เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เล่มที่ 4 บทที่ 107 ต่อจากนี้เธอมีฉัน

            เรือนร่างที่สัมผัสกันอย่างแนบชิดท่วงท่าที่เร่าร้อน การเคลื่อนไหวที่น่ามองของหนุ่มสาวตรงหน้าทำให้ผู้ชมรอบกายอดเพลิดเพลินไปกับมันไม่ได้

            หลายคนเคยได้ยินข่าวเรื่องที่ตระกูลลั่วกับตระกูลฉินต้องการเกี่ยวดองกันมาบ้างวันนี้ทายาทของทั้งสองตระกูลออกงานพร้อมกัน แถมยังเต้นรำกันอย่างสนิทสนมทุกการกระทำของพวกเขาสามารถยืนยันได้ว่าสิ่งที่ได้ยินมานั้นมีมูลความจริง

            “ดูไปดูมาคู่นี้ก็เหมาะสมกันดีเนอะ!”

            “นั่นสิเรื่องแต่งงานเป็นสิ่งที่ทั้งสองตระกูลต้องการ ถ้าพวกเขาดองกันก็มีแต่ได้กับได้ไม่แน่อาจจะได้แต่งงานกันจริงๆ นะเนี่ย”

            คนในงานวิพากษ์วิจารณ์กันละเอียดยิบแถมวิเคราะห์เป็นข้อๆจางเหมยได้ยินดังนั้นก็อดยิ้มไม่ได้

            “ฉันนึกว่าคุณลั่วจะรักเดียวใจเดียวแค่กับคุณซะอีกที่ไหนได้เธอมีตัวสำรองอยู่แล้ว”

            ซูอี้เฉิงไม่ตอบเขายืนมองคนที่กำลังเต้นรำอย่างเร่าร้อนด้วยสายตาเย็นชา

            ที่จริงในฟลอร์ก็มีหลายคู่ที่เต้นได้อย่างยอดเยี่ยมแต่คู่ของฉินเว่ยและลั่วเสี่ยวซีนั้นดูจะเต้นได้อย่างร้อนแรงมากที่สุด

            ท่วงท่าที่สนิทสนมเหล่านั้นพวกเขาเต้นมันออกได้อย่างเซ็กซี่และเป็นธรรมชาติการสบตาแค่เพียงชั่วครู่ของพวกเขาราวกับมีประกายไฟออกมา ทั้งสองคนเต้นเข้าขากันได้ดีเหลือเกินจนคู่อื่นที่เต้นอยู่ข้างๆ ค่อยๆ หลีกทางให้ จนกระทั่งเดินออกจากฟลอร์ไป

            สุดท้ายทั้งฟลอร์เต้นรำจึงเหลือแค่คู่ของฉินเว่ยกับลั่วเสี่ยวซีนั่นยิ่งทำให้พวกเขาเต้นอย่างร้อนแรงกว่าเดิมบรรดาแขกหนุ่มสาวในงานต่างพากันส่งเสียงเชียร์

            เวลาลั่วเสี่ยวซีเต้นรำเธอมักจะอินไปกับมันเต็มที่จนลืมหมดทุกสิ่งอย่างยิ่งมีคนส่งเสียงเชียร์แบบนี้ด้วยแล้ว ท่าเต้นของเธอก็ยิ่งเซ็กซี่ยิ่งเย้ายวนยามเมื่ออยู่ในอ้อมกอดของฉินเว่ย เธอแย้มยิ้มบางน้อยๆ ดูน่าหลงใหลจนชายหนุ่มบางคนถึงกับส่งเสียงบอกให้เธอทิ้งฉินเว่ย แล้วมาแต่งงานกับเขาซะ

            ซูอี้เฉิงหันหลังเดินออกไปทันทีจางเหมยรีบวิ่งตามเขาอย่างตกใจ

            “คุณคงไม่ได้ออกมาเพราะคุณลั่วใช่ไหม”

            เขาปรายตามองจางเหมยด้วยสายตาน่ากลัวจางเหมยรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบจากตัวเขาและรู้ทันทีว่าตัวเองคงพูดอะไรผิดไปเสียแล้ว

            ถึงวันนี้ซูอี้เฉิงจะชวนเธอมาแต่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขายังคงเป็นแค่เจ้านายกับลูกน้อง

            ความคิดของเจ้านายอย่างซูอี้เฉิงเธอจะไปคาดเดาได้อย่างไรแต่ที่ปฏิกิริยาเขาเป็นแบบนี้ หรือเพราะว่าเธอพูดแทงใจดำเขากันแน่นะ?

