กำเนิดเซียน
ขณะจินหลงกำลังยืนงุนงงอยู่ท่ามกลางสายฝนมองสบตากับเหวินหยางไปมาอยู่อย่างนั้นสักพัก ราวกับว่าเขานึกอะไรบางอย่างได้ ดวงหน้าจิ้มลิ้มรีบก้มลงสำรวจร่างกายตัวเองอย่างรวดเร็ว และต้องพบกับความประหลาดใจซึ่งมีมากขึ้นกว่าเดิม
ชุดนักเรียนที่สวมใส่ออกจากบ้านเมื่อเช้านี้ตอนนี้มันได้แปรเปลี่ยนเป็ชุดผ้าไหมสีฟ้าน้ำทะเลเสียอย่างนั้นแถมเส้นผมซึ่งตัดสั้นระต้นคอ กลับกลายเป็ยาวสยายถึง่เอว
ลืมตาขึ้นมาแล้วพบว่าตนเองอยู่ในสถานที่แปลกประหลาดก็ว่าใมากแล้วยังมาค้นพบว่ารูปลักษณ์ภายนอกเปลี่ยนแปลงไปด้วย ยิ่งประหลาดใจมากเข้าไปใหญ่แม้รูปร่างและส่วนสูงยังดูเหมือนจะเท่าเดิม แต่ไม่อาจการันตีได้ว่าร่างกายนี้เป็ของเขา
จินหลงยกมือทั้งสองข้างขึ้นจับใบหน้าตนเองด้วยความวิตกกังวล หันมองรอบกายคล้ายกำลังหาบางสิ่งก่อนจุดจับสายตา จะเลื่อนไปหยุดอยู่ยังโต๊ะบวงสรวงตรงหน้าเหวินหยาง
ร่างอ้อนแอ้นราวกับสตรีวิ่งดุ๊กดิ๊กตรงเข้าไปหยิบถาดผลไม้เททิ้ง และยกมันขึ้นส่องดูภาพสะท้อนใบหน้าตนเองเขาเอียงซ้ายเอียงขวาตรวจดูอยู่ชั่วขณะ เมื่อพบว่าเงาที่สะท้อนออกมาให้เห็นยังคงเป็ของตัวเขาเองไม่ผิดแน่ จินหลงจึงถอนหายใจออกมายาวพรืดด้วยความโล่งอก
แต่จู่ๆกลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นขัด่เวลาที่เขากำลังโล่งใจจินหลงจึงต้องหันไปมองตัวต้นกำเนิดเสียง
“เ้าเป็ใคร?”
บุรุษแปลกหน้าขมวดคิ้วยุ่งขณะเอ่ยคำถามที่จินหลงเองก็มีความคิดจะถามอีกฝ่ายอยู่เช่นกัน
“เ้า? คุณหมายถึงผมน่ะเหรอ?”
จินหลงทวนถามซ้ำอีกครั้งเพื่อย้ำว่าตนเองเข้าใจถูกเพราะลักษณะคำเรียกที่อีกฝ่ายใช้ ดูเหมือนจะไม่ใช่ภาษาในยุคสมัยปัจจุบัน
“คุณ? ผม?มันคือสิ่งใด?”
เหวินหยางเองก็รู้สึกสับสนงุนงงไม่ต่างกัน แต่ดูเหมือนจินหลงจะยังพอมีความเข้าใจอยู่บ้างเพราะตอนเรียนมีการกล่าวถึงคำศัพท์สมัยโบราณให้ได้ยินผ่านหู ได้อ่านผ่านตามาบ้างขณะความเข้าใจของเหวินหยาง ที่มีต่อคำศัพท์ของจินหลงเท่ากับศูนย์
“เอ่อ...ผมจะอธิบายให้คุณเข้าใจอย่างไรดี?”
จินหลงขบคิดกับตัวเองอยู่ชั่วครู่ก่อนตัดสินใจอธิบายพร้อมใช้ภาษากายประกอบ เขายกมือชี้ตัวเองสลับกับเหวินหยาง
“ผมคือสรรพนามบุรุษที่หนึ่งใช้เรียกแทนตัวคนที่กำลังพูดซึ่งเป็เพศชาย ส่วนคุณคือสรรพนามบุรุษที่สองใช้เรียกแทนตัวคนที่เรากำลังสนทนาด้วย จะเป็เพศชายหรือหญิงก็ได้ครับ”
แต่ถึงจะอธิบายให้ละเอียดมากแค่ไหนเหวินหยางกลับไร้ความเข้าใจอย่างสิ้นเชิง เขายิ่งรู้สึกงุนงงสับสนหนักเข้าไปใหญ่แปลกใจและสงสัยหนักขึ้นเป็เท่าตัวว่าเหตุใดผู้ที่โผล่ลงมาอยู่กลางลานพิธีในเมืองของเขากลับมีภาษาพูดที่ดูแปลกหูยิ่งนัก
“หยุด! พอ!ข้าไม่เข้าใจสิ่งที่เ้ากำลังอธิบายสักนิด ช่วยใช้คำที่ฟังแล้วเข้าใจได้ง่ายๆ ด้วย”
มือใหญ่ข้างหนึ่งยกขึ้นกุมขมับตัวเองคล้ายปวดหัวขณะที่อีกข้างยกขึ้นทำท่าห้ามปรามจินหลงให้หยุดพูดสร้างความสับสนแก่เขามากไปกว่านี้
“เอ่อ... ครับ ผม เอ๊ย! ต้องใช้ข้าสินะ ข้าเข้าใจแล้ว”
ด้วยความเคยชินกับการใช้ศัพท์ในยุคปัจจุบันจินหลงจึงดูเงอะงะขณะกล่าวตอบ
“แล้วจะบอกข้าได้หรือยังว่าเ้าเป็ใคร?”
คำถามแรกที่เหวินอย่างกล่าวถามยังไม่ได้รับคำตอบเขาจึงวนกลับไปยังประโยคนั้นอีกครั้ง
“คือผม เอ๊ย! ข้าชื่อจินหลง”
“จินหลง? นามเพราะดีนี่ว่าแต่เ้ามาอยู่กลางลานพิธีบวงสรวงได้เยี่ยงไร?”
“ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกันก่อนหน้านั้นข้ากำลังประสบเหตุการณ์เลวร้ายอยู่ แต่จู่ๆพอลืมตากลับมาโผล่ที่นี่เสียอย่างนั้น”
จินหลงนึกย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ก่อนหน้าที่ตนกำลังร่วงหล่นจากตึกสูงลงสู่พื้นถนนเพียงแค่นึกถึงขนทุกเส้นในกายกลับลุกตั้งชัน