ตอนที่ 13 แยกบ้านไม่ได้
แม้ครอบครัวของฉาจื่ออันจะทำเกินไปอีกมากเท่าใด มันก็เป็เื่ของครอบครัวพวกเขาเช่นกัน แยกบ้านกันหมายความว่าอย่างไร?
ฉาซื่อเข้าใจแล้วแต่กลับไม่แสดงสิ่งใดออกมา และแสร้งทำเป็ไม่เข้าใจ “สิ่งใดคือมิใช่ครอบครัวเดียวกัน? พวกเรามิใช่ครอบครัวเดียวกันั้แ่เมื่อใดกัน ยามนี้ครอบครัวเ้าสามมีความยากลำบาก ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันก้าวผ่านความลำบากไปถึงจะเป็ส่วนที่สำคัญที่สุดสิ มีเื่อะไรค่อยพูดอีกครั้งหลังจากจัดการปัญหาเื่นี้แล้ว”
ยามนี้ฉาจื่ออันถูกคนของทางการจับไปแล้ว หากแยกบ้านกันในเวลานี้จะทำให้เื่ยิ่งแย่ลง อีกอย่างฉาจื่ออันคือคนที่อาจจะมีอนาคตมากที่สุด หากแยกบ้านกันแล้วเขาประสบความสำเร็จขึ้นมาในภายหลัง แล้วพวกเขาจะอาศัยบารมีไปด้วยกันได้อย่างไร?
ฉาซื่อคำนวณไว้อย่างดี ทว่าสะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองต่างก็ไม่ได้สนใจ ทั้งสองเหลือบมองหน้ากัน ดังนั้นเพื่อที่จะตัดความสัมพันธ์ สะใภ้ใหญ่ก็ไม่มีเวลามากแล้ว “ท่านแม่ เื่นี้จะรอไม่ได้แล้ว ทางการยังไม่รู้ว่าจะลงโทษอย่างไร หากได้รับโทษแล้ว พวกเราคงแบกรับกันไม่ไหวหรอก”
สะใภ้รองถือโอกาสในตอนที่ฉาซื่อยังไม่ได้โต้แย้ง พลางกล่าวด้วยสายตาเ้าเล่ห์ “ท่านแม่ ไม่เช่นนั้นเอาอย่างนี้ดีหรือไม่ พวกเราไม่ได้ตัดครอบครัวเ้าสามออกไปทันที รอคำตัดสินออกมาก่อนแล้วพวกเราค่อยตัดกันก็ได้”
คำพูดนี้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก เริ่มแรกดูหมือนยอมคล้อยตามฉาซื่อ แต่สุดท้ายกลับยึดมั่นที่จะแบ่งแยกเช่นเดิม
ยามนี้โทษของฉาจื่ออันยังไม่มีการยืนยัน ฉาซื่อจึงไม่ยอมแยกครอบครัว เช่นนั้นรอยืนยันโทษแล้วก็น่าจะแยกครอบครัวได้สักที?
ฉาซื่อมองพลังที่แสดงออกมาของสะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองด้วยสายตาเ้าเล่ห์ ตระกูลนี้ได้แยกกันแน่นอนแล้ว ทว่าคำพูดที่เลื่อนเวลาออกไปของสะใภ้รองไม่ได้ทำให้นางเสียใจในภายหลัง จึงเอ่ยไปตามน้ำ “เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ก่อนที่โทษของเ้าสามจะยืนยันออกมา ผู้ใดก็ห้ามเอ่ยถึงเื่แยกครอบครัวขึ้นมาอีก!”