            เมื่อคิดดูดีๆ ก็คงไม่มีทางถ้าซูอี้เฉิงแคร์ลั่วเสี่ยวซีจริง เขาก็คงไม่ส่งข้อความหาเธอกลางคันแบบนั้นหรอก

            คิดได้ดังนั้นเธอจึงเดินตามเขาไปเงียบๆ แต่จู่ๆ เขาก็หยุดเดินและพูดว่า

            “ผมจะไปสูบบุหรี่”

            จางเหมยเข้าใจความหมายแฝงในคำพูดของเขาทันทีเธอจึงตอบรับ ก่อนจะยืนมองแผ่นหลังของเขาที่ค่อยๆ ห่างออกไป

            พื้นที่สูบบุหรี่ที่ชั้นหนึ่งคนคงเยอะมากซูอี้เฉิงจึงขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้นบน

            ด้านล่างหลังจากที่ฉินเว่ยและลั่วเสี่ยวซีเต้นจนจบเพลงแล้วเสียงปรบมือก็ดังขึ้นอย่างกึกก้อง หลายคนพยายามเข้ามาพูดคุยกับลั่วเสี่ยวซีแต่เธอก็แค่ยิ้มตอบกลับไปพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ซูอี้เฉิงกับจางเหมยไม่อยู่แล้ว

            แม้ในใจเธอจะผิดหวังแค่ไหนแต่เธอก็ยังคงฝืนยิ้มอย่างสดใส

            “เมื่อกี้ฉันได้ยินคนชมว่าพวกเราเหมาะสมกันม๊ากมาก”ฉินเว่ยยิ้มอย่างซุกซนราวกับเด็กๆ “เสี่ยวซี เธอไม่ต้องคิดแล้วตกลงแต่งงานกับฉันตอนนี้เลยดีไหม”

            ลั่วเสี่ยวซีเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับไปอย่างไม่เกรงกลัว

            “จะให้ฉันตกลงแต่งงานกับนายทั้งๆ ที่นายยังไม่เคยขอฉันแต่งงานสักครั้งเลยเนี่ยนะ”

            ฉินเว่ยทำท่าเหมือนจะคุกเข่าลงตรงนั้นลั่วเสี่ยวซีอาศัยตอนที่ไม่มีใครมองอยู่เตะเข่าเขาไปหนึ่งทีนอกจากจะคุกเข่าไม่สำเร็จแล้ว เขายังเจ็บหัวเข่าจนหน้ามุ่ย

            “ให้ตาย โหดชะมัด!”ฉินเว่ยสบถพลางทำหน้าข่มขู่ลั่วเสี่ยวซี “ไม่กลัวฉันเอาคืนเธอบ้างหรือไง”

            ลั่วเสี่ยวซียืนกอดอกก่อนจะตอบ

            “แน่จริงก็ลองสิ”

            พูดจบเธอก็เดินออกไปฉินเว่ยกุมหัวเข่าที่น่าสงสารของเขาก่อนจะมองตามลั่วเสี่ยวซีไปอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก

            ลู่เป๋าเหยียนยืนมองทุกการกระทำของลั่วเสี่ยวซีตั้งแต่ต้นจนจบก่อนจะแย้มยิ้มหายากออกมา

            “ลั่วเสี่ยวซีเหมาะกับวงการบันเทิงมากจริงๆ”

            “เพราะเธอรู้จักเก็บความรู้สึก? หลังจากโดนพี่ฉันปฏิเสธมานับครั้งไม่ถ้วนเธอจึงได้ความสามารถนี้มาน่ะสิ” ซูเจี่ยนอันกล่าว

            ระหว่างกำลังพูดเธอก็เผลอยกมือซ้ายขึ้นมานวดบริเวณแขนขวาที่เธอปวดเมื่อกี้ตอนเต้นรำลู่เป๋าเหยียนก็สังเกตเห็นแล้วคงเพราะเธอเต้นอย่างสุดกำลังจึงเผลอไปโดนบริเวณที่บาดเจ็บอยู่หลายครั้ง

