสะบัดเรียกมาให้ ชายหนุ่มใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีกลืนกินความรู้และเส้นทางเดินปราณเข้าสู่สมองจนแม่นยำ จากนั้นจึงรีบถอนกระแสจิตเด้งกลับคืนสู่ร่างเนื้อในโลกความจริงทันทีโดยไม่ยอมปล่อยให้เวลาสูญเปล่า
เมื่อลืมตาขึ้นในทัศนียภาพของโลกภายนอกที่เวลาเพิ่งผ่านไปแวบเดียว เฟยิก็ลุกจากเตียงไม้ไผ่ ย่องเงียบออกไปที่ลานดินหลังโรงนาอันเงียบสงัดท้ายหมู่บ้าน ค่ำคืนแล้วค่ำคืนเล่าที่เขาเคี่ยวกรำตนเองบ่มเพาะพลังอยู่ภายนอก ข่มขอบตาไม่ยอมหลับนอน เขาฝืนความเ็ปขับเคลื่อนปราณอนธการขั้นที่ 1 ในร่าง ให้แผ่ซ่านออกจากรูขุมขน ค่อย ๆ ควบคุมกระแสพลังงานความมืดให้ควบแน่นกลายเป็หมอกควันสีม่วงดำจาง ๆ ลอยวนลูปอยู่รอบกายเพื่อขัดเกลาระยะและระดับความหนาแน่นของ 'ม่านอนธการกลืนจิต' ควบคู่ไปกับการสับฝีเท้าย่ำไปบนพื้นดินลุยโคลนลุยหินขยายขีดจำกัดของท่าเท้าย่างก้าวเงาไร้ลักษณ์ให้พลิ้วไหวและว่องไวดุจภูตผียิ่งขึ้นในโลกความจริง โดยยอมตรากตรำร่างกายข้างนอกเพื่อไม่ให้ปมเวลาของแหวนมาทำลายแผนการล้างแค้น
เมื่อแสงอรุณของวันใหม่สาดส่อง เฟยิจะสลายหมอกความมืด เก็บงำกลิ่นอายลมปราณทั้งหมดกลับคืนสู่จุดตันเถียนอย่างแเี และกลับกลายมาเป็ชายหนุ่มปุถุชนซอมซ่อเพื่อออกไปช่วยงานชาวบ้านตอบแทนค่าน้ำค่ายา ความสัมพันธ์และความเข้ากันได้ระหว่างเขากับเสี่ยวเฉินก็ยิ่งแน่นแฟ้นและผูกพันกันมากขึ้นเรื่อย ๆ เด็กน้อยเสี่ยวเฉินกลายเป็เหมือนเงาตามตัวของเฟยิไปโดยปริยาย ไม่ว่าเฟยิจะไปช่วยชาวบ้านผ่าฟืน แบกถังน้ำตักท่าที่ลำธาร หรือช่วยตอกตะปูซ่อมแซมค่ายรั้วไม้ไผ่รอบหมู่บ้านป้องกันสัตว์ป่า เสี่ยวเฉินจะคอยวิ่งเตาะแตะตามหลัง ถือขวานด้ามเล็ก ๆ หรือหิ้วถังน้ำใบจิ๋วคอยช่วยหยิบจับสิ่งของให้อย่างกระตือรือร้น ท่าทางงุ่มง่ามแต่ตั้งใจจริงและเสียงหัวเราะใสซื่อของเด็กน้อยทำให้หัวใจที่เคยด้านชาและเต็มไปด้วยไฟแค้นของเฟยิหลุดยิ้มออกมาได้บ่อยครั้ง มิตรภาพอันบริสุทธิ์ของชาวบ้านที่คอยเอาใจใส่ ยื่นหมั่นโถวร้อน ๆ น้ำแกงอุ่น ๆ ให้กินในทุกมื้อ มันช่วยเยียวยาจิติญญาอันบอบช้ำของเขาให้กลับมามีความอบอุ่นและมีมนุษยธรรมอีกครั้ง ลมปราณอนธการในร่างเริ่มสอดประสานกับจิตใจที่สงบและเยือกเย็นจนรากฐานลมปราณของเขาหนาแน่นแกร่งกล้าขึ้นผิดกับตอนแรกขึ้นเป็กอง
