
“คุณจะตามมาตอแยฉันทำไม”
ปีวราตวาดใส่หน้าสูรย์เมื่อหันไปไม่พบหน้านายหัวกับผู้หญิงคนนั้น ทำให้เธอคลาดสายตาจากคนทั้งคู่แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่รู้ไม่ชี้
“พี่ไม่ได้ตามปีซะหน่อยแค่บังเอิญเจอกันต่างหาก พี่จะไปรู้ได้ยังไงว่าปีจะหนีงานแอบมาเดินเที่ยวเล่นอยู่ในห้างฯ”
“ฉันมาซื้อโทรศัพท์...นี่ไงเรียกว่าธุระส่วนตัวได้ไหม”
ว่าพลางยื่นถุงกระดาษที่ใส่กล่องโทรศัพท์ไปจนกระทบตัวอีกฝ่ายตอนนั้นเธอจึงเพิ่งนึกออก ว่าคุยสายค้างกับยชญ์เอาไว้ จึงยกเครื่องขึ้นแนบหูกรอกเสียงลงไป แต่ฝ่ายนั้นกลับวางไปเสียแล้ว
“คุยอยู่กับใคร...แฟนหรือไง”
จู่ๆเสียงของสูรย์ก็เข้มขรึมเข้ากับใบหน้าอันเรียบนิ่งแต่เธอจะคุยกับใคร ก็ไม่เห็นมีความจำเป็ต้องรายงานให้เขารับรู้สักนิด จึงไม่ตอบและตัดบท
“ฉันเสร็จธุระของฉันแล้วกำลังจะกลับ ส่วนคุณจะไปทำธุระของตัวเองที่ไหน ก็เชิญ”เธอผายมือเป็เชิงไล่ แล้วก็หมุนตัวกลับ รีบจ้ำเท้าอย่างเร็วที่สุดเมื่อเดินผ่านประตูใสด้านหน้าออกไปแล้ว ลองหันกลับมาอีกครั้งก็ไม่เห็นร่างเขาอีกแล้ว ยังแอบนึกในใจว่าสูรย์ ไม่ต่างจากพวกนินจา ชอบผลุบๆโผล่ๆทำตัวล่องหนได้
เธอเรียกรถรับจ้างให้ไปส่งกลับท่าเรือยืนรออยู่พักใหญ่ กำลังจะโดยสารกลับด้วยเรือข้ามฝั่งพร้อมกับนักท่องเที่ยวอยู่แล้วแต่เสียงของนายเกลี้ยงก็ดังขึ้นมาจากท่าเทียบ
“นายหญิงครับทางนี้ครับ...ผมมารอรับ”
เขายิงฟันขาวเหมือนทุกครั้งที่พบหน้าและะโขึ้นจากลำเรือตรงมาหา กุลีกุจอช่วยถือถุงกระดาษในมือแล้วเดินนำกลับไปยังเรือเร็วซึ่งจอดนิ่ง
“นายเกลี้ยงรู้ได้ยังไงว่าฉันกำลังจะกลับ หรือว่ามารอรับคนอื่น” เธอขมวดคิ้วมุ่นเป็วง
“ลงมาเถอะครับนายหญิงผมมารอรับนายหญิงนั่นล่ะครับ”
นายเกลี้ยงซ่อนยิ้มอย่างมีพิรุธแต่เธอก็ไม่ได้เอะใจมากไปกว่าแค่คิดว่าเ้าตัวคงเวียนมาท่าเรือเพื่อหารายได้รับนักท่องเที่ยวไปส่งตามเกาะต่างๆเหมือนทุกวัน
จึงก้าวขาลงไปอยู่ในเรือเรียบร้อย
ขณะเดียวกันนายเกลี้ยงกลับเป็ฝ่ายะโขึ้นจากลำเรือไปยืนอยู่บนสะพานคอนกรีตปล่อยให้เธออยู่ในลำเรือตามลำพัง
“แล้วนี่นายเกลี้ยงขึ้นไปข้างบนทำไมแดดร้อนจะตาย...ไม่รีบออกเรือเหรอ”
คราวนี้เด็กหนุ่มได้แต่ยิ้มแห้งๆหันรีหันขวางไปทางฝั่งถนน สลับกับมองหน้าเธอเป็ระยะ “เอ่อ...เดี๋ยวรออีกคนครับนายหญิง”