            ลู่เป๋าเหยียนเห็นดังนั้นจึงถามขึ้นว่า

            “เจ็บเหรอ”

            เธอฝืนยิ้มพลางตอบ“ไม่เป็นไร พักนิดหน่อยเดี๋ยวก็ดีขึ้นแล้ว”

            แต่เธอยิ่งนวดก็ยิ่งปวดเลยเอ่ยปากถามลู่เป๋าเหยียน

            “ที่โรงแรมมีถุงประคบเย็นบ้างหรือเปล่า”

            ลู่เป๋าเหยียนไม่สนใจว่าที่นี่จะมีหรือไม่มีเขาออกคำสั่งให้ผู้จัดการไปจัดเตรียมทันที

            ไม่ถึงห้านาทีบริกรก็เดินเอาถุงประคบเย็นมาให้ ซูเจี่ยนอันขอบคุณเขาก่อนจะยื่นมือออกไปรับแต่ลู่เป๋าเหยียนกลับแย่งคว้ามันไป

            “ยื่นมือมา” เขากล่าว

            ซูเจี่ยนอันยื่นมือออกไปอย่างว่าง่ายเพราะรู้ว่าลู่เป๋าเหยียนคงจะช่วยประคบให้ ความเย็นที่ได้รับช่วยระงับความปวดให้ทุเลาลงทีละนิด

            เธอเงยหน้ามองลู่เป๋าเหยียนเขาหลุบตามองต่ำและกำลังประคบน้ำแข็งให้เธออย่างตั้งใจ

            ความรู้สึกเป็นสุขแผ่เข้ามาปกคลุมไปทั่วหัวใจของเธอ

            โดยที่ทั้งสองคนไม่รู้ตัวเลยว่าไม่เพียงแต่นักข่าวจะถ่ายภาพตรงหน้าเอาไว้ได้ แต่หานรั่วซีก็มองอยู่เช่นกัน

            นอกจากความเจ็บแค้นใจหานรั่วซีรู้สึกแปลกใจเสียมากกว่า

            ลู่เป๋าเหยียนคนที่เธอรู้จักไม่ใช่คนแบบนี้เขาเป็นคนเย็นชาไร้หัวใจและเด็ดขาด แค่เพียงพลิกฝ่ามือก็สามารถเรียกลมเรียกฝนได้เป็นคนที่ควบคุมทิศทางของตลาดหุ้นทั่วทั้งเมือง เขาดูแลแต่เรื่องสำคัญไม่ก็เรื่องที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจเท่านั้น เรื่องเล็กน้อยพวกนี้...เขาสนใจทำมันตั้งแต่เมื่อไรกัน?

            แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นฟ้องชัดลู่เป๋าเหยียนกำลังช่วยประคบน้ำแข็งให้ซูเจี่ยนอันอยู่จริงๆ เขาค่อยๆ ประคองมือของเธอไว้อย่างทะนุถนอมราวกับไข่มุกล้ำค่าสายตาและสีหน้าของเขาในทุกการกระทำ...ช่างดูอ่อนโยน

            เขาเคยบอกกับเธอว่าอีกสองปีจะหย่ากับซูเจี่ยนอัน แล้วทำไมตอนนี้ถึงเป็นแบบนี้? เขากับซูเจี่ยนอันคงไม่ได้กำลังแสดงละครอยู่ใช่ไหม? หรือว่าพวกเขารู้สึกแบบนั้นไปแล้วจริงๆ?

            หลังประคบน้ำแข็งอยู่หลายนาทีความเจ็บปวดก็ค่อยๆ หายไป ซูเจี่ยนอันยิ้มก่อนเอ่ย

            “โอเคแล้วล่ะ”

            ยังไม่ทันที่ลู่เป๋าเหยียนจะยกถุงน้ำแข็งออกเสียงแซวจากเสิ่นเยว่ชวนก็ดังขึ้นก่อน

            “แหมๆๆสวีทกันเหลือเกิน รู้หรือเปล่าว่าพวกนักข่าวกำลังถ่ายรูปพวกนายอยู่”

            ซูเจี่ยนอันมองไปรอบๆก็เห็นนักข่าวกำลังเก็บกล้องลงไปพอดี หน้าเธอแดงระเรื่อก่อนจะหลบไปอยู่ข้างกายลู่เป๋าเหยียน เมื่อนักข่าวคนนั้นเห็นท่าทางขวยเขินของเธอจึงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเดินจากไป

            เธอเพิ่งสังเกตเห็นว่ามู่ซือเจวี๋ยก็เดินมาพร้อมกับเสิ่นเยว่ชวนด้วย

            ยิ่งมองเธอก็ยิ่งรู้สึกว่ามู่ซือเจวี๋ยเป็นคนลึกลับ

            เขาสวมชุดสูทสีดำสนิทโครงหน้าคมเข้มและบรรยากาศรอบกายอันน่าเกรงขาม แค่เขายืนนิ่งๆ ก็สามารถทำให้ทุกคนเกรงกลัวได้ด้านหลังของเขาราวกับมีมิติดำมืดที่พร้อมจะดูดกลืนทุกคนให้หายไปในชั่วพริบตา

            มู่ซือเจวี๋ยก็คือราชาแห่งโลกมืดเขาคือผู้ครอบครองความมืดเหล่านั้น ต่อให้อยู่ภายใต้แสงสว่างก็ไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

            ซูเจี่ยนอันรู้สึกกลัวเขานิดๆอย่างไม่มีสาเหตุ เธอเขยิบเข้าใกล้ลู่เป๋าเหยียนเล็กน้อยมู่ซือเจวี๋ยเห็นสายตาของเธอแล้วจึงยิ้มออกมา

            “มีเรื่องอะไรจะถามผมหรือเปล่า”

            เวลาเขายิ้มยิ่งดูลึกลับคาดเดายากเข้าไปใหญ่ซูเจี่ยนอันสูดหายใจลึกก่อนจะตอบกลับไป

            “ค่ะโยว่หนิงเป็นยังไงบ้างคะ”

            มู่ซือเจวี๋ยคิดไว้แล้วว่าซูเจี่ยนอันจะต้องถามเขาเลิกคิ้วเล็กน้อย

            “เด็กนั่นไม่เพียงแต่ขยันและมีความรับผิดชอบสูงมาก ช่วยผมจัดการเรื่องด่วนไปได้หลายครั้งเธอเป็นเด็กฉลาด เสียแต่ไม่ค่อยทะเยอทะยานไม่งั้นคงสามารถทำงานที่ท้าทายมากกว่านี้”

            “ไม่ทะเยอทะยาน แต่สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขก็ดีแล้วนี่คะ”ซูเจี่ยนอันยิ้ม “คงต้องรบกวนคุณให้ช่วยดูแลเธอหน่อย”

            “วางใจเถอะครับ”มู่ซือเจวี๋ยปรายตามองลู่เป๋าเหยียน “ถึงผมจะไม่เห็นแก่คุณก็ต้องเห็นแก่ผอ.ลู่บ้าง สวีโยว่หนิงทำงานที่ร้านของผม เธอไม่เป็นไรแน่”

            “ขอบคุณค่ะ”ซูเจี่ยนอันพูดอย่างจริงใจ

            “เอาล่ะพวกเราควรหายหัวไปได้แล้ว” เสิ่นเยว่ชวนคุยธุระกับลู่เป๋าเหยียนเสร็จแล้วจึงเอ่ย

            “ถ้าปล่อยให้พวกนักข่าวถ่ายรูปกขค แบบพวกเราติดไปด้วยคงจะไม่ดี”

            หลังพวกเขาแยกตัวออกไปซูเจี่ยนอันก็อดยิ้มไม่ได้

            “ผู้ช่วยของนายมีอารมณ์ขันกว่าผู้ช่วยของพี่เยอะเลยพวกนายคงไม่ได้เป็นแค่เจ้านายลูกน้องกันใช่ไหม บางครั้งฉันก็ได้ยินเขาเรียกแค่ชื่อนายรู้จักกันมานานหรือยัง”

            “สิบกว่าปีแล้ว”ลู่เป๋าเหยียนตอบ “รู้จักกันตอนเรียนอยู่ที่อเมริกา”

            “มิน่าล่ะ”ซูเจี่ยนอันพูดอย่างประหลาดใจ

            เวลานี้แขกในงานเริ่มหาความบันเทิงที่ตัวเองชอบบ้างก็เต้นรำ บ้างก็ชิมอาหารเลิศรส หรือไม่ก็พูดคุยกันซูเจี่ยนอันคล้องแขนลู่เป๋าเหยียนเดินอย่างช้าๆตอนนี้ไม่มีใครเข้ามารบกวนพวกเธออีกแล้ว เธอจึงถามเรื่องตอนที่เขาอยู่อเมริกาต่อเช่น ตอนไปอเมริกาแรกๆ มีเรื่องอะไรที่รู้สึกไม่ชินบ้าง เขาตอบว่า