จนกระทั่งเวลาผ่านไปครึ่งเดือน าแทั่วนอกในของเฟยิหายสนิท พละกำลังและเส้นชีพจรกลับมาสมบูรณ์พร้อม แสงแดดอุ่น ๆ ยามเช้าเป็สัญญาณว่า ถึงเวลาที่เขาต้องออกเดินทางต่อสู่นครหลวงอันกว้างใหญ่เพื่อตามหาหญ้าคืนิญญาและสืบหาความจริงแล้ว
ชาวบ้านทุกคนในกองคาราวานออกมายืนส่งเขาที่หน้าประตูไม้ไผ่ของหมู่บ้านด้วยความอาลัย เสี่ยวเฉินยืนก้มหน้านิ่ง สองมือกำชายเสื้อตัวเก่งของตัวเองไว้แน่น น้ำตาเม็ดโตไหลอาบแก้มเนียน ขืนตัวสุดชีวิตเพื่อไม่ให้ส่งเสียงร้องไห้ออกมาต่อหน้าพี่ชายที่ตนเทิดทูน
เฟยิเดินเข้าไปคุกเข่าลงตรงหน้าเด็กหนุ่ม วางมือหนาอันอบอุ่นลงบนบ่าเล็ก ๆ ของเสี่ยวเฉิน ดวงตาสีม่วงลึกล้ำราบเรียบจับจ้องลึกเข้าไปในแววตาของเด็กน้อย ประกายไฟแห่งปณิธานและจิติญญาปลุกใจปะทุขึ้นในดวงตาของชายหนุ่มอีกครั้ง เขาเปล่งเสียงทุ้มต่ำดังก้องแต่แฝงด้วยความหนักแน่นและทรงพลัง:
"เสี่ยวเฉิน จงฟังข้าให้ดี หนทางแห่งความแข็งแกร่งและวิถีบำเพ็ญไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว หากในวันหน้าเ้ายังคงมีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องคนที่รัก จงอย่าได้หยุดแสวงหาความแข็งแกร่งเด็ดขาด โลกใบนี้มันกว้างใหญ่และโหดร้ายกว่าที่เ้าเห็นนัก แต่อย่าได้ยอมให้ความโสโครกหน้าไหว้หลังหลอกของมันมากลืนกินหัวใจที่บริสุทธิ์ของเ้า... จงหมั่นฝึกฝนร่างกาย จงมีจิตใจที่ดั่งหินผาไม่หวั่นไหว แล้วในสักวันหนึ่ง ข้าจะคอยเฝ้าดูเ้าจากบนจุดสูงสุด ข้าเชื่อมั่นในตัวเ้า... สหายน้อยของข้า"
คำพูดของเฟยิดุจเมล็ดพันธุ์แห่งอุดมการณ์ที่ฝังลึกลงไปในจิติญญาและหัวใจของเสี่ยวเฉิน เด็กน้อยยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาลูกผู้ชาย แววตาสั่นระริกแปรเปลี่ยนเป็เด็ดเดี่ยวและแน่วแน่ ร้องะโตอบรับสุดเสียงดังก้องไปทั่วป่า
"ขอรับพี่ชายเฟยิ! ข้าจะฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้น! ข้าจะตามพี่ชายไปให้ถึงบนจุดสูงสุดนั้นให้ได้!"
เฟยิยิ้มรับอย่างพึงใจ ยันตัวลุกขึ้นยืนหันหลังก้าวเดินจากมาช้า ๆ โดยไม่หันกลับไปมองอีก บัดนี้เป้าหมายข้างหน้าเด่นชัดและทรงคุณค่าขึ้นในใจ พลังอนธการความมืดในร่างของเขาไม่ได้มีไว้เพื่อเข่นฆ่าทำลายล้างเพียงอย่างเดียว แต่มีไว้เพื่อกางปีกปกป้องเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังและแสงสว่างเหล่านี้ต่างหาก ชายหนุ่มก้าวเท้าลุยเดินหน้า มุ่งสู่นครหลวงอันกว้างใหญ่และเ็า... ที่ซึ่งบททดสอบและอันตรายที่แท้จริงกำลังรอเยี่ยเฟยิอยู่!