หลิงซานฉิงยังไม่รู้ว่าที่บ้านเกิดเื่อะไรขึ้นบ้าง และนางก็ไม่มีเวลาไปสนเื่ที่จะส่งผลกระทบด้านลบให้กับคนในบ้าน มีเพียงสิ่งเดียวคือเพื่อฉาจื่ออัน นางจึงวิ่งเต้นไปทั่ว
ท่ามกลางความมืดมน นางรู้สึกว่าเื่นี้ต้องเกี่ยวข้องกับอวี๋ซิ่งเหวินลูกผู้ดีมีเงินคนนั้นแน่
อวี๋ซิ่งเหวินเสียเปรียบตระกูลฉา ดังนั้นเขาจะต้องไม่ยอมรามือแน่ นางย่อมรู้ดีว่าหมั่นโถวของครอบครัวนางไม่มีพิษ ในเมื่อฉาจื่ออันไม่ได้รับความเป็ธรรม เช่นนั้นก็ต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้ได้
เมื่อคิดเช่นนี้ ย่างก้าวของนางพลันหยุดชะงัก สองมือกำแน่น อวี๋ซิ่งเหวินอยากจะทำลายนาง และอยากให้นางไปขอร้องอ้อนวอนอีกฝ่าย แต่นางจะตอบโต้และแสดงให้เขาเห็นเอง
ตอนที่นางหยุดลงถึงได้รู้ตัวว่ารอบ ๆ ไม่ใช่ภาพที่คุ้นเคย ที่นี่ที่ไหนกัน? นางเงยหน้ากวาดสายตามองก็เห็นเพียงแค่ด้านหน้าจวนแขวนป้ายหนึ่งอยู่ และบนป้ายนั้นเขียนด้วยตัวหนังสือสีทองว่า ‘จวนตระกูลอวี๋’
โลกกลมจริง ๆ ทันทีที่ความคิดนี้แวบเข้ามา หลิงซานฉิงก็หมุนตัวกลับอย่างสง่างาม แต่ทันใดนั้นนางก็หยุดชะงัก พลางยกมือขึ้นลูบคางและหรี่ตาลงเล็กน้อย
ในเมื่ออวี๋ซิ่งเหวินเป็คนทำ เช่นนั้นจะต้องทิ้งร่องรอยบางอย่างเอาไว้แน่ หากลองสืบหาเบาะแสบริเวณใกล้ ๆ นี้ดูก็ไม่เสียหายอะไร บางทีอาจจะทำให้ค้นพบบางอย่างก็ได้
นางเอามือไพล่หลังเดินไปรอบ ๆ จวนตระกูลอวี๋ สายตาสอดส่องไปทั่วสารทิศ ทันใดนั้นนางก็เห็นซุ้มขายแตงโมตั้งอยู่ในแนวเฉียงตรงข้ามกับประตูของจวนตระกูลอวี๋พอดี
สมองนางคำนวณอย่างรวดเร็วและเดินไปอยู่ด้านหน้าซุ้มนั้น ก่อนจะก้มลงเลือกแตงโมสองสามลูก “ท่านลุง ท่านขายแตงโมอย่างไรเ้าคะ?”
ลุงขายแตงโมเห็นนางเดินไปมาอยู่หน้าประตูจวนตระกูลอวี๋เมื่อครู่ และเห็นท่าทางนางไม่เหมือนคนที่เชี่ยวชาญในการซื้อแตงโม จึงแย้มยิ้มออกมา “แม่นาง หนึ่งจินสามเหรียญ ไม่หวานไม่เอาเงิน” เขาเอ่ยด้วยสายตาเ้าเล่ห์ “แม่นางจะซื้อไปให้ตระกูลอวี๋รึ?”
หลิงซานฉิงง่วนอยู่กับการเลือกแตงโม พลางเอ่ยถามขึ้นทันที “ท่านลุง หรือมีคนซื้อแตงโมจากที่นี่แล้วก็ไปจวนตระกูลอวี๋งั้นรึ?” แม้นางจะไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองลุงขายแตงโม แต่กลับมีกลิ่นอายการสืบหาเบาะแสอย่างชัดเจน หากชายชราผู้นี้ขายแตงโมอยู่ตลอดทั้งวัน ต้องเห็นอะไรบางอย่างแน่
“มีผู้คนไปจวนตระกูลอวี๋มากมายทุกวัน แต่ไม่มีคนที่ซื้อแตงโมจากที่นี่ไปเลย และไม่รู้ว่าแม่นางอยากสอบถามสิ่งใดกัน”
ในเมื่อพูดเปิดประเด็นออกมาแล้ว หลิงซานฉิงก็ไม่คิดที่จะแสร้งทำอีกต่อไป นางคิดอย่างรวดเร็วและเอ่ยชื่อคนที่นางสงสัยมากที่สุดออกมา “ท่านลุง ท่านเคยเห็นคนที่มีรอยมีดบนใบหน้าเดินออกมาจากจวนตระกูลอวี๋หรือไม่?” ในน้ำเสียงของนางเน้นคำว่ารอยมีด
นางคิดว่าคนที่ไปก่อเื่ที่ร้านหมั่นโถวคือเฉินเตาปาคนนี้แน่ คนผู้นี้น่าจะไม่มีความสามารถไปปั่นป่วนทางการได้ นอกเสียจากว่าจะมีคนหนุนหลังอยู่
ชายชราคิดอยู่นานก็พลันตบมือขึ้นมา พลางมองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง “มีคนที่มีรอยมีดอยู่บนใบหน้าคนหนึ่งจริง ๆ ่บ่ายเมื่อวาน เขาเดินไปมาอยู่ที่ประตูหลังจวนตระกูลอวี๋ ครู่หนึ่งถึงได้เดินเข้าไป เพียงแต่ไม่รู้ว่าคนนั้นใช่คนที่แม่นางบอกหรือไม่”
ประตูหลัง? หลิงซานฉิงจึงถามขึ้นอีกครั้งด้วยสายตาเ้าเล่ห์ “ท่านลุง ท่าน…?” ชายชราผู้นี้ไม่ได้อยู่ที่นี่ทุกวันหรอกรึ?