เธอยังไม่ทันถอนหายใจทิ้งบุคคลที่นายเกลี้ยงบอกว่ากำลังคอยอยู่ ก็นั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ซึ่งเบรกรถดังเอี๊ยดราวกับพระเอกหนัง ก้าวขายาวๆลงมาจากรถคันนั้นแล้วมุ่งมายังจุดที่เด็กหนุ่มยืนอยู่
เขาไม่ได้พูดพร่ำทำเพลงแต่ยื่นมือไปรับกุญแจเรือ แล้วก็ตบบ่าเด็กหนุ่มอย่างรู้กันก่อนจะโหนตัวจากท่าลงมาที่เรือลำเดียวกับเธอ
“ขอโทษนะครับที่ทำให้ปีรอนาน”
ปีวรามัวแต่จ้องจะกินเืกินเนื้อชายหนุ่มที่ไปยืนประจำแท่นคนขับพอเหลียวกลับไปอีกครั้ง นายเกลี้ยงหายตัวไปเสียแล้ว จึงได้แต่นึกตำหนิในใจที่เด็กหนุ่มคงจะรู้เห็นเป็ใจกับสูรย์ดังนั้นเธอจึงระบายอารมณ์ใส่คนตรงหน้าแทน
“ฉันไม่ได้รอคุณแล้วฉันก็ไม่ได้ขอให้คุณมาเป็คนขับเรือให้...คุณนี่มันเ้าเล่ห์ไม่เห็นเหมือนแต่ก่อน...” เมื่อเผลอเท้าความถึงวัยเด็กเ้าตัวก็หุบปากฉับ
“ไม่ได้รอก็ไม่เป็ไรเราอย่าเสียเวลามายืนเถียงกันในเรือเลย ตอนนี้แดดก็ยังร้อนอยู่น่าจะกลับไปถึงบ้านก่อน ไปถึงบ้านแล้วพี่จะได้ไปอาบน้ำอาบท่าเหนียวตัวเหลือเกิน...ขนาดไปเดินตากแอร์เย็นฉ่ำตั้งเป็ชั่วโมง พออกมาข้างนอกก็ร้อนตามเดิม ปีว่าอย่างนั้นไหมครับ”
เธอไม่รู้ว่าเขาจะมาลูกไม้ไหนนึกเคืองตนเองที่ไม่อาจเกลียดหรือโกรธเขาได้ถึงที่สุด เหมือนอย่างที่ใจคั่งแค้นแต่เธอก็จะไม่มีวันให้อภัยผู้ชายที่ฉวยโอกาส ย่ำยีเธออย่าง่ายดาย
มัวแต่นึกในใจจนเพลินไม่ทันโต้ตอบว่ากระไร สูรย์ก็ออกเรือไปเสียแล้ว แต่ดูเหมือนว่าการขับเรือของเขามันจะไม่เป็โล้เป็พายสักเท่าไหร่ เมื่อการทรงตัวดูไม่ตรงแนวอย่างเชี่ยวชาญ
“คุณขับเรือเป็หรือเปล่า...”
หญิงสาวขยับตัวไปจับราวกั้นไว้แน่นได้ยินเสียงเขาพูดไม่ชัดตีฝ่ากระแสลม แต่ก็จับใจความได้บ้าง
“ปีคิดว่าพี่ขับเรือเป็ยังไงบ้างล่ะพี่ไม่รู้ว่าขับแบบนี้ เรียกว่าขับเป็หรือเปล่าแต่พี่เพิ่งเคยขับเป็กิจจะ...ครั้งแรก”
คำพูดเขายืดยาวแต่เธอได้ยินชัดเต็มสองหู ด้วยคำในตอนท้ายที่ว่า ‘ขับครั้งแรก’
ขับมาไม่ถึงห้านาทีหัวเรือเชิดขึ้นอยู่เหนือผิวน้ำมีอันกระตุกเล็กน้อยก่อนที่เครื่องยนต์จะเริ่มอ่อนกำลังลง และเสียงกระหึ่มที่ดังกระทบผืนน้ำเป็ระยะก็หยุดในฉับพลัน
ลอยคว้างอยู่กลางทะเล!