            “เรื่องกิน”

            “ฉันก็เหมือนกัน”ซูเจี่ยนอันพูดอย่างดีใจ“ตอนหลังฉันกับลั่วเสี่ยวซีไปเช่าอพาร์ทเมนต์อยู่ด้วยกันที่ใกล้ๆ มหาวิทยาลัยพวกเราซื้ออุปกรณ์มาทำอาหารกินเองทุกวัน ดีนะที่ทำแบบนั้นไม่งั้นกว่าจะเรียนจบฉันคงได้อ้วนเป็นหมูแน่ๆ”

            “ฝีมือการทำอาหารของเธอได้มาจากตอนนั้น?”

            “อือฮึ”ซูเจี่ยนอันตอบอย่างภูมิใจ “ตอนนั้นเสี่ยวซีรับผิดชอบเรื่องค่าเช่า ค่าน้ำค่าไฟส่วนฉันรับผิดชอบเรื่องอาหารการกิน พวกเราอยู่ด้วยกันนานขนาดนั้นแต่ไม่เคยทะเลาะกันสักครั้ง จนเกย์ห้องตรงข้ามสงสัยว่าพวกเราเป็นเลส...”

            ลู่เป๋าเหยียนยิ้มบาง“แล้วไงต่อ”

            “ก็ไม่มีอะไร”ซูเจี่ยนอันอธิบาย “ที่นั่นถือเป็นเรื่องปกติเพราะรู้ว่าที่เมืองจีนคนยังไม่ยอมรับเรื่องนี้พวกเขาเลยช่วยปลอบใจพวกฉันบอกว่าอย่ากดดันไป ไว้เรียนจบก็ใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกาต่อก็ได้ฉันกับเสี่ยวซีทำหน้าไม่ถูก พวกเขาเลยจูบกันโชว์ต่อหน้าพวกฉันพร้อมกับให้กำลังใจ...”

            พูดไปพูดมากลายเป็นเธอที่เล่าเรื่องชีวิตของตัวเองตอนอยู่อเมริกาไปซะได้

            ตอนนั้นบริษัทของซูอี้เฉิงเริ่มเข้าที่เข้าทางพร้อมจะซัปพอร์ตค่าเรียนและค่าใช้จ่ายของเธอแล้ว แต่เพราะเธอไม่อยากรบกวนพี่ชายเธอจึงอาศัยฝีมือการทำอาหารของตัวเองนี่แหละเป็นเครื่องมือการใช้ชีวิต

            ค่าแรงที่อเมริกานั้นแพงมากตอนที่เธอย้ายจากหอพักของมหาวิทยาลัยมาอยู่อพาร์ทเมนต์ข้างนอก เพื่อประหยัดเงินเธอเลยต้องทาสีผนัง เปลี่ยนหลอดไฟ ประกอบเฟอร์นิเจอร์เองทั้งหมดมีบางครั้งที่เธอรู้สึกท้อแท้จนนั่งร้องไห้อยู่บนพื้นท่ามกลางเศษไม้และสีทาบ้านแต่ในที่สุดเธอก็ผ่านมันมาได้และหลังจากนั้นเธอก็ไม่เคยเพิ่มภาระให้ซูอี้เฉิงอีกเลย

            ตอนนี้เธอสามารถพูดถึงวันเวลาอันยากลำบากของเธอได้อย่างภาคภูมิใจ

            ลู่เป๋าเหยียนรู้มาบ้างว่าเธอผ่านช่วงเวลานั้นมาอย่างไรแต่เมื่อได้ยินเจ้าตัวเล่าเองแบบนี้ความรู้สึกช่างแตกต่างจากการได้ยินผ่านการเล่าของคนอื่นว่าแล้วเขาจึงโอบเอวบางของคนข้างกายให้เข้ามาใกล้

            “เจี่ยนอันต่อจากนี้เธอมีฉันแล้ว”

    คล้ายกับเรื่องเจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่ ที่คุณอ่าน