ใบหน้าชายชราเผยความพอใจด้วยการยิ้มออกมา “เ้าคงไม่รู้อะไรสินะ ขายแตงโมก็ยังมีแบ่งเวลา คนของจวนตระกูลอวี๋ก็เป็คนธรรมดา คนธรรมดาจะไม่ดื่มไม่กินได้อย่างไร? หากมีคนในตระกูลอวี๋อยากซื้อแตงโม เช่นนั้นก็ต้องไปส่งถึงด้านในจวนสิ”
หลังจากที่หลิงซานฉิงสืบเบาะแสได้แล้ว นางก็โบกมือลาชายชรา และรีบเดินทางไปยังศาลาว่าการทันที โชคดีที่นางออกไปไหนก็จะพกเงินไปด้วยตลอด และตอนนี้ก็กำลังจะใช้มัน
ด้านหน้าประตูศาลาว่าการมีกิเลนสองตัวตั้งอยู่ หน้าประตูนั้นดูกว้างขวาง เหล่าคนทั่วไปไม่มีผู้ใดเดินเฉียดเข้าไปใกล้ที่แห่งนี้
ยามนี้ยังไม่มีคนมาร้องเรียน และในยามที่ยังไม่เปิดทำการ ประตูใหญ่ก็จะปิดสนิท มีเพียงองครักษ์ซ้ายขวาสองคนเท่านั้นที่รักษาความปลอดภัยอยู่
ในเมื่อเป็เช่นนี้ ทันทีที่หลิงซานฉิงก้าวเดินไปด้านหน้าก็ถูกหนึ่งในนั้นขวางเอาไว้ องครักษ์เหลือบมองนางอยู่ครู่หนึ่ง “วันนี้ไม่เปิดทำการ หากจะตีกลองร้องทุกข์ก็ไปทางด้านนั้น รีบไปรีบไป” เขาโบกมืออย่างรำคาญไปด้วย
หลิงซานฉิงควานถุงเงินเล็ก ๆ ออกมาจากแขนเสื้อ เอาตัวบังสายตาของคนที่สัญจรไปมาบนถนนไว้ ก่อนจะดึงแขนเสื้อองค์รักษ์ไว้ พลางนำถุงเงินวางไว้บนมือเขา “พี่ชาย ข้าไม่ได้มาดูการพิจารณาและก็ไม่ได้มาร้องทุกข์ ข้าแค่อยากสอบถามท่านเกี่ยวกับคนผู้หนึ่ง วันนี้อากาศไม่เลวเลย ท่านอยู่ดื่มชากับข้าก่อนนะ”
องครักษ์เปลี่ยนสีหน้าไปในทันที พลางคลำประเมินน้ำหนักของถุงเงิน และแย้มยิ้มออกมา “แม่นาง เ้าอยากสอบถามเื่ของผู้ใดล่ะ?” แม้แต่น้ำเสียงก็ยังอ่อนลงไปมาก
จะโทษว่าพวกเขาเห็นแก่เงินไม่ได้หรอก หากพวกเขาไม่เห็นแก่เงิน หลิงซานฉิงก็คงไม่มีทางได้ข้อมูลมาแน่ นางรู้สึกยินดีอย่างยิ่งและกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ก็ไม่ใช่คนที่สำคัญอะไรหรอก เพียงแต่เมื่อวาน่บ่ายมีผู้ชายที่มีรอยมีดบนใบหน้ามาตีกลองร้องทุกข์หรือไม่?”