เธอหันไปมองรอบตัวมีแต่ผืนทะเลสีฟ้าอมเขียวล้อมกรอบ มองไม่เห็นชายฝั่งที่เพิ่งจากมาแม้เสี้ยวและมองไม่เห็นฝั่งเกาะมุกแก้วอันเป็ปลายทาง
“เครื่องยนต์เป็อะไรน่ะทำไมถึงจอดเฉยๆล่ะ ทำไมไม่ขับไปต่อ”
สูรย์หันกลับมามองส่ายหน้าเป็ระยะ “ไม่รู้เหมือนกันครับ ก็พี่บอกปีแล้วนี่ไง ว่าพี่เพิ่งเคยขับเป็ครั้งแรกยังไม่ชำนาญ...วันนี้ก็ให้นายเกลี้ยงสอนได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง”
นี่มันอะไรกัน...ไม่เคยขับเรือเพิ่งได้รับการสอนไม่พ้นหนึ่งชั่วโมง แต่เขากล้าอาสามาขับเรือแทนเธออยากจะกรีดร้องใส่หูเขาให้สุดเสียง
“คุณมันบ้าไปแล้วไม่เคยขับ แล้วทำไมถึงดื้อดึงจะขับเสียเอง แทนที่จะให้นายเกลี้ยงทำหน้าที่นี้แล้วต่อจากนี้เราจะทำยังไงกันล่ะ คุณลองดูรอบๆสิ เห็นแต่น้ำทะเลกับท้องฟ้า”
“ใจเย็นๆสิครับเดี๋ยวก็มีเรือเร็วไม่ก็เรือโดยสารผ่านมาเองนั่นล่ะแล้วเราค่อยขอความช่วยเหลือก็ยังทัน”
เขาพูดโดยไม่อนาทรร้อนใจถึงปัญหาที่เกิดสักนิด“แดดร้อนขนาดนี้ ฉันต้องมายืนตากแดดตากลม โดยต้องรอความหวังจากเรือลำอื่นซึ่งไม่รู้ว่าจะมีปาฏิหาริย์ตอนกี่โมง”
เธอคงจะหัวเสียจัดกว่านี้ถ้าไม่บังเอิญนึกขึ้นได้ว่ามีโทรศัพท์มือถือติดตัว...จึงไม่เสียเวลา หยิบขึ้นมาเพื่อจะกดหมายเลขโทร.ออกขอความช่วยเหลือ ซึ่งจะเป็ใครก็ได้ไม่ว่าหน่วยงานให้ความช่วยเหลือทางภาคพื้นดิน หรือว่าเป็ใครสักคนในบ้าน
แต่เหมือนว่าจุดเกิดเหตุจะเป็จุดอับสัญญาณ!
“อะไรกัน...ไม่มีคลื่นสัญญาณมือถือนี่มันทะเลยุคพระเ้าเหาหรือไงกัน”
ชายหนุ่มซึ่งมองท่าทีของเธอเป็ระยะถึงกับอมยิ้ม เมื่อเห็นอาการกระวนกระวายใจของเธอดังนั้นเขาจึงก้มลงไปหยิบเสื้อชูชีพสีส้มที่วางอยู่กับพื้น แล้วส่งให้เธอ
“พี่ว่าปีลืมสวมมัน...”
เขาไม่ต้องอธิบายถึงความหวังดีเพราะมันคือปมในใจเมื่อครั้งตกน้ำวัยเด็กจึงเอื้อมไปรับเสื้อชูชีพตัวนั้นแล้วสวมลงบนลำตัว
ด้วยความไม่ถนัดถนี่ในการผูกสายคล้อง ชายหนุ่มเห็นความเก้ๆกังๆของเธอจึงขยับตัวเข้าไปช่วยผูกด้วยความหวังดี แต่เธอก็บ่ายเบี่ยง “ฉันผูกเองได้”
ปากค้านก็จริงแต่เธอก็ปล่อยให้ชายหนุ่มช่วย...เวลาเพียงไม่กี่นาทีแต่มันก็ทำให้เธอมีเวลาพินิจพิเคราะห์หน้าตาของเขาอย่างเป็กิจจะสูรย์เปลี่ยนไปมากจากครั้งเป็เด็ก รูปร่างซึ่งเคยผอมเก้งก้าง มองดูคล้ายลูกม้าเติบโตเป็ชายหนุ่มผู้มีความสูง สมส่วนกับ่ตัว ดวงหน้ายาวปลายคางมน ขับความคมเข้มซึ่งประดับด้วยคิ้วหนา ั์ตาลึกชวนฝันแม้หลายครั้งที่มอง เค้าหน้าเขาออกจะดุ แต่เมื่อยามแย้มยิ้มเห็นฟันขาวเรียงซี่ก็ลดความเข้มขรึมไปได้มากโข
“กำลังคิดอะไรเกี่ยวกับเื่ของเราอยู่หรือเปล่า”
เสียงของสูรย์เหมือนแส้ตวัดเข้าไปผ่าความเพ้อฝันให้ขาดลงด้วยประโยคที่จงใจให้เธอย้อนไปถึงคืนเกิดเหตุ
เธอสะบัดหน้าหันไปมองด้านข้างเอี้ยวตัวหลบโดยนิ่งคิดถึงคืนนั้นวนไปมา ลมทะเลกรูเกรียวพัดมาเป็ระยะเสมือนคลื่นลูกน้อยๆเข้าไปกระทบฝั่ง กระเทือนไปถึงจิตใจซึ่งเป็แผลบาดลึก
“คุณไม่เข้าข้างตัวเองไปหน่อยหรือไงระหว่างฉันกับคุณ ไม่เห็นมีความจำเป็ที่จะต้องเกี่ยวข้องกันสักนิด”
สูรย์ถือวิสาสะเอื้อมไปดึงมือเธอขึ้นมาเกาะกุม“พี่หาโอกาสอธิบายอยู่นะครับ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้างในคืนนั้น”
เธอสะบัดแขนออก หันไปสบตาเขาั์ตาวิบวับไปด้วยหยาดน้ำ “ฉันขอร้องล่ะคุณอย่ารื้อฟื้นเื่คืนนั้นมาพูดถึงอีกเลย”
“พี่จำเป็ต้องพูดเพราะสิ่งที่มันเกิดขึ้น...มันมีบางเื่ที่ปีกำลังเข้าใจพี่ผิด”
เธอหัวเราะทั้งที่น้ำใสยังคลอหน่วย“คุณจะมาแก้ตัว ว่าคุณไม่ได้ตั้งใจสินะ...ในเมื่อคุณเป็คนพูดออกมาเองว่าฉันถูกมอมยา แล้วคุณก็ล่วงเกินฉัน อย่างนี้ยังจะกล้ามาพูดอะไรอีก”
ทุกคำที่ย้อนวันคืนกลับไปนึกถึงยิ่งเหมือนเข็มเล่มเล็กจิ้มลงไปทีละจุดมันเจ็บจี๊ดแปลบปลาบั้แ่ผิวเนื้อไปจนถึงเนื้อใน
“พี่ไม่ได้มอมยาเธอนะ...ปีต้องเชื่อพี่”
“ทุเรศที่สุด! มักง่าย...คุณกล้าทำ แต่ไม่กล้ารับ คุณยังเป็ลูกผู้ชายอยู่หรือเปล่าถ้าคุณไม่ได้เป็คนมอมยาฉัน แล้วใครมันจะกล้าทำ ก่อนหน้าที่ฉันจะไม่รู้สึกตัวฉันเห็นคุณคอยแอบมองฉันเป็ระยะ หรือคุณจะเถียงฉัน”
เธอปักใจเชื่อไปเต็มร้อย...คงยากที่ไม่กี่คำพูดจะเปลี่ยนความคิดเธอได้
“ขอให้เื่ระหว่างคุณกับฉันไม่ว่าจะตอนนี้หรือตอนไหนๆ ให้มันจบไปเถอะฉันไม่อยากรู้จักคุณ...เพราะคุณเป็คนที่ไม่รักษาสัญญา”
‘สัญญา’ ในอดีต ผุดพรายขึ้นมาเป็ส่วนร่วม
ชายหนุ่มนิ่งไปอึดใจไม่ได้พูดคำใดอีก จนกลับไปยังแท่นประจำที่คนขับเรือแล้วก็หมุนลูกกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์อีกครั้ง
เสียงเครื่องยนต์ติดตามเดิมไม่มีอาการขัดข้องแต่อย่างใด ได้ยินเขาพูดขึ้นลอยๆว่า “ถ้าอย่างนั้นเราก็กลับบ้านเถอะเรือไม่ได้เสีย...พี่แค่อยากจะหาโอกาสคุย ปรับความเข้าใจกับปีทุกเื่ไม่ว่าจะเป็สิบปีก่อน หรือไม่ว่าเื่ไหนก็แล้วแต่ มาถึงตอนนี้พี่เองก็คิดว่า...มันคงไม่จำเป็แล้ว พี่จะไม่ให้สัญญาอีกละกันแต่พี่จะไม่พูดถึงเื่คืนนั้นอีก”
แล้วลำเรือก็แล่นผ่านผิวน้ำทะเลมุ่งกลับฝั่งเกาะอันเป็ปลายทาง...
...............................................จบตอนที่ 9