หากนางคิดไม่ผิด คนที่มาร้องทุกข์เมื่อวานน่าจะเป็เฉินเตาปา หากองครักษ์จับตาดูเล็กน้อย ก็จะคงไม่ผิดอย่างแน่นอน
“ตีกลองร้องทุกข์…” น้ำเสียงของเขามีความลังเล “เมื่อวานมีคนมาร้องเรียนอยู่คนหนึ่ง บอกว่ากินของเสียไป…เื่เล็กเช่นนี้ก็ยังมาร้องเรียน เห็นศาลาว่าการของพวกเราเป็สถานที่อะไรกัน” ขณะที่เขาเอ่ยก็อดที่จะบ่นออกมาไม่ได้
หลิงซานฉิงยิ้มตาหยีพลางกล่าวขอบคุณ ทันทีที่นางหมุนตัว รอยยิ้มบนใบหน้าพลันหายไปในทันที
ทว่าในขณะที่นางวิ่งเต้นเื่ของฉาจื่ออัน ก็ยังมีคนวิ่งเต้นเื่ของนางเช่นกัน
ประตูบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านปิดสนิท และมีน้ำเสียงแหลม ๆ ดังออกมาจากในห้อง
“เื่นี้เ้าทำพังไปหมดแล้ว และยามนี้เป็โอกาสที่จะได้แก้ตัวใหม่ เหตุใดยังไม่รีบไปอีก?” น้ำเสียงที่ดังไปหลายบ้านคือเสียงของเหยียนเอ๋อร์ตัวที่ไม่ยอมแพ้
หัวหน้าหมู่บ้านนั่งอยู่บนเตียง พลางเคาะไม้กระดานเตียงอยู่ครู่หนึ่ง “เบาเสียงลงหน่อย หากคนทั้งหมู่บ้านได้ยินเ้าจะยังสบายอยู่อีกหรือไม่? เ้าก็แค่หญิงแต่งงานคนหนึ่งจะไปรู้เื่อะไร ครอบครัวสามแห่งตระกูลฉานั้นไม่ใช่ว่าจะจัดการได้ง่าย ๆ หากเื่นี้จัดการง่ายขนาดนั้น คุณชายรองไปจัดการด้วยตัวเองก็สำเร็จแล้ว เหตุใดยังต้องลำบากถึงเพียงนี้ล่ะ”
เมื่อเขาไม่อยากลองอีกครั้ง แต่จะให้เขาแก้ตัวใหม่ เช่นนั้นก็จำเป็ต้องหาโอกาสที่เหมาะ ๆ เพื่อจัดการสิถึงจะสำเร็จ
เหยียนเอ๋อร์ตัวฟังข้ออ้างของเขาจนเบื่อแล้ว นางจึงตบโต๊ะ “แม้ข้าจะไม่เข้าใจ แต่ข้าจะบอกเ้าอย่างหนึ่ง” น้ำเสียงของนางเบาลงไปอีกแปดระดับ “เมื่อวานข้าได้ยินคนบอกว่าสะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองและนายหญิงแห่งตระกูลฉาจะแยกครอบครัวกัน น่าจะเป็เพราะเื่ของฉาจื่ออัน ถึงอย่างไรคนที่ถูกพิษก็ยังไม่ตาย และถึงแม้ตายแล้วก็จะมีสิ่งใดที่ตระกูลอวี๋ออกหน้าอธิบายไม่ได้? และฉาซื่อแทบจะสานสัมพันธ์กับตระกูลอวี๋ นี่คือโอกาสที่ดีมาก จะทำสำเร็จหรือไม่นั้นก็อยู่ที่เ้าแล้ว”
ได้ยินดังนั้นหัวหน้าหมู่บ้านก็เอ่ยด้วยสายตาเ้าเล่ห์ “เ้าพูดเื่จริงรึ?” หากเป็เื่จริง เช่นนั้นคงต้องลองดูแล้วล่ะ
ครั้งก่อนเขาล้มเหลวในการพูดชักจูงหลิงซานฉิงให้ไปที่จวนตระกูลอวี๋ อวี๋ซิ่งเหวินจึงโกรธมาก และครั้งนี้เขาสั่งให้ไปชักจูงหลิงซานฉิงให้ไปที่จวนโดยเร็วที่สุด ซึ่งเขากำลังกังวลเื่นี้อยู่ หากได้รับความช่วยเหลือจากฉาซื่อละก็...ย่อมสำเร็จได้แน่นอน
เหยียนเอ๋อร์ตัวยืนยันข่าวที่ตัวเองได้รับมาอีกครั้ง หัวหน้าหมู่บ้านจึงรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที เขาสวมรองเท้า และมุ่งหน้าไปยังตระกูลฉา
หลิงซานฉิงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า พลันนึกได้ว่าเจี่ยนเจี่ยนยังอยู่ที่บ้าน และไม่รู้ว่ามีใครดูแลอยู่หรือไม่ เมื่อคิดถึงเื่นี้ นางจึงเร่งฝีเท้าและรีบกลับไป
ทันทีที่นางกลับมาถึงบ้าน ยังไม่ทันจะได้เจอเจี่ยนเจี่ยน ก็เห็นฉาซื่อกับหัวหน้าหมู่บ้านรออยู่ที่ลานบ้านของนาง ราวกับว่าพวกเขารออยู่นานแล้ว
ครั้นฉาซื่อเห็นนางกลับมา สายตาของหญิงชราจึงเผยความเ้าเล่ห์ และแสร้งทำเป็น้ำตาคลอเบ้า พลางโผเข้าหานางและพูดออกมาอย่างสุดจะกลั้น “นังตัวซวย หากไม่ใช่เพราะเ้า จื่ออันจะถูกคนของทางการจับไปหรือ? เ้าคืนลูกชายข้ามา เ้าแลกจื่ออันกลับมา เหตุใดคนที่ถูกพาไปกลับมิใช่นังตัวซวยเช่นเ้า!"
เสียงร้องไห้ดังระงม ทำให้เพื่อนบ้านที่อยู่อีกฟากหนึ่งของกำแพงมองเข้ามาในลานบ้าน
หลิงซานฉิงก้าวเท้าหลบร่างของแม่สามีที่โผเข้ามา
หัวหน้าหมู่บ้านที่เอาสองมือไพล่หลังมองอยู่ข้าง ๆ ก็ส่ายหน้าอย่างจนใจ “สะใภ้สาม คนเป็พ่อแม่จะไม่ห่วงลูกของตัวเองได้อย่างไร แม่สามีของเ้าคงเป็ห่วงเ้าสามมากเกินไป เ้าอย่าได้นำไปใส่ใจเลย”
ครั้นฉาซื่อได้ยินเช่นนี้ นางก็พาร่างที่ล้มอยู่บนพื้นในคราแรกลุกยืนขึ้นพลางเช็ดน้ำตา “นังตัวซวย เ้ามาเพื่อทำร้ายตระกูลฉาของพวกเราโดยเฉพาะเลยสินะ? หรือนังผู้หญิงต่ำช้าอย่างเ้าเป็ตัวซวย รีบคืนลูกชายมาให้ข้า ไม่เช่นนั้น ไม่เช่นนั้น...”
ดวงตานางล่อกแล่กไปมาครู่หนึ่ง ทว่าก็ไม่ได้เอ่ยต่ออีกว่าไม่เช่นนั้นจะเป็เช่นไร นางเพียงดึงแขนเสื้อของหัวหน้าหมู่บ้านไว้พลางร้องไห้ไปด้วย และขอให้หัวหน้าหมู่บ้านตัดสินใจแทน
ความโกลาหลครั้งใหญ่ขนาดนี้ สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองทั้งสองคนจึงได้มาที่นี่นานแล้ว และพวกเขากำลังเกาะขอบประตูอยู่ด้านนอกเพื่อดูเื่สนุกอยู่!
น่าแปลกที่หัวหน้าหมู่บ้านไม่ได้ถามถึงรายละเอียดลึก ๆ ของเื่นี้ แต่กลับปลอบหญิงชราว่า “ฉาซื่อ เ้าอย่าเศร้าไปนัก ข้าไม่คิดว่าสะใภ้สามจะเป็คนที่ไม่ฟังเหตุผลหรอก หากสามารถแลกลูกชายเ้ากลับมาได้ แม้ว่าต้องให้นางไปที่จวนตระกูลอวี๋ นางจะต้องไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอน”
เวลานี้ เขาหันไปมองหลิงซานฉิงทันที “สะใภ้สาม เ้าพูดอะไรบ้างสิ”